xs
xsm
sm
md
lg

“พุทธิพงษ์ VS วิโรจน์” ว่าด้วย “ปิดกั้นสื่อโซเซียลฯ” กรณี 3 แสน URL ความเป็นจริงกับทุ่งลาเวนเดอร์ **“คณะราษฎร” ชักศึกเข้าบ้าน โบกธง “กลุ่มก่อการร้าย” ที่สนับสนุนโดย NED **“ธนาธร” จากคดีถือหุ้นสื่อ และปล่อยเงินกู้ให้พรรค มีโอกาสเจอคุกเป็นสิบปี

เผยแพร่:







ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ฟาดมาฟาดไป “พุทธิพงษ์ VS วิโรจน์” ว่าด้วย “ปิดกั้นสื่อโซเซียลฯ” กรณี 3 แสน URL ความเป็นจริงกับทุ่งลาเวนเดอร์ งานนี้ต้องว่ากันตามกฎหมาย

ถือเป็นคู่เดือดอีกคู่หนึ่งในสภา เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) ฝ่ายหนึ่ง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ส.ส.พรรคก้าวไกล ซึ่งเคยสร้างเครดิต จับโป๊ะ “IO” รัฐบาลกลางสภาเมื่อช่วงต้นปี กับอีกฝ่าย “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดีอีเอส กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้รับผิดชอบโดยตรง ว่าด้วยเรื่องการปิดกั้นการแสดงออกทางโซเซียลฯ ของคนในสังคมวันนี้
"วิโรจน์" ลุกขึ้นอภิปรายฟาดถึงข่าวที่ว่า รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่รับฟังเสียงประชาชน ขู่จะใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน ผ่านสื่อโซเชียลฯ โดยระบุว่า มีถึง 3 แสน URL ที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งถ้าประเทศนี้จับคน หรือจับ 3 แสน URL คงอยู่กันไม่ได้แล้ว
ส.ส.ก้าวไกล บอกด้วยว่า ความแตกต่างเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยเฉพาะความเห็นต่างที่ละเอียดอ่อน แต่จุดยืนที่สังคมต้องมีคือ การอยู่ร่วมกันในประเทศ คนรอบข้างที่เห็นต่าง มีทั้งคนในครอบครัว เพื่อนสนิท เราไม่สามารถกำจัดคนเห็นต่างออกจากชีวิต และ นายกฯ ไม่คิดจะเรียนรู้ความเสียหาย ทุกวันนี้ยังใช้คำว่า “ชังชาติ” ..“ล้มเจ้า” ต่อไป รวมถึงพฤติกรรมที่ศูนย์นายกฯโพสต์ข้อความเสียดสีเป็นระยะ ทางโซเชียลฯ และหนังสือเกณฑ์คนออกมา นำตำรวจ ทหาร ไปใส่เสื้อเหลือง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นความพยายามทีจะแบ่งคนเป็นฝักฝ่าย
ขณะที่ “พุทธิพงษ์” รมว.ดีอีเอส ฟาดกลับว่า กรณี 3 แสน URL ต้องมองอีกมิติด้วย ในฐานะที่เป็นภาครัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยประชาชนที่ท่องโลกออนไลน์ปัจจุบัน มีการแสดงความเห็นที่หลากหลายจริงๆ สิ่งที่แสดงออกมารุนแรง หากปล่อยให้เลยไปจะเป็นอย่างไร ทั้ง ยุยง ปลุกปั่น อาฆาตมาดร้าย สถาบันหลักของประเทศ ด้วยการแสดงออกที่ “ไม่ได้น่ารัก”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร - พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
ในมุมของ “รมว.ดีอีเอส” เห็นว่า การใช้สื่อโซเชียลฯ ที่รุนแรงเกลื่อนกลาด วันนี้ยังถูกต่อว่าด้วยซ้ำว่า ทำน้อยไป เพราะ ประชาชนบางส่วนก็รับไม่ได้
ใครทำผิดก็ว่าไปตามข้อกฎหมาย ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิใคร และคำถามก็ต้องย้อนถามว่า แล้วทุกวันนี้ยังใช้โซเชียลฯ อย่างอิสระได้อย่างไร แต่ 3 แสน URL กระทำผิดจริงตามข้อกฎหมาย โดย “ดีอีเอส” เริ่มจากต้นตอการนำเข้าข้อมูลทำให้วันนี้ เกือบ 3,000 คดี ก็เข้าไปอยู่ในมือตำรวจแล้ว
เรื่องการปิดกั้นสื่อ บางสื่อก็เจตนา ตั้งใจจาบจ้วง ใช้คำพูด คำปราศรัยถ่ายทอดไป โดยไม่ได้เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ใครคนใดคนหนึ่ง ทั้งหมดที่ดำเนินคดี “ดีอีเอส” ไม่ได้ดำเนินคดีจากความรู้สึกของรัฐบาล แต่อาศัยกระบวนการยุติธรรม
หลักฐาน 80% ประชาชนเป็นผู้ส่งมาให้ เมื่อตรวจสอบเห็นว่า มีหลักฐาน ได้ดำเนินการตามกฎหมาย ขอคำสั่งศาล เมื่อมีคำสั่งศาลก็ส่งไปยังแพลตฟอร์ม ทั้ง “เฟซบุ๊ก” “ยูทูป” และ อื่นๆ ให้เขาปฏิบัติ เพื่อทำให้สังคมโซเชียลฯ ประเทศไทยเป็นพื้นที่สะอาดและปลอดภัย
ขณะเดียวกัน “วิโรจน์” ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง พร้อมตอบกลับ “รมว.ดีอีเอส” ว่า กรณีการใช้โซเชียลฯ แบบไม่น่ารัก ต้องยอมรับว่ามีอยู่จริง แต่ก็มิวายย้อนว่า ภาพไม่น่ารักนั้นเกิดจากอำนาจนิยม ที่กดทับพวกเขาอยู่ ทำให้ต้องเลือกที่จะปะทุออกมา พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายหยุดใช้อำนาจนิยมกดทับประชาชนต่อไป
เรื่องนี้ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ เมื่อ “ม็อบ” และ “รัฐบาล” เผชิญหน้ากัน ก็ต้องบอกว่า “โซเซียลมีเดีย” ถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ทำสงครามไอโอ” กันโจ่งครึ่ม บ้างก็เป็น “Fake news” แต่คนในสังคมบนโลกออนไลน์แบบกลางๆ ย่อมมองออกว่า ระหว่าง “โลกแห่งความจริง” กับ “ทุ่งลาเวนเดอร์” ที่โพสต์ๆ กัน รวมถึงปั่นแฮชแท็ก นั้นแตกต่างกัน และทุกวันนี้มีการใช้สื่อโซเชียลฯ กระทำเกินเลยกันไปแค่ไหน ไล่ราวีฝ่ายตรงข้าม บุลลี่ คุกคามคนมีชื่อเสียง ดารา เซเลป ล่วงละเมืดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของหลายคน ก็รู้ๆ กันดี โดยเฉพาะการกระทำโพสต์มิบังควรต่อสถาบันกษัตริย์ นั้นมีมากมายเหลือเกิน
ใครไม่น่ารัก โพสต์อุบาวท์ หยาบช้า จาบจ้วง หมิ่นสถาบันฯ เต็มพรึ่บยังไงๆ แม้จะเป็นแพลตฟอร์มของต่างชาติก็เถอะ แต่เมื่ออยู่ในประเทศไทย ก็ต้องเคารพกฎหมายไทย ว่ากันไปตามกฎหมาย ควรหรือไม่ควรที่ต้องจัดการ ? งานนี้ลองไตร่ตรองกันดู




