xs
sm
md
lg

คุณพ่อใจเด็ด! “ก้องกวี เรืองสุขสุด” ผู้ยกให้หัวใจของบุตร เพื่อต่อชีวิตผู้อื่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

โอกาสเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ในการมีชีวิต
       ตายกับเป็น มีค่าเท่ากัน
       หากลูกคุณกำลังหายใจอยู่ แต่ไร้ซึ่งสมรรถภาพ คุณจะรู้สึกอย่างไร
       คุณจะให้บางสิ่งบางอย่างในตัวเขาได้โบยบินไปในร่างของคนอื่นหรือไม่
       
       นี่คือเรื่องราวของ “ก้องกวี เรืองสุขสุด” คุณพ่อผู้มีหัวใจเด็ดขาดกับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว บริจาคอวัยวะบุตรชายที่อาการโคม่าสมองตาย นอนเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้หัวใจของลูกยังเต้นอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป แม้ในร่างกายของผู้อื่น...
คุณพ่อใจเด็ด! “ก้องกวี เรืองสุขสุด” ผู้ยกให้หัวใจของบุตร เพื่อต่อชีวิตผู้อื่น
• อยากให้ย้อนเหตุการณ์ที่เกิดการรุมทำร้ายร่างกายลูกชายอาการโคม่า มีโอกาสรอดเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว เกิดขึ้นได้อย่างไร
       
       เมื่อสามปีที่ผ่านมา ลูกชายของผม “น้องซ่า” ถูกทำร้าย สาเหตุเกิดมาจากการทะเลาะวิวาทก่อนหน้าตามประสาของเด็กๆ แล้วหลังจากเรื่องจบ อีกฝ่ายยังไม่จบ ก็ได้มีการล่อลวงทางเฟซบุ๊กโดยให้ผู้หญิงเป็นนกต่อ ติดต่อมาเสมือนว่ามาขอเป็นแฟน ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน ซึ่งจริงๆ ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาของกลุ่มคู่อริ จากนั้นก็ลวงให้มาพบ แล้วให้กลุ่มคู่อริกว่า 20 คน มารอ ณ จุดนัดพบ ลูกชายก็แอบออกจากบ้านตอนราวๆ เที่ยงคืนกับเพื่อนสองคน ก็ถูกปืนจี้แล้วนำตัวขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ไปซ้อมในสวน
       
       • วินาทีที่ทราบข่าวลูกชายถูกทำร้าย รู้สึกอย่างไรบ้าง
       
       วันนั้นผมอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ไม่ทราบว่าลูกชายไปไหน ทีนี้ตอนเช้าที่ลงจากเขา คุณพ่อโทรมาตอนเช้า ลงมา ผมก็อยากจะพักผ่อน คุณพ่อโทรมาสองครั้งก็ไม่รับสาย แต่ปกติพ่อผมไม่โทรจี้ขนาดนี้ ก็เอะใจ รับ พอรับ พ่อก็บอกว่าโดนอีกแล้วนะ ผมก็ถามว่าโดนอะไร เขาก็บอกว่าโดนเหมือนเดิมเลย แรกๆ ก็ไม่คิดว่าอาการหนักสาหัสขนาดนี้ เพราะลูกผมค่อนข้างเป็นเด็กที่แรงเหมือนกันระดับหนึ่ง อารมณ์เหมือนผมวัยรุ่น ชกต่อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับ แต่ครั้งนี้มันมีการวางแผน มีการเตรียมการทั้งสถานที่และจำนวนคนกว่า 20 คนโดยประมาณ ต่อสองคน เขาก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ เพราะว่าจุดที่โดนกระทำ มันเกินที่จะป้องกันได้
       
