xs
sm
md
lg

“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
น.ส.ปณิดา ยศปัญญาหรือน้องแบม
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - “น้องแบม” บรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในขอนแก่นร่วมต้านโกง ชี้การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน หากเพิกเฉยประเทศชาติจะเสียหาย เผยเหตุที่หอบหลักฐานร้องเรียน คสช.ไม่ร้องเรียนหน่วยงานรัฐในขอนแก่นเพราะกลัวเรื่องช้าและเรื่องเงียบ อย่างไรก็ยังข้องใจทำไมอาจารย์เปิดเผยพื้นที่การทำวิจัยใหม่ หวั่นไม่ปลอดภัย
       
       บ่ายวันนี้ (13 มี.ค.) ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “เครือข่ายประชาชนป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบ สังคมไม่ทนต่อการทุจริต” จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดขอนแก่น ในโอกาสนี้ น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือแบม นิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และ น.ส.นณัฐกานต์ หมื่นผล หรือเกมส์ อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ได้เดินทางมาร่วมบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนในพื้นที่
       
       น.ส.ปณิดา ยศปัญญา นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ฯ มมส. ได้เริ่มต้นเล่าถึงสาเหตุที่เข้าฝึกงานกับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น เพราะมีความสนใจเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือคนยากคนจน คนด้อยโอกาสในสังคมเป็นทุนเดิมตั้งแต่เด็กๆ เห็นสภาพชีวิตคนเหล่านี้แล้วรู้สึกสงสาร เชื่อว่าลักษณะงานหน้าที่ของศูนย์ฯ เหมาะสำหรับตน ทั้งยังตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วอาจจะสมัครทำงานกับศูนย์ฯ เพราะได้ช่วยเหลือคนยากคนจนซึ่งตรงกับสาขาพัฒนาชุมชนที่ตนเรียนอยู่ด้วย แต่พอได้เข้ามาฝึกงานกับศูนย์ฯ แล้วกลับพบเห็นอะไรหลายอย่างที่มันไม่ใช่สิ่งที่ตนอยากเรียนรู้เลย โดยเฉพาะการปลอมแปลงเอกสารเพื่อเบิกเงินสงเคราะห์โดยเงินไม่ถึงมือชาวบ้านคนยากจน คนด้อยโอกาสเหล่านั้นเลย จึงได้ปรึกษาหารือกับพี่เกมส์ คิดกันนานมากว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดตัดสินใจรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ  เข้าร้องเรียนต่อ คสช.ที่กรุงเทพฯ หลังร้องเรียนก็ได้โทรศัพท์ติดตามความคืบหน้าหลายครั้งว่าเรื่องที่ร้องเรียนถึงไหนแล้ว
       
       จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลก็พบว่ามีการทุจริตจริงและขยายผลไปตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดอื่นๆ ล่าสุดพบว่ามีการทุจริตแล้วมากถึง 44 จังหวัด เฉพาะจังหวัดขอนแก่นวงเงินทุจริต 6.9 ล้านบาท ลองคิดดูหากรวมงบประมาณของรัฐที่ไม่ถึงมือชาวบ้านคนยากจนจะมากมายขนาดไหน
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
บทพิสูจน์ “หนูไม่ได้โกหก”
       
       “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการพิสูจน์ว่าหนูไม่ได้โกหกเหมือนใครหลายคนกล่าวหาหนู ตั้งแต่นำเรื่องไปเล่าให้ฟัง หนูมีความสุขที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคนยากไร้ คนจน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้หนูกับพี่เกมส์ก็เจอความกดดันเยอะมาก พี่เกมส์กลายเป็นคนตกงาน ส่วนหนูก็มีปัญหากับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย” น.ส.ปณิดากล่าว และว่า การตรวจสอบและการต่อต้านการทุจริตเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น ในฐานะที่ตนเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพิกเฉยกับการทุจริตในทุกรูปแบบ อยากให้ทุกคนมีความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติมิชอบ เพราะทุกวันนี้มีหน่วยงานและช่องทางการร้องเรียนหลายช่องทางมาก หากคนในสังคมเพิกเฉยต่อการเห็นการทุจริตไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
       
       “ช่องทางที่ง่ายที่สุดเมื่อพบเห็นหรือรู้ว่ามีการทุจริต คือ ไปปรึกษากับผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย และรวบรวมหลักฐานไว้ให้ได้มากที่สุด หากทุกคนช่วยกันคนไม้ละมือก็จะทำให้กลุ่มคนที่คิดจะทุจริตเกรงกลัว และยับยั้งการกระทำผิดได้มากขึ้น” น.ส.ปณิดากล่าว
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
ทั้งนี้ น.ส.ปณิดาได้ตั้งคำถามต่อผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาด้วยว่า ถ้าเจอสถานการณ์ปัญหาอย่างที่ตนเองเจอ ท่านจะทำอย่างไร จะทำเหมือนที่ตนเองทำหรือไม่ ในฐานะที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชน หากพบเห็นหรือไปรู้เรื่องการคอร์รัปชัน พวกท่านเป็นผู้ดูแลคนในหมู่บ้านในชุมชนมากมายที่อยู่ข้างหลังท่านจะทำอย่างไรกัน เมื่อมีเงินจากรัฐสวัสดิการส่งมาถึงหน่วยงานในพื้นที่แล้ว แต่เงินนั้นกลับไม่ถึงมือชาวบ้านจะแก้ปัญหากันอย่างไร
       
       อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีผู้เข้าร่วมงานถามถึงเหตุผลกับ น.ส.ปณิดา ว่าหลังจากทราบเรื่องการทุจริตในศูนย์คุ้มครองคนยากไร้แล้วทำไมไม่นำข้อมูลไปร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐในจังหวัดขอนแก่น ทำไมต้องเข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐที่กรุงเทพฯ ซึ่ง น.ส.ปณิดาตอบว่าหากร้องเรียนต่อหน่วยงานในพื้นที่ตนกลัวว่าการดำเนินเรื่องจะช้าและกลัวเรื่องร้องเรียนจะเงียบหายไป
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
มั่นใจ “ลุงตู่” ปราบโกงสำเร็จ
       
       น.ส.ปณิดาให้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เป็นเวทีสาธารณะเวทีแรกที่ได้มาเล่าถึงความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอขอบคุณทุกกำลังใจเพราะวันนี้กำลังใจที่ได้รับมาจากทั่วประเทศถือเป็นของขวัญสูงสุดของตัวเองและครอบครัวแล้ว เพราะเราทำดี ทำในสิ่งที่ถูกต้อง จนกลายเป็นกรณีศึกษาที่นิสิตคนหนึ่งนำสิ่งที่ผิดมาแจ้งให้แก่รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นได้รับทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและทำให้ถูกต้อง
       
       “การพูดวันนี้คงเป็นการสร้างกำลังใจและจุดประกายความกล้าให้แก่ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ในการที่จะออกมาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะรัฐบาลประกาศนโยบายเรื่องการปราบโกงการปราบการทุจริตคอร์รัปชันชัดเจนและเชื่อว่า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้นทำได้ และปราบโกงได้สำเร็จ”
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
น.ส.ปณิดากล่าวต่ออีกว่า สาขาพัฒนาชุมชนและพัฒนาสังคม คนที่เรียนคือคนที่มีใจรักและต้องการทำงานเพื่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง วันนี้หนูทราบมาว่าน้องๆ นักเรียนและคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจที่จะเรียนในสาขานี้เยอะขึ้น ตนก็พร้อมที่จะเป็นรุ่นพี่ที่คอยแนะนำให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ในการเป็นพัฒนาชุมชนและนักพัฒนาสังคมที่ดี และนำความรู้ความสามารถและวิชาที่เรียนมานั้นไปทำประโยชน์ให้กับประเทศทำประโยชน์ให้กับผู้ยากไร้ คนยากคนจนได้อย่างครบถ้วน
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย
เร่งทำวิจัยให้เสร็จจบพร้อมเพื่อน
       
       น.ส.ปณิดาบอกอีกว่า ขอขอบคุณที่หลายคนยกให้ตนเป็นต้นแบบของการต้านโกง เป็นต้นแบบให้แก่เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการที่จะกล้าทำดี และทำจริง และวันนี้ขอให้น้ำหนักในเรื่องเรียนมากกว่า เพราะเมื่อเปลี่ยนหัวข้อการวิจัยจากเดิมคือเรื่องการดูแลผู้ป่วยทางจิตเวช ที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น และโรงพยาบาลจิตเวชราชนครินทร์ขอนแก่น มาเป็นหัวข้อการดูแลผู้สูงอายุ และมีการเปลี่ยนพื้นที่ในการทำวิจัย เปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้งานช้ากว่าเพื่อนมาก ขณะนี้ตนทำงานวิจัยได้เพียงร้อยละ 40 และจะต้องสำเร็จการศึกษาในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้พร้อมเพื่อนทำให้ช่วงนี้ต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างเต็มที่ โดยมีพี่ทหารและตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ต้องเปิดเผยพื้นที่ของการทำวิจัยของตนด้วย ทำให้การลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“น้องแบม” เผยเหตุร้องโกงเงินคนจนต่อ คสช.แทนร้องเรียนในพื้นที่ กลัวเรื่องช้า-เงียบหาย






กำลังโหลดความคิดเห็น...