xs
xsm
sm
md
lg

ภูเก็ตกำหนด 1 ตุลาคมนี้ แง้มประตูเมืองรับต่างชาติ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ วางแผนเปิดรับ 4 ระยะ

เผยแพร่:



ศูนย์ข่าวภูเก็ต - ศบค.รับรองแนวทางและมาตรการเปิดเมืองรับต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามที่จังหวัดภูเก็ตเสนอ ยึดหลัก 5T เข้ามากักตัว 14 วัน แบ่งการรับนักท่องเที่ยวเป็น 4 ระยะ วางแผนระยะแรก เริ่ม 1 ต.ค.นี้ 11 กลุ่มที่ ศบค.รับรอง และกลุ่มไทยแลนด์ลองสเตย์ ก่อนขยายสู่กลุ่ม “เซฟตี้ทัวริสซึม”

นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวบางช่วงบางตอน ในรายการ “ผู้ว่าฯรายงานประชาชน” ในวันนี้ (2 ก.ย.) ณ ห้องประชุมคอซิมบี้ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ถึงแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ว่า เศรษฐกิจของภูเก็ตพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวซบเซา นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวภูเก็ตก็ไม่สามารถเดินทางมาได้ ทำให้รายได้ของภูเก็ตที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติปีละ 4 แสนล้านบาทกลายเป็นศูนย์ในขณะนี้ แม้ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวคนไทยจะเดินทางมาท่องเที่ยวภูเก็ตบ้างแล้ว แต่ไม่ได้กลับมาทั้ง 4 ล้านคน เพราะเราเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 กันมา และจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยที่เข้ามาปีละ 4 ล้านคน รายได้เกิดขึ้น 5 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูเก็ต

นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
ทางจังหวัดภูเก็ต จึงได้พยายามที่จะฟื้นฟูการท่องเที่ยว โดยกำหนดแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูเก็ตไว้ 3 แนวทาง คือ การส่งเสริมให้ “คนภูเก็ตเที่ยวภูเก็ต” โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น เทศกาลอาหาร หรอยริมเล ซึ่งกำหนดจัดทั้งหมด 6 ครั้ง 3 ครั้งที่จัดมาแล้ว มีประชาชนชาวภูเก็ตออกไปร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวคนไทยที่เข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ต ตามมาด้วย “ไทยเที่ยวภูเก็ต” ดึงคนไทยให้มาเที่ยวภูเก็ต ตามโครงการของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ภาคเอกชนได้มีการทำตลาดไปแล้วหลายรอบ ดึง อสม.จากทั่วประเทศมาเที่ยวภูเก็ต ซึ่งเท่าที่ทราบในช่วงวันหยุดยาวนี้ มีคนไทยจองห้องพักเดินทางมาท่องเที่ยวภูเก็ตกันอย่างคึกคัก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนไทยจะมาเที่ยวภูเก็ตกันอย่างคึกคักในช่วงวันหยุดยาวๆ แต่ก็ไม่ได้กลับมาทั้งหมด 4 ล้านกว่าคน ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตยังไม่ขับเคลื่อนเท่าที่ควร ภูเก็ตจำเป็นที่จะต้องแง้มประตูรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เข้ามาถึงปีละ 10 ล้านคน สร้างรายได้ปีละ 4 แสนล้านบาท ซึ่งการที่เปิดเมืองรับต่างชาตินั้นจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องชาวภูเก็ตเป็นเรื่องหลัก โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา จังหวัดภูเก็ต ได้นำเสนอแนวทางและมาตรการในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าภูเก็ตกับทาง ศบค.ซึ่งทาง ศบค.ได้รับทราบและรับรองแนวทางและมาตรการที่จังหวัดภูเก็ตนำเสนอ รวมทั้งได้มีการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ไปแล้วด้วยเช่นกัน

นายแพทย์ธนิศ เสริมแก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต
ด้าน นายแพทย์ธนิศ เสริมแก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงแนวทางและมาตรการของจังหวัดภูเก็ตในการเปิดเมืองรับต่างชาติ ว่า ในกรณีที่ทาง ศบค.อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยและภูเก็ต ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของภูเก็ต ซึ่งในการเตรียมความพร้อมนั้น ภูเก็ตยึดหลัก 5T ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นมาตรการที่จะสร้างความปลอดภัยในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่นักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตจนเดินทางกลับประเทศ โดย T-Targeting การกำหนดกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่ปลอดภัยและมีการแพร่ระบาดต่ำ 

