xs
xsm
sm
md
lg

“ป้าศรี” สู้เพื่อหลาน ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก ขายอาหาร-ขนมหวาน หาเลี้ยงหลาน 6 ชีวิต!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปรู้จัก “ป้าศรี” ที่ไม่เพียงสูญเสียสามี แต่ยังมีโรครุมเร้าหลายโรค สู้เป็นเสาหลักทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก เพื่อหารายได้เลี้ยงหลาน 6 ชีวิต



"ป้าศรี" พรศรี วิศาลสุภานนท์ กับวัย 57 สูญเสียสามีคู่ทุกข์คู่ยากไปหลายเดือนแล้ว หลังเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจ แม้ขาดสามีที่เป็นกำลังใจไป แต่คุณย่าอย่างป้าศรียังมีหลานๆ ที่คอยเป็นกำลังใจได้อย่างดี


"บางทีกลับจากทำงานมา หลานๆ เห็นย่าเหนื่อยจะเป็นลม ย่าคะ สู้ๆ นะ หนูรักย่านะคะ คำพูดคำนี้ของหลาน ทำให้เรามีกำลังใจ... ทุกวันนี้ตัวเองจะเหนื่อยจะเจ็บป่วยยังไงนะ ไม่เคยท้อเลย จะทำเพื่อหลานอย่างเดียว"


การสูญเสียสามีทำให้ป้าศรีต้องเป็นเสาหลักในการทำงานหารายได้เลี้ยงหลานๆ 6 ชีวิต ซึ่งประกอบด้วย ลูกของลูกชายคนโต 1 คน และลูกของลูกชายคนเล็กอีก 5 คน


"เอิร์ท" ต้น พิมลบรรยงค์ ลูกชายคนเล็กของป้าศรี มีลูกกับภรรยาคนแรก 3 คน สุดท้ายถูกภรรยาหลอกและทิ้งไปแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเอาลูกสาวฝาแฝด 2 คนไปด้วย หลังจากนั้น ภรรยาก็มีครอบครัวใหม่ พร้อมทิ้งลูกแฝดให้แม่ตัวเองดูแล เอิร์ทเสียใจแทบฆ่าตัวตายที่ภรรยาเอาลูกแฝดไป ป้าศรีต้องปลอบใจลูกไม่ให้ทำร้ายตัวเอง พร้อมแนะให้ลูกทำงานเก็บเงิน เพื่อไปขอลูกคืน ซึ่งสุดท้าย เอิร์ทก็ทำได้สำเร็จ


แม้การได้ลูกคืน จะทำให้เอิร์ทสบายใจแล้ว แต่เมื่อได้พบภรรยาคนที่สอง เอิร์ทก็ตัดสินใจไปอยู่กับภรรยา ทำให้พ่อแม่ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูกสาวทั้ง 3 คนที่เกิดกับภรรยาคนแรกของเขา ซึ่งในที่สุด เอิร์ทก็คิดได้และสำนึกผิด จึงตัดสินใจพาภรรยาคนที่สองกลับมาอยู่กับพ่อแม่ เพื่อช่วยพ่อแม่ทำงานและดูแลลูกๆ ของตนเอง ก่อนมีลูกกับภรรยาคนที่สอง 2 คน ซึ่งช่วงที่เขากลับมา พ่อเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจแล้ว แต่ยังแข็งแรง ขี่ซาเล้งพาภรรยาไปช่วยกันขายของเพื่อหาเลี้ยงหลานๆ ทุกวันได้

หลังสูญเสียพ่อ เอิร์ทเสียใจมาก และสัญญากับพ่อว่า"ผมจะดูแลแม่และหลานๆ เอง ไม่ต้องห่วง"


ทุกวัน ป้าศรีและเอิร์ทจะตื่นตั้งแต่ ตี 4-5 เพื่อเตรียมตัวขนข้าวของขึ้นรถซาเล้งไปขายของที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านที่ป้าศรีและครอบครัวเช่าอยู่ รถซาเล้งคันเก่าที่พ่อเคยขี่ แต่วันนี้ผู้ที่ทำหน้าที่แทนคือ เอิร์ท ลูกชาย ซึ่งรถต้องบรรทุกทั้งสิ่งของ และแม่ ผู้มีพระคุณ ที่จะไปช่วยกันขายของที่ตลาดทุกวันๆ


นอกจากขายทอดมันและไก่ทอดแล้ว ป้าศรียังต้องแบ่งเวลาเดินไปขายเสื้อผ้ามือสองที่ขายอีกจุดหนึ่งด้วย ซึ่งระหว่างนั้น เอิร์ทจะดูแลร้านทอดมันและไก่ทอดไปพลาง ถามว่า เสื้อผ้ามือสองได้มาจากไหน? ป้าศรี บอกว่า มีคนบริจาคให้ จึงมาขายตัวละ 10 บาท เพื่อมีรายได้เลี้ยงดูหลานๆ ซึ่งก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่แน่นอน


หลังขายของที่ตลาดประมาณครึ่งวัน จนตลาดวายแล้ว ป้าศรียังพักไม่ได้ เพราะต้องนำเงินที่ขายของได้ ไปเป็นทุนซื้อวัตถุดิบต่างๆ กลับไปทำอาหารตามสั่งขายผ่านออนไลน์ที่บ้านอีก รวมถึงทำขนมหวานขนมไทยด้วย เช่น ข้าวเหนียวสังขยา ขนมเทียน ข้าวต้มมัด ฯลฯ เรียกว่า อะไรขายได้ ทำหมด แม้รวมทุกสิ่งอย่างที่ทำขายแล้ว รายได้จะยังไม่เพียงพอต่อ 9 ชีวิตก็ตาม (หลาน 6 คน-ป้าศรี-ลูกชาย-ลูกสะใภ้)


เมื่อรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ป้าศรีต้องแก้ปัญหาด้วยการหยิบยืมเพื่อนบ้าง กู้บ้าง เพื่อให้มีเงินมาหมุนในการซื้อวัตถุดิบมาทำของขายในแต่ละวัน

"(ถาม-ของที่ขายแต่ละวัน แทบไม่มีกำไรเลยหรือ?) ไม่มี หมุนวันต่อวันทุกวัน เหมือนวันๆ ได้แค่กิน และตัวป้าก็ได้แค่ซื้อยา ได้หลานๆ กินข้าวเช้าเย็น แค่เช้ากับเย็น ป้าก็กินแค่นั้นแหละ นอกจากนั้นถ้านมหลานหมด ก็ต้องไปเบียดเสียดซื้อนมหลานอีก เพราะหลาน 2 คนยังเล็ก ต้องใส่แพมเพิสกับกินนม บางครั้งครูให้นมโรงเรียนมา ให้หลานกิน ก็ทุ่นไปอีกแรงหนึ่ง แต่บางทีไม่ได้ ไม่มีเลย เราจะนั่งเฉยๆ ไม่ได้ เราต้องทำอะไรให้มันได้ตังค์ ป้าก็เก็บพลาสติก เก็บลังกระดาษ เอาไปขายได้ 100 กว่าบาทก็โอเค ได้หมุนบ้าง"


แต่ละวัน ป้าศรีทำงานประมาณ 20 ชม. เพราะตื่นตั้งแต่ตี 4-5 ขายของที่ตลาดครึ่งวัน หลังจากนั้นก็ทำอาหารตามสั่งขายที่บ้านผ่านออนไลน์ถึงดึกดื่น 4-5 ทุ่ม โดยป้าเป็นคนทำอาหาร ส่วนเอิร์ทมีหน้าที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งอาหาร ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในละแวกเคหะร่มเกล้า กว่าป้าศรีจะได้หลับได้นอนก็เที่ยงคืนหรือตี 1


สังขารที่ร่วงโรยลงทุกวันจากการทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ป้าศรีถูกโรคคุกคามหลายโรค แม้บางวันแทบลุกขึ้นมาทำงานไม่ไหว แต่ก็ต้องลุก เพราะถ้าไม่ทำงาน ก็กลัวหลานไม่มีกิน