**แชร์ว่อน ต่างชาติอึ้ง!! ม็อบ “คณะราษฎร” ชักศึกเข้าบ้าน โบกธง “กลุ่มก่อการร้าย” ที่สนับสนุนโดย NED

ม็อบคณะราษฎร โบกธงกลุ่มก่อการร้าย
การชุมนุมของ “ม็อบคณะราษฎร” ที่มีมาต่อเนื่องตั้งแต่ วันที่ 13 ตุลาฯ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เฉพาะแต่คนไทยด้วยกันสนใจติดตาม ต่างชาติเองก็จับตามองด้วยเช่นกัน และล่าสุด ถึงมีเรื่องให้ “อึ้ง” ไปทั่วโลก เมื่อพบว่าผู้ชุมนุมบางกลุ่มได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เข้าข่ายว่า “สนับสนุนการก่อการร้าย!” ทำให้คิดได้ว่า ในหมู่ของผู้ชุมนุมคณะราษฎร มีเบื้องหน้าเบื้องหลังว่า ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงอย่างที่เชื่อๆ กันหรือไม่
เรื่องนี้กำลังแชร์กันให้ว่อนโลกโซเชียลฯ โดยเฟซบุ๊ก ชาวต่างชาติผู้หนึ่ง “Angelo Giuoiano” ที่ข้อมูลบอกว่าเป็นลูกครึ่ง สวิส-อิตาลี โพสต์วา “ผู้ชุมนุมไทย เมื่อผู้ชุมนุมโบกธงอุยกูร์ที่น่าละอายของพวกก่อการร้ายป่วนชาติ ในระหว่างการชุมนุม พวกเขาช่างไม่รู้เลยว่า นักก่อการร้าย, นักแบ่งแยกดินแดน ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กร NED ของสหรัฐฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านจีน และเพื่อก่อการร้ายไปทั่วโลก
ในช่วงเวลานั้นมีชาวอุยกร์ประมาณ 15,000 คน ต่อสู้อยู่ใน ซีเรีย, อัฟกานิสถาน, อิรัก พวกเขาอยู่เบื้องหลัง ไทย-บอมบ์ เอราวัณ ปี 2015 นั่นก็เหมือนกับพวกผู้ชุมนุมในสหรัฐฯ ที่โบกธงของอัลไกด้า (ผู้ก่อการร้าย) น่าละอายไหม ??
มันแสดงให้เห็นชัดเจน ถึงความไม่ใส่ใจของประชาชน พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า “เป็นแค่เหยื่อ” และเครื่องมือของเจ้านายสหรัฐฯ... สหรัฐฯจะครอบงำ แบ่งแยก และก่อจลาจลให้ทุกแห่ง แต่ตัวจักรวรรดิอเมริกา เองทั้งเหยียดผิว และขายฝันแบบอเมริกันตะวันตกแก่เด็กๆ แต่มองประเทศเอเชีย และคนเอเชีย เป็นแค่ประชาชนชั้น 2-3 ในความเป็นมนุษย์”
ว่ากันว่า ภาพม็อบคณะราษฎร ที่ถูกจับมาเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมในหลายสถานที่ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, แยกราชประสงค์ ปรากฏม็อบกับ ธงฮ่องกง, ทิเบต, ไต้หวัน รวมถึงสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก (ธงสีฟ้า มีจันทร์เสี้ยว และดาว) ซึ่งเป็นความพยายามของกลุ่มการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนซินเกียง ในประเทศจีน นั่นเอง
ฟังว่า ตอนนี้มีคนเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมากในโพสต์นี้ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่า มีการแอบแฝงมากับม็อบคณะราษฎร แสดงสัญลักษณ์ลักษณะนี้เพื่อให้เกิดภาพเผยแพร่ไปทั่วโลก
งานนี้ “ชักศึกเข้าบ้าน” เต็มๆ !!



