xs
xsm
sm
md
lg

อ้างตู้เซฟไม่ล็อก! โจรสารภาพงัดร้านทองห้างฯ บุรีรัมย์กวาด 163 บาท มูลค่า 4 ล้าน ตร.เชื่อเกลือเป็นหนอน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บุรีรัมย์ - “ผบช.ภาค 3” รุดแถลงจับโจรบุกเดี่ยวงัดตู้เซฟร้านทองห้างฯ ดังบุรีรัมย์ กวาดทองคำไปหนัก 163 บาท มูลค่าร่วม 4 ล้าน เผยเคยทำงานห้างฯ จึงรู้ช่องทางดี สารภาพเอาทองไปขาย-จำนำซื้อยาบ้าเสพและทรัพย์สิน อ้างขโมยได้ง่ายดายเหตุตู้เซฟไม่ได้ล็อกกุญแจและรหัส ตร.เชื่อมีเกลือเป็นหนอน เร่งขยายผลรวบเพิ่ม

วันนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) พร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3, พล.ต.ต.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ และรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ ได้แถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุบุกเดี่ยวเข้าไปงัดตู้เซฟร้านทอง เยาวราชสินทวี ภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้ทองคำรูปพรรณ ทั้งสร้อยคอ กำไล แหวนทองที่ทางร้านเก็บไว้ขายลูกค้า และบางส่วนเป็นทองที่ลูกค้านำมาจำนำไว้รวมน้ำหนัก 163 บาท คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4 ล้านบาท ทั้งนี้ยังได้ก่อเหตุขโมยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กภายในห้างฯ ด้วย เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา




กระทั่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3, กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์, ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และสถานีตำรวจภูธรนางรอง ได้ร่วมกันจับกุม นายประวิทย์ ไชยคีนี อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 5/3 ม.5 ต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ได้พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 24 เม็ด ยาไอซ์ 0.66 กรัม ทองคำรูปพรรณจำนวน 101 บาท คิดเป็นมูลค่าจำนวน 2,297,151 บาท, ต้นขั้วตั๋วจำนำ (ไม่มีทอง) มูลค่า 39.5 บาท เป็นเงิน 898,326 บาท, เงินสด 150,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กถ 3720 บุรีรัมย์ (ที่ผู้ต้องหาใช้ในการก่อเหตุลักทรัพย์ รวมถึงรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สี่ประตู สีขาว ทะเบียน ขษ 6858 นครราชสีมา ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผู้ต้องหานำทองที่ขโมยมาไปขาย แล้วนำเงินไปซื้อรถมาใช้

จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุเข้าไปงัดตู้เซฟและขโมยทองในห้างดังกล่าวจริง โดยใช้วิธีปีนขึ้นบนหลังคาของห้างฯ ที่เกิดเหตุ แล้วใช้เครื่องมือไขนอตบริเวณหลังคาจากด้านบนบริเวณแผ่นโปร่งแสงแผ่นที่ 2 แล้วปีนลงมาทางช่องแอร์ จากนั้นเดินตามโครงเหล็กหลังคาเข้ามาภายในห้างฯ เมื่อเข้ามาได้ก็เดินไปยังร้านทองที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจภายในร้าน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นผู้ต้องหาได้ไปบริเวณจุดจำหน่ายเครื่องมือช่างภายในห้างฯ และลักเอาไขควง เลื่อยพร้อมใบเลื่อย ใช้เป็นอุปกรณ์ในการลักทรัพย์ โดยก่อนจะเข้าไปงัดตู้เซฟได้ลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในห้างก่อน ใช้เวลาประมาณ 34 นาที

จากนั้นได้ลักกระเป๋าสะพายจากจุดจำหน่ายกระเป๋าภายในห้างฯ ใช้ใส่โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ก่อนจะเดินไปยังร้านทองแล้วใช้เลื่อยตัดสายยูตู้เซฟของร้านทอง โดยอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ใส่รหัสและล็อกกุญแจไว้ ล็อกเพียงสายยูด้านบนและด้านล่างของตู้เซฟเท่านั้น จึงสามารถเปิดตู้เซฟและกวาดเอาทองคำรูปพรรณไปทั้งหมดรวมน้ำหนัก 163 บาท โดยใช้เวลาก่อเหตุในร้านทองประมาณ 50 นาที หลังจากได้ทรัพย์สินแล้วใช้วิธีหลบหนีออกไปช่องทางเดิมที่เข้ามา ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป




ส่วนทองคำรูปพรรณที่ขโมยไปผู้ต้องหาอ้างว่าบางส่วนได้นำไปขาย และจำนำ แล้วนำเงินไปซื้อยาบ้าเสพ บางส่วนซื้อรถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว นายประวิทย์ ผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย”

ด้าน พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า คดีดังกล่าวแม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้ใช้อาวุธทำร้ายใคร แต่ถือว่ามูลค่าทรัพย์สินค่อนข้างมากเกือบ 4 ล้านบาท ส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ล็อกกุญแจ และรหัส ทำให้สามารถขโมยทองไปได้อย่างง่ายดายนั้น เชื่อว่าน่าจะมีคนในรู้เห็นอย่างแน่นอน ประกอบกับผู้ต้องหาเคยเป็นพนักงานห้างฯ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้างที่เกิดเหตุ จึงทำให้รู้ช่องทางเข้า-ออกห้างเป็นอย่างดี ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว
















กำลังโหลดความคิดเห็น...