xs
xsm
sm
md
lg

“ชูวิทย์” เขวี้ยงเงินไม่พ้นคอ? “ถุงขนม-เทนธ์อเวนิว” จุดสลบ ระทึก “กล่องดวงใจ” พันสีเทา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ชักจะเห็น “คราบที่ถูกลอกออกมา” และ “ความไม่ธรรมดา” มากขึ้นทุกขณะสำหรับบทบาทของ “ฮีโร่ชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตเจ้าพ่ออ่างทองคำชื่อดัง ที่ผันตัวมาเป็น “ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม” ด้วยสไตล์บู๊ดุดัน เต็มไปด้วยลูกบ้า พร้อมด้วยข้อมูลระดับ “ลับสุดยอด” เปิดโปงทุนสีเทา-ขบวนการสีกากี จนเสียงเชียร์กระหึ่มประเทศ

โดยเฉพาะหลังจากที่ “ชูวิทย์” ปรับโหมดตามเทรนด์เลือกตั้ง หันมาแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ “ฝ่ายการเมือง” ทั้งกรณีพรรคภูมิใจไทย หรือกรณี “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ก็เริ่มมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มว่า “รับงาน” ใครมาหรือเปล่า เพราะมีจุดผิดปกติที่ชวนให้สงสัยหลายต่อหลายเรื่อง

และดังกระหึ่มไปทั้งแผ่นดินเข้าไปอีกเมื่อ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ออกมาทิ้งหมัดตรงใส่ “เสี่ยชู” โดยโพสต์ลอยๆ ถึง “ใครบางคน” ที่มีพฤติกรรม “แฉไป ไถไป” พร้อมภาพประกอบเป็นธนบัตรปึกใหญ่หลายปึกในถุงกระดาษ 2 ใบ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 22 มีนาคม 2566

ทำเอาลูกเพจไถ่ถามว่า “ใครบางคน” ที่ว่าหมายถึง “ชูวิทย์” ซึ่งขณะนี้สวมบท “จอมแฉ” อยู่หรือไม่

แต่ทนายความคนดังก็ไม่ได้ตอบตรงๆ แค่บอกว่าไม่ปฏิเสธ พร้อมระบุว่า “คนๆ นี้เป็นฮีโร่ของปลอม ไม่ใช่ “โจรกลับใจ” อย่างที่ชอบอวดอ้างแม้แต่น้อย เคยเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นอย่างนั้น” หรือ “คนที่คุณเห็น อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด หมดศรัทธา” หรือ “ผมไม่อยากให้มีอาชีพแบบนี้ สร้างประเด็นข่าว ตีๆ แล้วไถ ใครยอมจ่ายก็ไม่พูดถึง เราจะยกย่องคนแบบนี้เป็นฮีโร่จริงหรือครับ” เป็นต้น

พร้อมปูดด้วยว่า “ไถสีเทามา 50 ล้าน บริจาคเอาหน้า ที่ละ 3 ล้าน” ก่อนจะนัดแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น

ขณะที่ “ชูวิทย์” ก็ชิงอธิบายและยอมรับว่าสิ่งที่ทนายตั้มกล่าวหาหมายถึงตนเอง ก่อนที่จะเปิดแถลงข่าวตอบโต้ชี้แจงวันถัดมาเช่นกัน

แต่จะว่าไปคงน่าแปลกใจอะไรนัก เพราะหากย้อนกลับไปสมัยที่สู้คดีรื้อบาร์เบียร์ นายชูวิทย์ก็ทำเป็นรู้สำนึกผิดชอบชั่วดี บริจาคที่ดิน 6 ไร่ ย่านสุขุมวิททำ “สวนชูวิทย์” สวนสาธารณะเพื่อสังคม จนศาลฯ เห็นใจลดโทษให้ แต่ตอนหลังคงนึกเสียดายใจจะขาดจึงนำพื้นที่สวนชูวิทย์มาพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต์ “เทนธ์ อเวนิว” มูลค่านับหมื่นล้าน เป็นแลนด์มาร์คใหม่กลางกรุงหน้าตาเฉย

ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้วอย่าว่าแต่แฉไปไถไปเลยเพราะหนักกว่านี้อดีตเสี่ยอ่างอย่างนายชูวิทย์ก็เคยทำมาแล้ว
งานนี้ ไม่ใช่เข้าข่าย “เขวี้ยงงูไม่พ้นคอ” หากแต่เป็น “เขวี้ยงเงินไม่พ้นคอ” เสียแล้วกระมัง?

ถุงเงินที่ทนายตั้มนำออกมาแฉ
 เปิดปฏิบัติการสาวไส้ “โรบินแฮป” 



เริ่มกันที่เรื่องสดๆ ร้อนๆ กับ “ปฏิบัติการแฉไปแถไป” ซึ่งมีรายละเอียดและข้อมูลที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะแก้ตัวอย่างไรก็มีเครื่องหมายคำถามปรากฏอยู่เต็มไปหมด

พลันที่เรื่องไปเข้าหู “ชูวิทย์” ก็ออกมาแก้เกมทันควัน โดยโพสต์อธิบายว่า “เงิน 2 ถุง ถุงละ 3 ล้าน ที่ทนายตั้มพูดถึง เห็นแล้วจำได้ชัดเจน เป็นเงินที่นายตำรวจผู้ใหญ่นอกราชการคนหนึ่งที่ผมรู้จักมานาน นำมาให้ที่โรงแรมของผม โดยบอกว่าเป็นเงินของ “ซัว” ให้ผมช่วยหยุดโจมตี

ผมบอกไปว่า “ไม่รับเคลียร์” มันไม่สามารถช่วยอะไรได้ ผมยังต้องแฉต่อ แต่นายตำรวจท่านดังกล่าว ยืนยันยัดเยียดให้ผมรับไว้ และสิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ผมเก็บเงินไปใช้ส่วนตัว เพราะไม่มีใครทราบ

แต่ผมเลือกที่จะนำเงินในถุงแรกจำนวน 3 ล้าน ไปบริจาคให้โรงพยาลธรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์เดือนที่แล้ว และอีกถุงจำนวน 3 ล้านเท่ากัน ไปบริจาคให้โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งสองครั้งมีสื่อมวลชนไปทำข่าวเป็นสักขีพยาน

และผมก็ยังแฉเรื่อง “ซัว” อย่างต่อเนื่อง หลักการของผมชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ปฏิเสธ แต่เงินที่ยัดมาไม่เคยคิดจะใช้ส่วนตัวแม้แต่สักบาทเดียว หากผมจะเก็บไปใช้เอาไว้แจกอีหนูก็ได้ แต่เงินแค่นี้ไม่มีความหมาย

หากมี 50 ล้านมาให้อย่างที่ทนายตั้มว่าจริง ผมก็นำไปบริจาคอีก จะเรียกผมว่าอะไรก็ได้นักบุญคนบาป โรบินฮู้ด นักแฉใจบุญ หรือใครจะเอาอย่างผมก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มันรับแล้วเข้ากระเป๋าตัวเองทั้งนั้น ลองถามทนายตั้มดูสิครับ อย่าเรียกผมว่าคนดี หรือมาศรัทธาอะไรผมเลยครับ ผมก็ไม่ใช่ “ฮีโร่” อยู่แล้ว

ส่วนใครจะตราหน้าผม ก็ขอรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ผมนั้นเป็นโจร เพียงแต่เป็น ”โจรที่เอาเงินบาปไปทำบุญ” ยังนึกไม่ออกเลย จะทำให้ดีกว่านี้ได้ยังไง ใครรู้ช่วยบอกที คนที่จะถ่ายรูปถุงเงินนี้ได้ ก็น่าจะต้องเป็นเจ้าของเงิน คนที่ให้รูปทนายตั้มบอกว่ายังไง? เงิน 50 ล้านที่ไหน? ผมจะรอฟัง”

ถือเป็นการ “สารภาพ” ว่ามีการรับเงินจริง อ้างว่าถูกยัดเยียด ซึ่งเป็นเงินของ “สารวัตรซัว” พ.ต.ท.วสวัตติ์ มุครสกุล อดีตสารวัตรฝ่ายโยธาธิการ 2 กองโยธาธิการ สังกัดกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ที่ขณะนี้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพนันออนไลน์ ซึ่งก็เป็น “ชูวิทย์” เองที่ออกมาเปิดโปง

อย่างไรก็ดีเงินที่ว่านั้น “ชูวิทย์” ชิงระบุว่ามีเพียง 6 ล้านบาท หรือถุงละ 3 ล้านบาท ไม่ได้เก็บไว้ใช้ส่วนตัว แต่นำไปบริจาคให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ กับโรงพยาบาลศิริราช ในชื่อของ “นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” และบริจาคอย่างเปิดเผยมีสื่อมวลชนติดตามไปทำข่าวด้วย

หลังการโพสต์ของ “ชูวิทย์” ก็มีคำถามจากสังคมตามมาเพียบ อาทิ เงินที่ถูก “ยัดเยียด” ให้รับมานั้น มีเพียง 6 ล้านบาทตามที่ “ชูวิทย์” ฉวยจังหวะ “ชิง” ชี้แจงก่อนจริงหรือไม่ เพราะ “ทนายตั้ม” ก็ทิ้งปริศนาไว้ว่า “ไถสีเทามา 50 ล้าน บริจาคเอาหน้า ที่ละ 3 ล้าน” และการบริจาคให้กับ 2 โรงพยาบาลในชื่อตัวเอง ไม่บอกที่มาที่ไปตั้งแต่ต้น

แล้วมีแค่ “สารวัตรซัว” รายเดียวหรือที่ส่งเงินมา “เคลียร์” เพราะที่ผ่านมา “ชูวิทย์” ไล่เปิดโปงสารพัดบ่อน สารพัดเครือข่ายสีเทาเต็มไปหมด

 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ก่อนที่ “ษิทรา” จะแถลงข่าวระบุว่า รูปถุงเงินที่โพสต์เป็นเงินจาก “สารวัตรซัว” ให้กับ “ชูวิทย์” เพื่อขอให้หยุดโจมตี โดยเป็นรูปเมื่อปีที่ผ่านมา และนายชูวิทย์ก็ออกมายอมรับว่า ได้รับเงินจำนวนนี้จริง และมีหลักฐานอีกว่า ยังมีการแบ่งจ่ายมาแล้ว 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10 ล้านบาท

“ทนายตั้ม” ยังได้แสดงรูปกราฟฟิกวัดขนาดถุงเงิน พร้อมระบุว่า ยอดเงินไม่ใช่แค่ 6 ล้านบาทตามที่ “ชูวิทย์” ออกมาโพสต์ แต่มีไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หากเทียบกับขนาดของถุงเงิน

ต่อมา “เสี่ยชู” แถลงโต้ตอบบ้าง โดยอ้างว่า “ทนายษิทรา” ได้ข้อมูลมาจากคนชื่อ “เปา” ซึ่ง “ชูวิทย์” เคยดูแลมาตั้งแต่เด็ก แต่ต่อมาลาออกเพื่อไปทำงานกับ “สารวัตรซัว” พร้อมยืนยันว่าได้รับเงินแค่ 6 ล้านบาท มีนายตำรวจ 2 นาย คนหนึ่งชื่อย่อ “อ.” ยศ “พล.ต.ต.” ยังรับราชการอยู่ อีกคนชื่อย่อ “ป.” ยศ “พล.ต.ท.” เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งรู้จักกันตั้งสมัย “เสี่ยอ่าง” ยังทำอาบ อบ นวด ได้เข้ามาพบ และมอบเงินดังกล่าวให้

“ถ้าผมมีเงิน 10 ล้านบาทจริง ทำไมไม่เก็บไว้เองจะเอาไปบริจาคทำไม หรือถ้าไม่อยากให้เป็นที่สังเกต ทำไมไม่เก็บไว้ 6 ล้านบาท แล้วนำไปบริจาค 4 ล้านบาทแทน .. แต่คุณฟังผมดีๆ ในงานนี้ผมตั้งใจและเต็มใจที่จะสู้ เมื่อเปิดหน้าชกแล้วย่อมมีคนที่รุมผม แต่ผมไม่กลัวคนรุม บอกว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่สีเทามาหาผม ก็จริงครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะหยุดพูด”

แม้ “ชูวิทย์” จะพยายามอธิบาย แต่สังคมก็เริ่มรู้สึก “เอ๊ะ” เหมือนกับเสียงเตือนเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สำคัญคือคงทำให้หลายคนตาสว่างไม่เชื่อเสี่ยอ่างหมดทั้ง 100% เหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่อง “ถุงขนม” ด้วยเหตุเพราะ

หนึ่ง-ฟังไม่ขึ้นว่าทำไมถึงจำใจต้องรับ

สอง-ตอนเอาบริจาคก็ไม่เคยบอกว่า ใครเอามาให้

สาม-ถ้าทนายตั้มไม่ออกมาแฉ “ชูวิทย์” ก็คงไม่บอกความจริงในเรื่องนี้

นอกจากนั้น หากย้อนกลับไปดูบทบาทของ “ชูวิทย์” ที่ออกมาเปิดโปงคนอื่น พร้อมยกตัวสวยหรูว่าเป็น “โจรกลับใจ” แต่ก็มีข้อสังเกตว่าเหตุใดบางเรื่องบางราว “เสี่ยชู” ถึงไม่ขุดคุ้ยหาความตามถนัด

ษิทรา เบี้ยบังเกิด
ไม่ว่าจะเป็นกรณี “แทนไท” ที่อ้างว่าข้อมูลน้อย ทั้งที่มีประวัติถูกพิพากษามาแล้ว และในโซเชี่ยลฯมีการโพสต์แฉกันดาดดื่น เชื่อว่าไม่ครณามือหาก “เสี่ยอ่าง” จะขุดคุ้ย หรือกรณี “ส.ว.ทรงเอ” ที่ถูก “ส.ส.โรม” รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่ามีความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวเมียนมาในคดียาเสพติดและฟอกเงิน แต่ “ชูวิทย์” ก็ไม่เคยคิดจะแตะ ซึ่งว่ากันว่า “.ว.ทรงเอ” มีความสัมพันธ์อันดีกับ “ผู้ใหญ่” ที่ “เสี่ยชู” มีความสนิทสนมด้วย

กระทั่งการตามจองล้างจองผลาญโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม แต่กลับไม่ยักเคยพูดถึงการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เพิ่งถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 13 ราย โดยมี “ชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ “เจ้าสัวคีรี” คีรี กาญจนพาสน์ ตำแหน่งกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) รวมอยู่ด้วย

  “เทนธ์ อเวนิว” จุดสลบของ “เสี่ยอ่าง” 


ว่ากันไปต่อถึงกรณีที่ “ชูวิทย์” ในฐานะผู้ต้องขังคดีรื้อบาร์เบียร์ บริเวณสุขุมวิทซอย 10 เมื่อปี 2546 ซึ่งในคำพิพากษาของศาลมีการลดโทษจำคุกด้วยเหตุที่ “เสี่ยอ่าง” ประกาศจะนำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก ก่อนสร้างเป็นสวนสาธารณะ เรียกว่า “สวนชูวิทย์” เป็นไปตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อศาล ที่จะยกที่เป็นสาธารณประโยชน์

กระทั่งล่าสุด พื้นที่ “สวนชูวิทย์” กำลังถูกพลิกโฉมเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ที่ความสูง 51 ชั้น ไม่รวมชั้นใต้ดิน ภายใต้ชื่อ “เทนธ์ อเวนิว” มีการประเมินว่า จะสร้างมูลค่าให้กับที่ดินผืนนี้ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท การก่อสร้างใช้เวลาก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 4 ปี นับจากปี 2565 พัฒนาและบริหารการขายในนาม “DAVIS CORPORATION” และบริษัท เอเทนธ์ อเวนิว จำกัด ของตระกูลกมลวิศิษฎ์ เจ้าของที่ดิน

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นการละเมิดกฎหมาย เพราะนำที่ดินที่ควรจะเป็นของสาธารณะ หรือเท่ากับเป็นการยกที่ดินให้รัฐแล้ว มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9/2538 (ฉบับย่อย) ระบุว่า การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นสาธารณะ เป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 ไม่ต้องจดทะเบียนการให้ต่อเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 525 ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อันที่จริงการตัดสินใจนำที่ดินผืนดังกล่าวมาทำเป็นสวนสาธารณะของ “ชูวิทย์” ก็เป็นเพราะตอนนั้นตกอยู่ในวิบากกรรมคดีบาร์เบียร์ ซึ่ง “ชูวิทย์” เป็นหนึ่งในผู้ต้องขังคดีรื้อบาร์เบียร์ บริเวณสุขุมวิทซอย 10 เมื่อปี 2546 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องผู้ต้องหาเกือบทั้งหมด ทว่า ศาลอุทธรณ์ตัดสินโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญาต่อ “ชูวิทย์” และในที่สุดศาลฎีกา พิพากษาในเดือนม.ค. 2559 ตัดสินลงโทษจำคุก “ชูวิทย์” และพวก 2 ปี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โดยเห็นว่าหลังเกิดเหตุ “ชูวิทย์กับพวก” ได้ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้ค่าเสียหาย รวมทั้งยังมีการนำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก บ่งบอกว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิด นับว่ามีเหตุปราณี เห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม พิพากษาแก้ว่าจากจำคุก 5 ปี ให้เหลือแค่ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

สำหรับพื้นที่สวนชูวิทย์เดิมให้เช่าเป็นบาร์เบียร์และร้านค้าชื่อ “สุขุมวิทสแควร์” โดยซื้อต่อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2545 และเคยมีแผนสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว แต่เกิดปัญหากับผู้เช่าเดิม กระทั่งนำไปสู่คดีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาไล่รื้อถอนบาร์เบียร์และร้านค้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2546 ทำให้ “ชูวิทย์” ตัดสินใจออกจากธุรกิจอาบอบนวด หันมาทำงานการเมือง และยกเลิกโครงการสร้างโรงแรม สร้างเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปใช้งานแทน ที่ดินแปลงดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 5,500 ล้านบาท และเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณถนนสุขุมวิทตอนต้น

 โครงการเทนธ์ อเวนิว
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2548 “ชูวิทย์” จัดแถลงข่าวครั้งแรกเพื่อแสดงความตั้งใจว่าไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนดังกล่าวและจะนำที่ดินคืนสาธารณะให้สังคม พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “สวนนี้ชื่อว่าสวนชูวิทย์ แต่ความจริงแล้วอยากเรียกว่าสวนสะใจมากกว่า ผมเป็นคนพูดแล้วทำจริงไม่ใช่พวกปากพล่อย วันๆ เอาแต่ออกมาแถลงข่าวเรื่องหอยเรื่องปู ผมอยากเชิญชวนให้คนรวยเจ้าของที่ดินใน กทม. ได้นำมาใช้ประโยชน์ ไม่ได้ปล่อยทิ้งร้างเอาไว้”

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ในปีเดียวกัน “ชูวิทย์” แถลงข่าวเปิดตัวสวนชูวิทย์ว่า “โบราณว่าเรื่องดีมาก่อนเรื่องร้าย วันนี้ไม่ขอพูดเรื่องการเมืองการมุ้ง ขอพูดแต่เรื่องสวนชูวิทย์ที่เคยพูดไว้ว่าจะสร้างภายใน 1 ปี และวันนี้การก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงถือช่วงเทศกาลคริสต์มาส อีฟ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. และต้องการให้สวนชูวิทย์เป็นโครงการนำร่องให้กับคนที่มีพื้นที่ว่างได้ปลูกต้นไม้ โดยให้ กทม.เป็นตัวกลาง เฉพาะพื้นที่ของสวนมีขนาดกว่า 6 ไร่ ขณะนี้มูลค่าปัจจุบัน 1,250 ล้านบาท และลงทุนในการก่อสร้างปลูกต้นไม้ สาธารณูปโภค เกือบ 100 ล้านบาท”

“ผมไม่ใช่นักการเมืองพันธุ์เก่า แม้ไม่ใช่คนดี แต่ก็มองออกว่าใครดีใครเลว ผมเคยบอกว่าจะสร้างสวนสาธารณะให้เป็นปอดของ กทม. และต้องการให้เป็นตัวอย่างกับคนที่มีเงินเป็นแสนๆ ล้านบาทว่าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ เหรียญบาทเงินปากผี สัปเหร่อยังเอาไปเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยวางแผนไว้ว่าจะใช้พื้นที่นี้สร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว และได้จ่ายค่าออกแบบไปแล้ว 30 ล้านบาท แต่ก็ยกเลิกโครงการดังกล่าวไป และสวนชูวิทย์จะให้บริการกิจกรรมเชิงบวก งานศิลปะ งานเปิดตัวหนังสือก็สามารถมาใช้ได้โดยไม่คิดสตางค์ เพียงขอค่าบำรุง ค่าน้ำ ค่าไฟเท่านั้น”

ชูวิทย์กล่าว และยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นของตนและตระกูลกมลวิศิษฏ์ แต่ขอเสียสละให้เป็นสวนของ กทม. แม้มีคนด่าว่าตนหากินกับผู้หญิง อบายมุข แต่ตนก็ทำตามที่เคยประกาศไว้

แถมยังบอกด้วยว่า “สุดท้ายผมอยากฝากบทกลอนพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงแต่งขึ้น ซึ่งผมได้สลักไว้ที่อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะจำลองที่ตั้งอยู่กลางสวน คือ “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา”

กระทั่งเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาพื้นที่ “สวนชูวิทย์” ติดป้ายประกาศแผนดำเนินโครงการมิกซ์ยูส “เทนธ์ อเวนิว” โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างยื่นขออนุมัติการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ โครงการดังกล่าวประกอบด้วยอาคารสถานพยาบาล อาคารสำนักงาน โรงแรม สถานศึกษา พื้นที่พาณิชยกรรมพื้นที่ค้าปลีก ช็อปปิ้ง ซึ่งพัฒนาและบริหารการขายในนาม “ DAVIS CORPORATION “ และบริษัทเทนธ์ อเวนิว จำกัด ของตระกูลกมลวิศิษฎ์

บริษัท เทนธ์ อเวนิว จำกัด จดทะเบียนวันที่ 6 มี.ค. 2563 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (ซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและให้คำปรึกษา) ที่ตั้งเลขที่ 88 ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย จังหวัดกรุงเทพมหานคร นายเติมตระกูล กมลวิศิษฎ์ และพี่น้องอีก 3 คน เป็นกรรมการและถือหุ้นคนละ 2,500 หุ้น มูลค่าคนละ 250,000 บาท รวมทั้งหมด 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นต้น

โครงการมิกซ์ยูส “เทนธ์ อเวนิว” เป็นโครงการพัฒนาที่ดินที่ “รุ่นลูก” รับไม้ต่อ ซึ่งหากย้อนกลับไปดูคำให้สัมภาษณ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” เมื่อเดือนก.ค. ปี 2549 ว่า “ที่ผมต้องการคือ อยากเก็บที่ดินแปลงนี้เพื่อที่จะส่งต่อให้ลูก ส่งต่อให้รุ่นถัดไป ผมก็มานั่งคิดดูเหมือนกันว่า ถ้าผมเก็บที่ดินไว้เปล่าๆ ก็เหมือนกับผู้หญิงนั่นแหละ เมื่อแต่งตัวดี มีคุณสมบัติดี นานๆ ไปก็เพิ่มมูลค่า ถ้าผ่านไปอีก มูลค่าก็เพิ่มอีกไปโดยปริยาย โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วว่าวันใดวันหนึ่งอยากที่จะนำที่ดินไปทำอะไรก็ค่อยไปทำ ในรุ่นต่อไปที่ดินตรงนี้อาจจะทำอะไรมากกว่าสวนก็ได้ แต่ในรุ่นผมไม่มีความคิดว่าจะไปทำในเรื่องของธุรกิจแล้ว”

สะท้อนว่า “ชูวิทย์” หาได้ต้องการสร้างสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์ของสังคมดังที่กล่าวอ้างกับศาล จนกระทั่งได้ลดหย่อนโทษ แต่อย่างใด แต่ทำไปเพราะจนแต้ม และวันหนึ่งก็จะเอาที่ดินคืนกลับไปพัฒนาเพิ่มมูลค่าเหมือนผู้หญิงมีคุณสมบัติดีที่เวลาผ่านไปก็มีมูลค่าเพิ่มดีกว่าเก็บไว้เปล่าๆ อย่างที่ “ชูวิทย์” เปรียบเปรย สะท้อนความคงเส้นคงวานักสร้างภาพอย่างมิขาดตกบกพร่องไม่ว่ากาลเวลาจะเนิ่นนานสักปานใด

 จับตา “กล่องดวงใจ” พันสีเทา

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการแถลงข่าวหนล่าสุดของ “ป๋าชู” แม้ตัวเองจะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่ก็ดูจะเน้นที่จะปกป้อง “กล่องดวงใจ” ที่ “ทนายตั้ม” พูดถึง

ทนายตั้งบอกว่า คุณชูวิทย์มีกล่องดวงใจ” คนหนึ่งซึ่งทำธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า และคนผู้นี้เองที่เป็นคนพาตัวแทนจากเว็บไซต์พนันออนไลน์เข้าพบและมอบเงินให้ คุณชูวิทย์ ที่โรงแรมเดวิส และฝากไปถามถึง คุณชูวิทย์ ว่า รู้จัก “แทนไท” ผู้ต้องหาคดีเว็บพนันออนไลน์หรือไม่ ถ้ารู้จักทำไมถึงแฉชายคนนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2566 แล้วเหตุใดไม่แฉต่อ เป็นเพราะ “กล่องดวงใจ” หรือคนสนิทชูวิทย์พาแทนไทไปพบ คุณชูวิทย์ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2566 หรือไม่”

พร้อมทิ้งท้ายว่า จะมอบข้อมูลให้ ตำรวจสอบสวนกลาง ติดตามว่า มีใครมอบเงินสกุลดิจิทัลจำนวน 50 ล้านบาทผ่านระบบออนไลน์ให้แก่ “กล่องดวงใจ” ของ “ชูวิทย์” หรือไม่ด้วย

กรณีนี้ “ชูวิทย์”ยอมรับว่าหมายถึงคือ “เสี่ยเติม”เติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ ลูกชายคนรองของตัวเอง ซึ่งเป็นผู้ดูแลธุรกิจเกือบทั้งหมดของครอบครัว โดย “ป๋าชู” ยืนยันว่าลูกชายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาตามที่ถูกกล่าวหา

ส่วนกรณี แทนไท ณรงค์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่พัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ด้วยนั้น “ชูวิทย์” อ้างว่า ที่ไม่แฉต่อ เพราะมีข้อมูลน้อย และ “แทนไท” เคยมาพบจริง แต่ไม่ได้นำเงินมาให้

...ถึงตรงนี้ คงต้องจับตากันต่อไปว่า บทสรุปของ “ชูวิทย์” จะลงเอยอย่างไร

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มีแนวโน้มที่จะ “เจ็บหนัก”ท่ามกลางกระแสข่าวหนาหูว่า เร็วๆ นี้กำลังจะมีการเปิดโปงเครือข่ายสีเทา ที่เชื่อมโยงมาถึง “กล่องดวงใจ” ดังที่ “ทนายตั้ม” จั่วหัวเอาไว้แล้ว.