**เช็กโทษอาญา “ธนาธร” จากคดีถือหุ้นสื่อ และปล่อยเงินกู้ให้พรรค มีโอกาสเจอคุกเป็นสิบปี

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 63 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ “ยุบพรรคอนาคตใหม่” พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งคดีนี้ มีโทษอาญาพ่วงด้วย
กกต.ใช้เวลา 8 เดือน ในการพิจารณา รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนมีมติให้สำนักงาน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 15 คน จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากกระทำผิด มาตรา 66 ประกอบ มาตรา72 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กู้ยืมเงิน 191.2 ล้านบาท จาก “ธนาธร” ที่เป็นหัวหน้าพรรค
การดำเนินคดี “ธนาธร” จะเป็นความผิดฐานบริจาคเงินเกิน 10 ล้านบาท ตามที่ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 กำหนด ซึ่งความผิดตามมาตรานี้ จะมีโทษตาม “มาตรา 124 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี”
ส่วนอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ จะถูกดำเนินคดีฐานกระทำผิด มาตรา 66 วรรคสอง และ มาตรา72 ประกอบ มาตรา 137 รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลโดยมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อปี และรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีโทษตาม “มาตรา 125 และ มาตรา 126” จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ส่วนเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ที่ตามมาตรา 125 กำหนดไว้ว่า ให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ส่วนที่เกินกว่าที่กำหนดไว้ใน มาตรา 66 ตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองนั้น คาดว่า กกต. ยังไม่ได้ข้อยุติในส่วนนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างสำนักงาน กกต. และคณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. โดยทางฝ่ายสำนักงาน กกต. เสนอว่า สามารถที่จะยึดเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองได้ แต่ทางคณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.เห็นว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปแล้ว ก็ไม่เหลือพรรคการเมือง ที่จะให้ กกต.ไปเรียกเงินมาเป็นของกองทุนฯได้
เป็นอันว่าเรื่องเงิน 191.2 ล้านบาท ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะถูกริบเข้า กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง หรือไม่
คราวนี้มาดูโทษอาญา ที่ “ธนาธร” จะมีโอกาสได้รับ ...
กรณีที่ “ธนาธร” เป็นผู้บริจาคเงินให้พรรค เกิน 10 ล้านบาท ที่มีโทษตาม มาตรา 124 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกําหนด 5 ปี
ในฐานะที่ “ธนาธร” เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรค มีความผิดตาม มาตรา 126 จําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ยังมีคดีก่อนหน้านั้น คือกรณี “ธนาธร” ถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยสิ้นสภาพ ส.ส.ไปแล้ว และ กกต.ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ดำเนินคดี “ธนาธร” ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มีโทษอาญา ตาม “มาตรา 151” จําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกําหนด 20 ปี
สรุปว่าโอกาสเฉพาะ “โทษจำคุก” มาตรา 124 ไม่เกิน 5 ปี มาตรา 126 ไม่เกิน 3 ปี และมาตรา 151 จำคุก 1-10 ปี ...เพดานสูงสุด 18 ปี !!
ส่วนโทษตัดสิทธิทางการเมือง มาตรา 124 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี มาตรา 126 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ได้กำหนดระยะเวลา และ มาตรา 151 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี...เพดานสูงสุด ตลอดชีวิต !!
หลังจากนี้ ก็เหลือเพียงติดตามว่า...เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะใช้เวลาสอบสวนนานแค่ไหน คดีจะขึ้นสู่ศาลเมื่อใด และศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร ?
กำลังโหลดความคิดเห็น...