       เพื่อนลูกชายอีกคนเล่าให้ฟังว่า พอไปถึงจุดนัดพบ เห็นหน้าก็โดนแตะต่อย ตาเขียว ดั้งหัก แล้วก็เอาปืนจี้ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะถูกพาไปซ้อมในสวน แล้วค่อยปล่อยตัวกลับบ้าน เพราะเขามีเพื่อนเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น เขาก็ทักบอกเพื่อนๆ ว่าให้พาคนนี้กลับไปส่งบ้าน เหลือแต่ลูกเรา ตอนที่ฟังเขาเล่า ผมก็ถามเขาว่าจำหน้าได้ไหม เขาก็บอกว่าจำได้ จำเพื่อนเขาได้ ส่วนคนอื่นๆ ในกลุ่มนั้นชื่ออะไรไม่รู้ชื่อ ผมก็เลยให้ตำรวจลงบันทึกไว้
       
       ระหว่างที่ไปแจ้งความ เขาก็มีขั้นตอนของการดำเนินการ วันที่หมายออกจับวันแรก ก็จับได้เลย แต่ทีนี้ ขั้นตอนของกฎหมายผมก็ยังงงสงสัยอยู่ คือระหว่างที่ตัดสินคดี เขาไม่มีเรียกผมเข้าไปว่าใครทำบ้าง มอเตอร์ไซค์ก็หายไปไม่ได้คืน อยู่ๆ ก็ตัดสินคดีติดคุก12 ปี คนที่เพื่อนลูกชายจำได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคู่อริเพียงคนเดียว เรื่องก็จบ คนที่ล่อลวงไป คนอื่นๆ ที่ร่วมกระทำ ไม่มีการดำเนินการติดตามต่อ ทั้งๆ ที่เรื่องมันเข้าข่ายประมาณเหมือนฆ่าอำพราง อุ้มไปสังหาร พฤติกรรมมันต้องมีการวางแผนมาก่อนหน้า พยานแวดล้อม ผมไปถามเข้าไปที่จุดเกิดเหตุ มันมืดมากไม่มีบ้านคน แล้วพอเข้าไปสุดมันจะเป็นศาลจ้า ผมไปถามคนที่นั้นเขาบอกว่า20 กว่าคนได้ เพราะมีมอเตอร์ไซค์กว่า 10 คัน
       
       สรุปคือมีคนร้ายเพียงคนเดียวที่ถูกดำเนินคดี เขาจับมาคนเดียวแล้วตัดสิน โดยเวลาก็ผ่านไปกระทั่งทุกวันนี้ ในวันที่เกิดเหตุ คนที่เขาแจ้งความ เขาเห็นหน้าก็ตกใจ บอกอย่างนี้เลยที่โดนทำร้าย ประมาณตีห้ากว่าหกโมงเช้า เขาออกข้างนอก ต้องเดินผ่านเส้นทางสวนนั้น เห็นคนนอนอยู่บนพื้นก็นึกว่าเมา แต่พอไปดูใกล้ๆ เลือดออกจมูก ออกปาก
       
       • การปิดคดีมีข้อกังขาหลากหลายจุด
       
       โทษอย่างนี้ผมคิดว่าน่าจะโดนโทษตายธรรมดา จริงๆ มันไม่ใช่ฆ่าคนตายธรรมดา มันวางแผนไว้ก่อน มีอำพรางเอารถไปทิ้งหรือ มีลักษณะล่อลวงจากอีกทีไปอีกที ซึ่งคน ที่เป็นผู้หญิงไปล่อลวงที่เรียกว่านกต่อ ก็ยังอยู่ นกต่อก็คือภรรยาของคนที่ติดคุกทุกวันนี้ แต่ผมก็เชื่อนะว่าคนที่ติดคุก เหมือนตายทั้งเป็น เพราะเขามีลูกเล็ก ลูกเขากำลังน่ารัก ถ้าเขาออกมาจากคุก พูดง่ายๆ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นลูกเขาหรือเปล่า เพราะเมียเลิกกันแล้ว ผมก็ตามเรื่องตลอด
       
       • โกรธบ้างไหม
       
       มันเกินคำว่าโกรธ เด็ก 14 มันจะชกต่อยอะไรกันขนาดนั้น มันไม่ใช่ ผมโตมา เรียนเทคนิค มันก็มีตีกัน แต่ก็ระดับหนึ่ง ไม่ถึงขั้นต้องมามาลวงแผนฆ่ากันให้ตาย แล้วเด็กอายุ 14 สองคน กับคนอายุ 22 มันกล้าทำ ใจมันใช้ได้มาก ผมว่าใช้คำว่านักเลงไม่ได้ อันธพาล ใช้คำที่เหนือกว่านั้น แต่พูดไปมันก็ไม่ดี
       