"(ถาม-เห็นคุณป้าเดินไม่ค่อยปกติ เป็นอะไร?) ขามันชา ไม่มีแรง (ถาม-มีโรคประจำตัวไหม?) เบาหวาน ความดัน ไขมัน ตาพร่ามัว กระเพาะ กรดไหลย้อน และขาชานี่แหละ เบาหวานมาก ไปหาหมอทีไร หมอว่าทุกที เบาหวาน 300 กว่า กระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน บางทีพอเริ่มหิวข้าวก็อาเจียนเลย (ถาม-เรื่องสุขภาพมีปัญหาต่อการทำงานไหม?) มี แต่ป้าก็ต้องทำ ตี 5 ป้าต้องลุกแล้ว ไหวไม่ไหวก็ต้องลุก ต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วหลานจะอยู่ยังไง เราต้องเช่าบ้านอยู่ ถึงเราจะหาตังค์ได้น้อย พอไม่พอ เดี๋ยวเราก็หาเพิ่มเอา ขออย่างเดียว ให้หลานมีบ้านนอนมีข้าวกิน ย่าก็พอใจแล้ว"


แม้หัวใจย่าจะรักหลานมากแค่ไหน แต่เมื่อตังค์ที่หาได้ ต้องใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียร ย่าจึงไม่อาจตามใจ เวลาหลานๆ อยากได้ของเล่นหรืออยากกินขนม ทำให้บางครั้ง ย่าก็อดสงสารหลานไม่ได้


"บางทีย่าก็บอกว่า ขอย่าหาตังค์ก่อนนะ เดี๋ยวย่าเอาให้กิน บางทีก็บอกว่า ของพวกนี้ยังไม่จำเป็นนะ ไว้ก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวเราต้องมีข้าวกิน เราต้องมีน้ำกินน้ำดื่ม เขาก็เข้าใจ"


ไม่ใช่แค่ของเล่นหรือขนม ที่ย่าต้องขอเวลาหาตังค์ แม้แต่อุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้เวลาเปิดเทอม ยังเป็นเรื่องยากสำหรับย่าที่จะหาให้หลานๆ

"ไม่มีเงินซื้อรองเท้าและกระเป๋าให้หลาน เปิดเทอมปุ๊บ ย่าก็บอก ทำไงดีน้อ พอดีคนเขาบริจาครองเท้านักเรียน ย่าก็ขอรับ ได้รองเท้ามาให้น้องพริ้มกับน้องพราว แต่น้องขนมยังไม่มีใครให้ เลยใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ ไปโรงเรียน แต่น้องเขาบอกคุณครูแล้วว่า ครูคะ เดี๋ยวย่าหาเงินซื้อรองเท้านักเรียนให้น้องขนมนะคะ ขอเวลาย่าหน่อย"


แม้ตังค์จะหายาก แม้กำลังจะถดถอยลงทุกวันจากหลายโรคที่คุกคาม แต่ตราบใดที่ย่ายังมีแรง ย่าพร้อมจะทำงานทุกอย่าง เพื่อให้หลานได้เรียน โตขึ้นจะได้มีอนาคตที่สดใส ไม่ลำบากเหมือนย่า เพราะย่าไม่ได้เรียน ย่าบอกหลานๆ เสมอว่า"ย่าไม่มีทรัพย์สินอะไรจะให้ มีแค่แรงที่จะทำงานเพื่อหนู ขอให้หนูตั้งใจเรียนแค่นั้น"


หากท่านใดต้องการอุดหนุนขนมไทยของคุณย่า ติดต่อได้ที่เบอร์ 098-724-2556 หรือหากต้องการช่วยเหลือคุณย่าและหลานๆ สามารถโอนเงินไปได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี พรศรี วิศาลสุภานนท์ เลขที่บัญชี 052 874 0049


คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “ย่า...จะสู้เพื่อหลาน”
https://www.youtube.com/watch?v=uQF3xM8MMr0&t=868s


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-09.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )

หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos