คุณแม่เด็ก ม.3 เปิดใจสะท้อนปัญหาลูกแบกกระเป๋าหนักไปโรงเรียนทุกวันจนกระดูกหลังคดงอ รู้ช้าอาจรุนแรงถึงขั้นทับเส้นประสาท แพทย์ชี้สาเหตุเกิดจากการแบกของหนักติดต่อกันนาน แนะผู้ปกครองควรพาลูกไปตรวจก่อนที่จะสายเกินแก้ ด้าน สพฐ.ย้ำกระเป๋านักเรียนห้ามเกิน 3 กก. ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดให้เด็กหันมาใช้อีบุ๊กมากขึ้น!
แบกกระเป๋าไปเรียนทุกวัน จนกระดูกคดงอ!?
อุทาหรณ์แม่พาลูกสาววัย 14 ปี ที่เรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ไปตรวจรักษาไข้ในโรงพยาบาล กลัวว่าจะเป็นไข้เลือดออก แต่เมื่อหมอเอกซเรย์ปอดเพื่อดูอาการ กลับพบว่ากระดูกสันหลังคดงอ แม่เชื่อสาเหตุมาจากลูกสาวแบกกระเป๋านักเรียนหนักต่อเนื่องมาหลายปี
ไม่รอช้า ทีมข่าว MGR Live ติดต่อไปยัง สุภาพ ดีบุญมี ณ ชุมแพ คุณแม่ของ น้องโทนี่-ปารย์ทองแท้ ดีบุญมี ณ ชุมแพ เพื่อเปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเมื่อก่อนลูกบ่นปวดหลังบ่อยๆ แต่พอไปตรวจไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้
“เริ่มแรก น้องเป็นไข้ ก็พาไปหาหมอ คุณหมอก็เลยขอเอกซเรย์ดูปอด ผลออกมาว่าปอดไม่เป็นไร ส่วนอื่นๆ ไม่เป็นไร แต่ว่าคุณหมอก็ให้ดูแผ่นอกซเรย์ค่ะ ผลปรากฏว่ากระดูกหลังของน้องคดงอ ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ก็ให้คุณแม่เฝ้าระวัง ส่วนตัวแล้วแม่ก็ไม่ได้ให้ลูกไปทำอะไรเลย ให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว แม่ก็คุยกับหมอว่าเป็นเพราะลูกสะพายกระเป๋าหนักๆ หรือเปล่า เพราะลูกก็ไม่ได้ไปทำอะไรเลยนอกจากไปโรงเรียน”
จากการพูดคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ พบว่า อาการกระดูกคดงอน่าจะเกิดจากการแบกของหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะน้องโทนี่มีรูปร่างผอมสูง หมอจึงแนะนำวิธีการนั่ง โดยเฉพาะการสะพายกระเป๋านักเรียน ให้สะพายทั้งสองหูเพื่อให้น้ำหนักลงตรงกลางตัว ไม่ให้สะพายข้างเดียว รวมทั้งให้ใช้กระเป๋าลากแทนไปก่อน ป้องกันไม่ให้อาการทรุดไปกว่านี้
ทั้งนี้ หมอก็ไม่ฟันธงว่าสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่ ให้รอพบแพทย์เฉพาะทางก่อน แต่คุณแม่ของน้องโทนี่คิดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการที่ลูกสะพายกระเป๋านักเรียน เพราะตั้งแต่ลูกเข้าเรียนชั้น ม.1-ม.3 ลูกบ่นปวดหลัง ปวดไหล่ และให้นวดหลังให้บ่อยๆ แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงกระดูกสันหลังคด
“เรื่องสะพายกระเป๋าหนัก และปวดหลัง บ่นมาตั้งแต่ ม.1 บ่นว่าหนักมาก และปวดไหล่มาก ไม่นึกว่าลูกจะไหล่ทรุดขนาดนี้ ทางด้านคุณหมอที่เอกซเรย์ยังไม่ได้บอกสาเหตุ คือคุณหมอต้องให้หมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคกระดูกตรวจวินิจฉัยอีกรอบว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่
ต้องไปพบคุณหมอก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริงมันเกิดจากอะไร เราต้องรู้สาเหตุ แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ ว่าบอกคุณหมอไปแล้วลูกไม่ได้ทำอย่างอื่น นอกจากไปโรงเรียน ถามว่าเชื่อไหมว่าสาเหตุเกิดจากการสะพายกระเป๋าหนักๆ ทุกวันของลูก ก็ลูกไม่ได้ทำอะไรนอกจากไปโรงเรียนค่ะ ตอนนี้ก็บ่นอยากไปโรงเรียนตลอด เขาอยากไปโรงเรียน เขาไม่อยากหยุดเรียน เขาเป็นเด็กขยันเรียน ไม่ค่อยขาดเรียน”
เบื้องต้น คุณแม่ได้ขอถ่ายภาพฟิล์มเอกซเรย์เพื่อนำไปให้ ผอ.โรงเรียนดู เพื่อขออนุญาตให้ลูกของตัวเองนั้นได้ใช้กระเป๋าลากแทนกระเป๋าเป้ เพราะตอนนี้ห่วงลูกเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะมีอาการรุนแรงทำให้เสียบุคลิกภาพ และอาจจะอาการหนักถึงขั้นทับเส้นประสาท
ขณะที่ตอนนี้อาการของน้องโทนี่ หลังออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน ก็ถือว่ายังมีอาการปวดหลังอยู่ตลอดเป็นระยะ
“ตอนนนี้น้องออกมาจากโรงพยาบาล มาพักที่บ้านแล้วค่ะ อาการไข้ก็ยังไม่หายดี ยังตัวร้อนอยู่ค่ะ กินข้าวก็ไม่ค่อยได้ นั่งกินข้าวก็บ่นว่าปวดหลังตลอด นั่งตรงก็ไม่ได้ ส่วนที่ข่าวออกมาว่าน้องแบกกระเป๋าหนักถึง 10 กก.นั้น แม่เองก็ไม่รู้ว่าน้ำหนักถึงหรือเปล่า เพราะแม่ก็ไม่เคยได้ชั่งดู แต่รู้ว่าหนักค่ะ เวลายกขึ้นก็คือหนักมาก ไม่ได่ชั่งดูว่ากี่กิโลกันแน่”
ลดภาระเด็ก กระทรวงศึกษาธิการเข้าแก้ไขด่วน!!
คุณแม่ของน้องโทนี่ ยังได้ฝากถึงกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้ามาแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน หรือไม่ก็ควรมีมาตรการลดภาระให้แก่เด็กนักเรียน เพื่อที่จะไม่ต้องแบกของหนักไปโรงเรียนทุกวัน
“เหตุการณ์แบบนี้เป็นกันทุกโรงเรียน ไม่ใช่เป็นเฉพาะโรงเรียนเราโรงเรียนเดียว ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่กระทรวงศึกษาธิการว่าจะมีมาตรการอะไรที่จะมาลดภาระเด็ก เพื่อที่จะไม่ให้เด็กต้องแบกน้ำหนักแบบนี้ทุกวัน จน 6 ปี 8 ปี คือมันเยอะมาก ต้องแก้ตั้งแต่ตั้น ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ที่โรงเรียนลูกเราโรงเรียนเดียว เป็นทุกโรงเรียน
น้องมีการจัดตารางเรียน ตารางสอน เขาก็จัดทุกวัน แต่อย่าลืมว่าเด็กต้องเรียนในแต่ละวันถึง 8 วิชา ก็เยอะ อย่างน้อยๆ ก็มีสมุดแล้ว 8 เล่ม หนังสืออีก
ฝากให้กระทรงศึกษาธิการดูแล เห็นท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ท่านให้สัมภาษณ์ว่าจะรวบรวมวิชาเรียนเข้าไปสู่อินเทอร์เน็ตแล้วก็ให้โหลดมาเรียนเพื่อที่จะไม่ให้แบกหนัก ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องลองดูอีกค่ะ”
ขณะที่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความเป็นห่วงในกรณีของน้องโทนี่ พร้อมยืนยันกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาสุขภาพของนักเรียน
“ขณะนี้ยังไม่พิสูจน์ทราบได้ แต่คาดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อนักเรียนได้ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ เคยมีแนวคิดที่จะให้เด็กหันมาใช้อีบุ๊กมากขึ้น แทนการแบกหนังสือไปเรียน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยากจะดำเนินการอยู่แล้ว และเรื่องดังกล่าวเพิ่งเป็นข่าว จึงขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน”