       มันเกินไป ทำร้ายกันจนสมองตาย คือสภาพแรกของลูกชายหัวบวมมาก ใหญ่มากกว่าปกติเยอะ ผมไปสะกิดแขนไม่มีกระดิกตอบสนอง พอผมเห็น ผมก็ถามแม่ว่าหมอเขาบอกว่าอย่างไร แม่ก็ร้องไห้ หมอบอกว่าสมองตาย ผมก็พอรู้ว่าสมองตายหมายถึงอะไร ก็นึกถึงในเคสของคนสมองตายเยอะๆ ที่มีโอกาสรอดแล้วก็นอนอยู่เหมือนคนเป็นอัมพาต เกลือกตาได้ ผมพอถามแม่แล้วก็กลับไปถามพยาบาลจนเป็นที่รู้แน่ว่าสมองตายแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ผมก็เดินเข้าไปขอคุยกับหมอใหญ่เรื่องบริจาคร่างกาย เพราะผมรู้ว่าลูกไม่รอดแน่
       
       • ถือเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ เพราะบางคนถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับคนที่รักในครอบครัวก็ยังอยากที่จะยื้อ อยากให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจนวินาทีสุดท้าย
       
       คือคุณหมอบอกว่าโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมามีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ คุณหมอก็พยายามบอกผมให้ทำใจนะ ผมก็บอกว่าอยากจะบริจาค คุณหมอก็พยายามจะพูดอธิบายว่าปีหนึ่งมีคนป่วยเป็นโรคทั้งหมดสองหมื่นคน แต่ได้รับบริจาคจริงๆ ประมาณหลักสิบหลักร้อย โรคหัวใจมีคนป่วยต้องการปีละกี่คน ต้องการตับกี่คน แต่มีคนเท่านี้เท่านั้น ผมก็บอกคุณหมอว่าผมไม่อยากจะซึ้งมาก ถ้าพูดมาก เดี๋ยวผมร้องไห้ ผมก็เลยบอกคุณหมอเอาง่ายๆ ผมบริจาค คุณหมอก็พยายามพูดเหตุผลทำไมต้องบริจาค ผมบอกตัวผมบริจาคที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่อายุ 25 ผมก็เลยรู้ว่าการที่เราจะให้ร่างายของคนที่บริจาคมันมีประโยชน์กับอีกคนบุคคลหนึ่งซึ่งเขากำลังจะตาย มันมีประโยชน์มากกว่าที่จะไปเผาทิ้งหรือฝังดินกลบ
       
       • แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับหัวใจที่ยังเต้นอยู่ของลูกเรา เราตัดสินใจหรือไม่มุมความคิดอื่นอย่างไรอีกหรือไม่
       
       ทีแรก แม่ผมบอกว่าจะขอรอปาฏิหาริย์ ผมก็บอก แม่ ผมขอตัดสินใจได้ไหม เพราะผมเป็นพ่อ แม่ถึงจะยอม คุณหมอก็มาบอกอีกว่าพรุ่งนี้จะผ่าตอนสิบโมงนะ ต้องผ่าตอนที่หัวใจกำลังเต้น ไม่อย่างนั้นใช้การไม่ได้ ผมก็เลยถามว่าผมขอรู้นะ ผมอยากให้หัวใจลูกผมไปเต้นกับอีกคนหนึ่ง เพราะผมจะถือว่าลูกผมยังไม่ตาย ถือว่าลูกผมไปเที่ยว ผมก็เลยถามคนที่มารับบริจาคว่าเป็นใคร เขาบอกว่าบอกไม่ได้ เพราะบอกแล้วอาจจะมีไปลำเลิกบุญคุณ แต่คุณหมอก็อนุเคราะห์ข้อมูลนิดหน่อยว่า ผู้ที่ได้รับอยู่ที่จังหวัดสงขลาและเป็นเด็กอายุ14 ปีเท่ากันด้วย
       
       คือผมก็ใช้หัวใจผมคิดแทนหัวใจลูกผม ลูกผมกับผมก็ต้องหัวใจเดียวกัน ในเมื่อเที่ยวตีรันฟันแทงกันได้เหมือนกัน ผมก็นึกว่าถ้าผมเป็นเขานะ ถ้าเกิดฟื้นขึ้นมาในอาการนอนเกลือกตาได้อย่างเดียว ผมก็ต้องขอให้ฆ่าผมเลย ไม่น่าปล่อยให้ผมอยู่ในสภาพนี้เลย
       
       คือใช้หัวใจตัวเอง ถ้าเราเป็นแบบลูกดำเนินชีวิตแบบไหน เราก็ช่วยทำตัวเองให้มีประโยชน์มากที่สุด ดีกว่าทิ้งไปเฉยๆ
       
       ไหนๆ ก็เกิดมาอายุ 14 ได้ทำคุณงามความดีกับสังคมได้ขนาดไหน นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะได้ทำ
       
       • อวัยวะที่ตัดสินใจบริจาคมีหลายส่วนด้วยกัน วันนี้หัวใจดวงนั้นอาจจะไปเต้นอยู่กับใครสักคนหนึ่งที่สงขลา นอกจากนี้มีอวัยวะอื่นๆ อีกหรือไม่
       
       ปอด ไต ตับ ดวงตา วันนั้น สงสารคุณหมอนะ หมอขยันมาก ทำเพื่อคนไข้จริงๆ วันนั้นงานวันแรกไม่ได้มา วันที่สองมาแบบเสื้อยืดคอกลม เหมือนเหนื่อยมาก แต่เพื่อที่จะมางานแล้วเอาพวงหรีดมาแสดงความรู้สึก
       
       • ในเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล เขาบอกกันว่าผู้ที่บริจาคอวัยวะ หากทำตามพิธีกรรมไม่ครบ เกิดใหม่ชาติก็จะไม่สมบูรณ์ครบ 32 ประการ
       
       อันนี้ผมไม่เชื่อนะ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ บริจาคไปแล้ว ไม่ครบ บริจาคดวงตาไป เกิดมาชาติหน้าตาต้องสวยแน่ หรืออาจจะมีตาทิพย์ก็ได้ ไม่มีทางที่การให้แล้วมันสูญเปล่า หรืออย่างในเรื่องของวิญญาณ แม้ว่าเขาไม่เคยมาบอก มาหาผม แต่ว่าวันแรกของงานศพเขา พี่สาวผมมาจากจังหวัดชุมพร เขาก็ไปแหย่พี่สาวผม พี่สาวผมก็บอกว่าซ่าตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ เขาบอกว่าเหมือนตายแล้ว และก็บอกว่าแต่ตอนนี้ซ่ารวยแล้ว อยู่บ้านใหญ่ มีเงินเยอะแยะ รวย แต่ไม่มือถือ ก็เลยขอมือถือไอโฟนจากพี่สาว เขาก็บอกว่าถ้าบอกหวยเดี๋ยวจะซื้อให้ เขาบอกหวยถูกทั้งล่างทั้งบน มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ สุดท้ายก็ให้พระบังสกุลทำอะไรไปให้เขา แล้วเขาก็มีไปเข้าฝันเพื่อนผู้หญิงว่าตายแล้วให้มางานศพที่วัดหลักสาม
       
       • ทั้งในแง่ของรูปคดีก็ดีที่ยังคงไม่ครบสมบูรณ์อย่างที่เราคิด ทั้งในเรื่องการตัดสินใจบริจาคอวัยวะทั้งๆ ที่ลูกยังมีชีพจร เรื่องหนักๆ เหล่านี้ที่เข้ามาพร้อมๆ กัน ทำให้คิดมีแว้บๆ เข้ามาบ้างหรือไม่ที่เราจะสานต่อจัดการเองเพื่อความยุติธรรม
       
       ก็มีหลายคนยุให้จัดการ งานนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ให้ผมไปเป็นศาลเตี้ยเลย เพราะเขารู้ว่าเบื้องหลังก่อนหน้า ผมก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ผมบอกเลย ผมเป็นหัวหลักของบ้าน ถ้าเกิดผมเป็นอะไรไปอีกคน สถานการณ์มันจะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็วิธีนี้ให้กฎหมายดำเนินไป คนเรามันหนีอะไร มันหนีได้ แต่มันหนีเวรกรรมไม่ได้ หนีกฎหมายได้วันนี้ เวรกรรมก็ต้องตามแน่นอน เพราะผมพิสูจน์มาหลายครั้งแล้วจากประสบการณ์ชีวิตของผมที่ผ่านมา
       
       แม้ว่าทุกสิ่งอย่างกระบวนการต่างๆ มันทำให้น้ำตาไหลอยู่ในหน้าอก แต่ผมจะไม่ร้องไห้ ก็เคยร้องไห้ แต่เต็มที่ มีแค่แฟนเห็น จะไม่เคยร้องไห้ฟูมฟาย เพราะมันไม่มีประโยชน์ มันเป็นการระบายความรู้สึก แต่ว่ามันไม่ทำให้ลูกเราฟื้น อีกอย่างมันเป็นการแสดงความอ่อนแอออกมาให้คนเห็น ผมไม่อยากแสดง เพราะว่าผมเป็นผู้นำครอบครัว เป็นเจ้าของบริษัท ถ้าผมอ่อนแอคนหนึ่ง ถามว่าคนที่อยู่ข้างหลังผม เอาชีวิตมาฝากที่ผมได้อย่างไร
       
       แต่เวลาเราสูญเสีย บางคนทรุดเป็นเดือนสองเดือน ปีๆ เราไม่สามารถลืมเหตุการณ์ ไม่ได้ล่ำลา มันเจ็บปวดที่สุด ผมก็ไม่ได้คิดว่าลูกผมเสีย ลูกผมอยู่สงขลา ไปเที่ยวเล่นอยู่
       
       • ทุกวันนี้ยังมีครอบครัว รวมไปถึงตายายอีกสองคน จากวันนั้นจนวันนี้ 3 ปีผ่านไป เรื่องราวตรงนั้น เรานำมาเป็นบทเรียนดูแลลูกของเราอย่างไร
       
       ก็พยายามที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก พยายามดูแลให้ดี หาสภาพแวดล้อมที่ดีให้เขาอยู่ ก็คือย้ายออกมาจากแถวนั้นเลย เราก็พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
       
       คือถ้าถามว่าวิธีการเลี้ยงลูกเกเรในแบบนี้ มีความคิดของตัวเอง ดูแลยังไง เราก็ต้องสอนให้เห็นผลของการกระทำ เหมือนสอนให้รู้กรรม การกระทำมันก็คือกรรม ถ้าไปตีหัวคนอีกคนมันก็ต้องมาตีหัวเรา นี่คือการกระทำ ก็พยายามจะบอกว่าลูกผมหรือเพื่อนลูก พยายามทำในสิ่งดี ทำไปเถอะ มันจะกลับมาเอง แต่มันช้าหน่อย แต่ถ้าทำไม่ดี มันทำง่าย มันเร็วแต่มันส่งผลแน่นอน มันไม่ดี ก็พยายามบอก หลายๆ เรื่อง
       
       อย่างกรณีลูกผมได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลประมาณ 100,000 บาท ส่วนหนึ่งผมให้แม่ผม คือย่าเขา ส่วนหนึ่งไปหล่อพระที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูก ทำบุญไหว้พระอุทิศให้ลูกทุกวัน หลังจากที่เสียลูกคนนี้ไป ก็พยายามที่จะทำสิ่งดีๆ ทุกอย่าง ไมว่าบุญกับวัด กับโรงเรียน กับคนให้ทาน ทุกครั้งอธิษฐานจิตให้ลูก น้องซ่าเสียไปแล้ว ถ้าอยู่อีกโลกหนึ่ง ก็ให้ดูแลน้องๆ ด้วย อย่าให้น้องพลาดเดินทางเหมือนเรา
เรียบเรียง : รัชพล ธนศุทธิสกุล






กำลังโหลดความคิดเห็น...