xs
xsm
sm
md
lg

“ครูหนุ่ย” ทิ้งชีวิตครูในเมือง ไปเป็นครูในถิ่นทุรกันดาร สร้างโรงเรียนเรือนแพ ให้เด็กด้อยโอกาสได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปรู้จัก “ครูหนุ่ย” ครูที่มีแนวคิดอยากให้การศึกษาเข้าถึงเด็กมากที่สุด จึงริเริ่มสร้างโรงเรียนเรือนแพ ขึ้นในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้เด็กยากจน ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กชาติพันธุ์ได้รับการศึกษามากขึ้น



“ครูหนุ่ย” อัฐพล กลีบทอง ไม่เพียงเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ที่พร้อมเป็นเรือจ้างส่งเด็กให้ถึงฝั่งฝัน แต่ครูยังคิดนอกกรอบว่า ไม่อยากนั่งในห้องสี่เหลี่ยม เพื่อรอให้เด็กมาเรียน ครูอยากเป็นฝ่ายเข้าไปให้ความรู้การศึกษาแก่เด็กๆ ในพื้นที่เลยมากกว่า โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง ไม่เพียงยากจน ห่างไกลความเจริญ แต่ยังขาดโอกาสด้านการศึกษาอยู่มาก ครูหนุ่ยจึงไม่ลังเลที่จะริเริ่มสร้างโรงเรียนเรือนแพขึ้นที่ตำบลปิล๊อก เพื่อให้เด็กๆ ด้อยโอกาสในพื้นที่ได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น


“ตำบลปิล๊อกจะมีอยู่ 4 หมู่บ้าน หมู่ที่ 1 มีถนน สามารถเดินทางโดยทางถนนได้ เขาเรียกว่า หมู่บ้านอีต่อง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว เข้าไปข้างในมีอีก 3 หมู่บ้าน เขาเรียกว่า หมู่บ้านโบอ่อง หมู่บ้านใหม่ไร่ป้า หมู่บ้านปิล๊อกคี่ ต้องเดินทางทางเรือเท่านั้น สมัยก่อนที่ยังไม่มีเขื่อน (วชิราลงกรณ์) เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนภายนอก พอสร้างเขื่อน ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องอพยพขึ้นมาอยู่บนภูเขา การสัญจรเลยต้องใช้เรือเท่านั้น ครอบครัวที่พอมีฐานะ หรือลูกจบประถมแล้ว สามารถไปต่อในตัวตลาดได้ ก็อาจจะไปนอนค้างในตัวตลาด หรือเป็นโรงเรียนกินนอน ส่วนครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างยากจน ก็จะอยู่บ้าน ไม่สามารถเรียนต่อได้ ผมมองว่า ตราบใดที่เขายังอยู่ในผืนดินไทย เราเป็นครูสิ่งเดียวที่เราทำได้คือ การศึกษา เราจะทำทุกอย่างให้ชาวบ้านได้มีความรู้”


จาก...ครูอาชีวะ สู่...ครูโรงเรียนเรือนแพ “กศน.ตำบลปิล๊อก”

“ก็เริ่มคำว่า ครู ตั้งแต่ พ.ศ.2541 ผมเริ่มจากครูอาชีวะ เป็นครูมาได้สัก 10 กว่าปี รู้สึกว่าเบื่อ จนมาค้นพบตัวเองว่า ตัวเองชอบเข้าชุมชนมากกว่าที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและรอเด็กๆ มาเรียน อยากจะไปหาในชุมชนมากกว่า แล้วก็เลยมาเจอ กศน. เลยได้คำตอบที่ชอบ


“ผมเริ่มต้นเป็นครู ศรช.คือศูนย์การเรียนชุมชน ก็เริ่มจากที่ กศน.อำเภอไทรโยค ตอนนั้นยังเป็นอัตราจ้าง เรียกว่าจ้างรายปี ก็เริ่มศึกษาและเริ่มเข้าชุมชน จนมาได้สัก 5 ปี ก็มีการสอบบรรจุพนักงานราชการ ผมเลยไปลองสอบดู ปรากฏว่า สอบติด และเลือกมาที่ตำบลปิล๊อกแห่งนี้”


“(ถาม-ทำไมถึงเลือกมาที่ปิล๊อก ครูเป็นคนจังหวัดไหน?) ผมเป็นคนอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีนี่แหละ แต่เลือกมาที่ปิล๊อก เพราะชอบบรรยากาศ และชอบมนต์เสน่ห์พวกชาติพันธุ์ ชอบเพราะรู้สึกว่า เขามีความจริงใจ และเราก็อยากจะช่วยเหลือ”


“วันแรกที่ผมขึ้นมารายงานตัว ศูนย์เดิมอยู่ที่อีต่อง เป็นศูนย์ศาลาหลังเล็กๆ อาศัยโรงเรียน ตชด.อยู่ และพอผมไปรายงานตัววันแรก ตชด.เขาขอที่คืนเลย ผมก็งงมากเลย ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก็ไปคุยกับผู้ใหญ่ แต่ที่ก็ไม่สามารถให้ได้ เพราะที่อีต่องทั้งหมดเป็นที่ของอุทยาน ไม่สามารถขอมาก่อสร้างอะไรได้ ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง เลยคุยกับเพื่อนครู และได้เข้ามาร่วมประชุมกับหมู่บ้าน มาดูความเป็นอยู่ เอ๊ะ ในตำบลปิล๊อกมันมี 4 หมู่บ้าน มีอีต่องหมู่บ้านเดียวที่เดินทางโดยรถยนต์ได้ แต่อีก 3 หมู่บ้านเป็นเกาะกลางน้ำ ถ้าเราไปสร้างศูนย์ที่ กศน.อีต่อง จะได้แค่หมู่เดียว ถ้าเรามาสร้างแพ และเอาการศึกษาเข้ามาข้างในเลย และอยู่ระหว่างกลาง 3 หมู่บ้านนี่ มันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีกับชุมชน”


ปรับปรุง “แพ” เป็น “โรงเรียนเรือนแพ”

“จริงๆ เริ่มแรก มีผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งที่เขาไม่ประสงค์ออกนาม เขาบริจาคแพเก่าๆ มาหลังหนึ่ง ครู ผมให้ ถ้ามันต่อยอด ทำเป็นศูนย์การเรียนได้ พอเอามา แล้วก็มาปรับปรุง พัฒนาเรื่อยๆ แต่ปัญหาอุปสรรคจะเยอะหน่อย เพราะคำว่า กศน.มันไม่เหมือนโรงเรียนในระบบ ที่ไปที่ไหนเขาก็รับ คำว่า กศน.นี่คือ นักศึกษาที่มีงานทำ นักศึกษาที่โตแล้ว ให้ทำไม ให้ไปแล้วได้อะไร เพราะเขามีงานทำอยู่แล้ว เขาก็จะไม่ค่อยส่งเสริม ฉะนั้นการก่อสร้างแพ จะช้ามากกว่าโรงเรียนในระบบ เราเลยต้องหางบประมาณเอง ซึ่งเป็นความยากลำบากมาก แต่เรามีเป้าหมายของเราคือ เด็กๆ ที่รออยู่ เรายอมเหนื่อย”


ใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าจะสร้างเสร็จ จนสามารถเปิดการเรียนการสอนได้เมื่อเดือน ต.ค.2565 ที่ผ่านมา

“แพหลังนี้ยังเสร็จแค่ประมาณ 80% (ถาม-เราแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างไรบ้าง?) แบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือห้องเรียน อยู่ด้านหน้า ส่วนที่ 2 ทำเป็นห้องเรียนรู้ ห้องสมุด เด็กๆ สามารถมาสืบค้นหนังสือ และจะเป็นห้องอินเทอร์เน็ตด้วยในวันข้างหน้า ด้านในเป็นเคาน์เตอร์ เป็นห้องครัว เด็กๆ สามารถมาทำกินเองได้ ตอนนี้แพยังก่อสร้างไม่เสร็จ เพราะเราต้องใช้งบประมาณ ตอนนี้ยังขาดผู้ใหญ่ใจดีที่จะมาสมทบช่วยเหลืออีกเยอะเลย (ถาม-สิ่งที่เรายังขาดมีอะไรบ้าง?) อุปกรณ์การเรียน สื่อการเรียนการสอน สื่อนี่รวมถึงเทคโนโลยีด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ๊นท์ ถ้าเด็กมีคอมพิวเตอร์ มีเครื่องปริ๊นท์ เด็กจะเกิดการพัฒนาได้มากกว่านี้ (ถาม-ไฟฟ้าที่นี่?) เราใช้แผงโซลาร์เซลล์ แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะระบบ ช่างมาเซ็ตแล้ว เขาบอกว่า ตัวอินเวอร์เตอร์นี่มันใหญ่เกินไป เพราะแบตมันน้อย”


ครูมีคนเดียว “ครูหนุ่ย” สอนนักเรียนทุกระดับชั้น!!

“คือที่นี่ ของ กศน.รับระดับประถม ระดับ ม.ต้น และระดับ ม.ปลาย ทั้ง 3 ระดับเลย เราเอื้อให้กับทุกช่วงวัยเลย 2.เราทำเอ็มโอยูกับโรงเรียน สพฐ. เช่น ที่โรงเรียนเพียงหลวง ถ้าจบ ป.6 แล้วไม่สามารถไปต่อ ปกติเรียน กศน.ต้อง 15 ปีขึ้นไป ถึงจะเรียนได้ ยกเว้นโรงเรียนในระบบที่จบ ป.6 แล้ว อยากเรียน กศน.เพราะไม่สามารถไปต่อที่อื่นได้ ให้ทำหนังสือมา แล้ว กศน.ก็รับช่วงต่อได้เลย ถือว่าทำเอ็มโอยูกันไว้ (ถาม-แล้วครู ใครเป็นคนสอน?) ก็ผมนี่แหละคนเดียวเลย ระดับประถมนี่ผมจะสอนวันพุธ เพื่อให้ง่าย ระดับ ม.ต้นเป็นวันพฤหัสฯ และ ม.ปลายเป็นวันศุกร์”


นอกจากให้การศึกษาเด็กๆ แล้ว ครูหนุ่ยยังมีแนวคิดทำแพเป็นตลาดน้ำเพื่อให้เด็กๆ และชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพและรายได้อีกด้วย


“ผมอยากทำแพเหล่านี้เป็นตลาดน้ำชาติพันธุ์ คือเด็กมาเรียนแล้ว มีรายได้ด้วย มีงานทำด้วย มีอาชีพด้วย คือต่อไปจะต้องทำกระชังปลา และทำบ้านชาติพันธุ์ ก็จะมีบ้านมอญ บ้านกะเหรี่ยง บ้านพม่า เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เผื่อมีคนมาศึกษาดูงาน และที่นี่มีแหล่งเรียนรู้เยอะ มีสินค้าที่จะจำหน่ายเยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอมือ การจักสาน ชาวบ้านแถวนี้จะได้มีรายได้ไปพร้อมกับเรา เรียกว่า ตลาดน้ำชาติพันธุ์ แต่ผมไม่รู้ว่า ในช่วงอายุ 16 ปีที่เหลือนี่ มันจะเสร็จไหม เพราะแพนี่ก็ 5 ปีแล้ว ก็จะต้องทำต่อไป จะสำเร็จไหม ผมมีความเชื่อมั่นว่า เราทำความดี เหมือนพระที่สร้างโบสถ์ มันขึ้นอยู่กับแรงศรัทธา ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร”


ไม่ว่าฝันของครูหนุ่ยในการต่อยอดเรื่องอาชีพให้นักเรียนและชาวบ้านในพื้นที่จะสำเร็จหรือไม่ และจะสำเร็จช้าเร็วเพียงใด แต่ความสำเร็จหนึ่งที่เริ่มเห็นได้จากแนวคิดและความฝันของเด็กๆ ในพื้นที่ หลังจากได้เข้าถึงการศึกษา ฟังแล้วก็น่าดีใจไม่น้อย


โดยบางคนบอกว่า“หนูอยากกลับมาสอนน้องๆ ที่บางคนเขาก็ไม่ได้เรียน” ขณะที่บางคนบอกว่า“หนูจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย พอจบ หนูจะเรียนต่อแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมาประจำใกล้ๆ หมู่บ้านเรา หรืออยากส่งเสริมให้มีคลินิกใกล้ๆ บ้าน”


ขณะที่ครูหนุ่ยพูดถึงสิ่งที่ได้ทำทั้งหมดที่ผ่านมาว่า ไม่เคยทำอะไรเพื่อตนเอง ทุกสิ่งเพื่อเด็กและผู้ปกครองเท่านั้น


“สิ่งที่ผมทำ ผมไม่ได้มองถึงหน้าที่การงานของผม ผมเป็นเพียงแค่พนักงานราชการ เบิกก็เบิกได้แค่ประกันสังคม เปรียบเสมือนพนักงานบริษัท ที่มีประกันสังคมแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่ผมมองคือ เด็กๆ ที่เขาได้มีการศึกษา เราต้องคิดนอกกรอบ ทำยังไงให้การศึกษาเข้าถึงเด็ก เราไม่ใช่ในระบบ ที่ยืนรอแต่ในห้องสี่เหลี่ยม และรอเด็กๆ เข้ามา เราเข้ามาหาเด็ก ทำยังไงก็ได้ ให้ใกล้ชิดเด็กๆ มากที่สุด ไม่เฉพาะนักศึกษานะ เราจะดูแลถึงผู้ปกครองด้วย ตอนนี้ผมยังไม่ภูมิใจกับสิ่งที่ทำ เพราะมันยังไม่สำเร็จ แต่กับตัวนักศึกษา ผมภูมิใจทุกครั้งอยู่แล้ว”


หากท่านใดมีจิตศรัทธาต้องการส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนเพื่อเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ผ่าน กศน. ทองผาภูมิ สามารถบริจาคไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนาการศึกษาของ กศน. อำเภอทองผาภูมิ เลขที่บัญชี 718-0-448-036


คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “ครูหนุ่ย...เรือจ้างกลางปิล๊อก”
https://www.youtube.com/watch?v=ies6-lTWvto&t=1036s


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-09.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )

หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos




กำลังโหลดความคิดเห็น