T-Testing คือ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาภูเก็ต จะต้องตรวจที่ประเทศต้นทางก่อนเดินทางไม่เกิน 72 ชั่วโมง และทำ FIX TO FLY เมื่อมาถึงภูเก็ตก็ต้องตรวจที่สนามบินภูเก็ตอีกครั้ง หลังจากนั้น จะมีรถของสถานที่กักตัวซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้สำหรับการรับส่งชาวต่างชาติเพื่อนำไปกักตัวโดยเฉพาะจะมารับนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่กักตัว (ALSQ) เป็นเวลา 14 วัน โดยห้ามออกจากห้องพักโดยเด็ดขาด และจะมีการติดตามอาการ ตรวจหาเชื้ออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 3-5 และวันที่ 11-13 เมื่อกักตัวครบ 14 วัน ไม่พบการติดเชื้อถือว่าปลอดภัย หากเกิดอาการต้องสงสัยหรือพบเชื้อจะนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที จะไม่เก็บตัวในที่พักโดยเด็ดขาด

T-Tracing การติดตามตัวผู้ที่เดินทางเข้ามาหลังครบกักตัว 14 วัน โดยมีแอปพลิเคชันตามตัว เพื่อให้สามารถติดตามตัวและควบคุมการแพร่เชื้อ T-Treatment การดูแลรักษาหากพบการติดเชื้อจะมีการเข้าดำเนินการทันที และ T-Trust เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจ และการตั้งกองทุน เพื่อช่วยดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19


นายแพทย์เฉลิมพงศ์ สุคนธผล ผอ.โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
ขณะที่นายแพทย์เฉลิมพงศ์ สุคนธผล ผอ.โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า การแง้มประตูเมืองภูเก็ตและประเทศไทยให้ต่างชาติเข้ามาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นจะต้องปลอดภัยสูงสุด และไม่มีการระบาดในรอบสองจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามา และนักท่องเที่ยวไทยยังสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ตได้โดยไม่หวาดผวาว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำเชื้อมาแพร่ระบาด ซึ่งประชาชนชาวภูเก็ตและประเทศไทยจะต้องมั่นใจและร่วมมือไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ก่อนรับต่างชาติเข้ามาจะต้องมีการซักซ้อมแผนบนโต๊ะและซ้อมในสถานที่จริง และมั่นใจว่าไม่เกินปีหน้าและต้นปี 65 โควิด-19 จะหายไป ซึ่งเราน่าที่จะช่วงชิงความได้เปรียบทางการท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจท่องเที่ยววิถีใหม่และความปลอดภัยสูง เมื่อโควิด-19 ไป วัคซีนมา ภูเก็ตจะได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส นี่คือวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการแง้มจังหวัดภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายแพทย์เฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ภูเก็ตได้นำทีมงานภูเก็ตเข้าพบกับ ศบค.เพื่อนำเสนอมาตรการและแนวทางการแง้มจังหวัดภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 ระยะ ซึ่งทาง ศบค.รับทราบ และรับรองระยะการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตามที่จังหวัดภูเก็ตเสนอ โดยในการเปิดเมืองรับต่างชาติทางจังหวัดภูเก็ตกำหนดไว้ในเบื้องต้นวันที่ 1 ต.ค.63 ในการแง้มประตูบ้านรับนักท่องเที่ยว โดยกลุ่มแรกที่จะแง้มประตูรับเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ ศบค.อนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว 11 กลุ่ม เช่น นักศึกษาที่ศึกษาในประเทศไทย คู่สมรสคนไทย ใบอนุญาตทำงาน บัตรรับรองต่างๆ คณะทูต กงสุล เป็นต้น สามารถเปิดรับได้แล้ว และกลุ่มภูเก็ตไทยแลนด์ ลองสเตย์ ที่จะเข้ามาพักผ่อนในระยะยาวอย่างน้อย 3 เดือน มีกำลังซื้อสูง ซึ่งกลุ่มนี้ทาง ททท.ได้นำเสนอได้นำเสนอ ศบค.และผ่านการเห็นชอบแล้ว เดินทางเข้ามาผ่านทางบริษัท ไทยแลนด์ลองสเตย์ที่ ททท.ถือหุ้น 30% คนต่างชาติที่จะเข้ามาในกลุ่มนี้

เมื่อเข้ามาจะต้องถูกกักตัว 14 วัน มีใบรับรองแพทย์ก่อนการเดินทางว่าปลอดภัยจากโควิด-19 ไม่ติดเชื้อโควิด-19 ก่อนเดินทางไม่เกิน 3 วัน มีการซื้อประกันรักษาสุขภาพไม่ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ และเมื่อกลุ่มนี้มาถึงที่สนามบินภูเก็ต จะต้องตรวจที่สนามบินอีกครั้งตามที่จังหวัดภูเก็ตร้องขอ โดยทางสำนักงานควบคุมโรค เขตที่ 11 จะตั้งแล็บตรวจหาเชื้อ หากพบจะนำส่งโรงพยาบาลทันที เมื่อถึงโรงแรมที่พักจะไม่อนุญาตให้ออกจากห้องพักจนครบ 14 วัน และตรวจหาเชื้ออีก 2 ครั้ง รวมการตรวจหาเชื้อทั้งหมดของนักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตทั้งหมด 4 ครั้ง ถือว่าปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 และออกไปใช้ชีวิตเหมือนคนไทยในรูปแบบ New Normal ซึ่งในสเต็ปที่หนึ่งนี้จะเปิดในวันที่ 1 ต.ค.นี้


ผอ.โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวต่อว่า เมื่อมีการประเมินว่าการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะที่ 1 ไม่มีปัญหาอะไร สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด ภูเก็ตจะแง้มประตูเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กว้างขึ้น โดยเรียกในระยะนี้ ว่า “เซฟตี้ ทัวริสซึม” ระยะนี้จะเลือกรับนักท่องเที่ยวในประเทศที่ไม่มีการแพร่ระบาด หรือแพร่ระบาดน้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยง โดยใช้มาตรการเดียวกันกับกลุ่มแรก กักตัว 14 วัน แต่ในกลุ่มนี้จะมีการผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวสามารถที่จะผ่อนคลายได้บ้าง โดยให้สามารถเดินออกมาจากห้องพักตามเวลาที่กำหนด เช่น วันละ 2 ครั้ง เป็นต้น

ระยะที่ 3 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมั่นใจแล้วว่า การดำเนินการในระยะที่ 1 และ 2 ไม่มีการระบาดสู่คนไทย โดยเลือกประเทศที่ปลอดภัยจากโควิด-19 กลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดน้อย หรือประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลาง กลุ่มนี้จะมีการหารือกันอีกครั้ง และยังคงมาตรการกักตัว 14 วันเหมือนเดิม เพียงแต่หากการตรวจหาเชื้อในวันที่ 3-4 ที่กักตัว (ซึ่งเป็นเวลา 8 วัน นับจากวันที่นักท่องเที่ยวตรวจมาจากประเทศต้นทาง ถือว่าปลอดภัยในระยะหนึ่ง) แล้วไม่พบเชื้อ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวไปตามเส้นทางท่องเที่ยว ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่กำหนดได้ พร้อมทั้งจะประกาศให้นักท่องเที่ยวคนไทยได้รับทราบวันและเวลาที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเดินทางท่องเที่ยว เช่น ลงเรือที่ท่าเรือไหน ไปเที่ยวเกาะ และจุดอื่นๆ แต่สุดท้ายแล้วนักท่องเที่ยวจะต้องกลับมาพักกักตัวในโรงแรมจนครบ 14 วัน เมื่อครบ 14 วัน ก็จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามปกติ

ส่วนระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย อยู่ในช่วงที่มีการผลิตวัคซีนได้แล้ว การแพร่ระบาดน้อยมาก “เฮลท์ทัวริสซึม” เมื่อนักท่องเที่ยวมาถึงก็จะตรวจหาเชื้อที่สนามบินภูเก็ต หากไม่พบเชื้อ ก็สามารถท่องเที่ยวได้แบบ New Normal ซึ่งในระยะนี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

“ทุกระยะที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา หากพบมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก หรือพบการแพร่ระบาดในภูเก็ต ภูเก็ตก็พร้อมที่จะปิดประตูเมืองทันที ซึ่งทั้งหมดนี้ ทางจังหวัดภูเก็ตได้นำเสนอกับทาง ศบค.แล้ว ซึ่ง ศบค.ได้รับรองแล้วด้วย แนวทางและมาตรการดังกล่าวนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะใน “ภูเก็ตโมเดล” เท่านั้น แต่สามารถที่จะนำไปใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ” นายแพทย์เฉลิมพงศ์ กล่าวในที่สุด