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเป็นห่วง หากใช้อีบุ๊กนานๆ และอยู่หน้าจอวันละ 7-10 ชั่วโมง นอกจากมีผลต่อสายตาแล้วอาจส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะต้นคอที่ก้มหน้าเล่นจอมือถือตลอดเวลาอีกด้วย
ด้าน สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไว้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับน้ำหนักกระเป๋า หรือเป้ของนักเรียนว่า เด็กระดับใดควรมีน้ำหนักกระเป๋าไม่เกินกี่กิโลกรัม
“กระเป๋านักเรียนส่วนใหญ่ห้ามเกิน 3 กิโลกรัม กรณีของนักเรียนแบกเป้ไปเรียนหนังสือหนักถึง 10 กิโลกรัมถือว่าหนักมาก ดังนั้น จะกำชับไปยังผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผู้อำนวยการโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการแนะนำเรื่องการจัดตารางเรียนของเด็ก ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กแบกหนังสือ และสมุดมาโรงเรียนทุกวิชาในทุกวัน
อย่างไรก็ตาม กรณีของนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ หากจะเปลี่ยนไปใช้กระเป๋าลาก หรือชนิดอื่นแทนก็ไม่มีปัญหา แต่ตนมองว่าควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการรู้จักจัดตารางเรียน นำเฉพาะสมุด หนังสือเรียนที่จะเรียนในวันนั้นๆ มาโรงเรียนเท่านั้น จะช่วยลดการแบกกระเป๋าที่หนักได้แน่นอน”
ขณะเดียวกัน อดิศักดิ์ มุ่งชู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 25 ได้กำชับถึงกรณีของนักเรียนต้องแบกเป้หนักจนกระทบต่อเรื่องสุขภาพนั้น สามารถเปลี่ยนจากแบกเป้มาเป็นกระเป๋าลากแทนได้ พร้อมทั้งกำชับให้ครูและผู้ปกครองช่วยดูแล และแนะนำเด็กเรื่องการจัดตารางเรียนเด็กจะได้ไม่ต้องแบกหนังสือและสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเรียนในบางวันมาทุกวัน
ไม่เพียงเท่านี้ คุณแม่ท่านนี้ยังฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลูกมีอาการปวดหลัง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อที่จะได้ทราบสาเหตุที่เกิดขึ้น และจะได้รักษาทันเวลา
“อยากให้ผู้ปกครองพาลูกไปหาหมอ พาลูกไปตรวจ พ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดที่ลูกบ่นว่า ปวดหลัง ปวดไหล่ตอนกลับจากโรงเรียน อยากให้รีบพาไปตรวจเลย เพราะว่าในเคสของเราได้คุยกับคุณหมอ คุณหมอบอกว่าแบบนี้ยังไม่ต้องผ่าตัด ถ้างอหลายองศากว่านี้ต้องได้ผ่าตัดจัดกระดูกใหม่ทั้งหมด
ไม่อยากให้ปล่อยทิ้งไว้ ถ้าลูกหลานบ่นว่า ปวดหลังให้รีบพาไปเอกซเรย์ ให้รีบพาไปหาหมอกระดูก เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า อาการปวดหลังของลูกเกิดจากสาเหตุอะไร และเราจะได้แก้ไขทัน จะได้รักษาทัน”
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “สุภาพ มิ่งศิริ”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **