ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แมตซ์ใหญ่การเมืองไทยที่ประเดิมตั้งแต่หัวปีมังกรไฟบรรลัยกัลป์ เวทีชำแหละ “งบประมาณ ปี 67” การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วาระแรก ของสภาผู้แทนราษฎร ที่เปิดฟลอร์กันเต็มๆ 3 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 3-5 มกราคม 25467 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามเวทีนี้เป็นเพียงวาระแรก หรือวาระรับหลักการ ที่ผ่านไปได้แบบชิลล์ๆ ด้วยเสียงข้างมากของรัฐบาลที่ยังเหนียวแน่นหนึบไร้รอยปริร้าวในช่วงฮันนีมูนสวีทของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล
ถัดไปก็จะเป็นรายการฟาดฟันกันต่อในชั้นคณะกรรมาธิการ ที่จะมีการตัด-แต่ง-ต่อ-เติม “เค้กก้อนใหญ่” ภายใต้วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาทที่เกินไปกว่านี้ไม่ได้ แล้วจึงย้อนกลับมาให้ที่ประชุมใหญ่โหวตในวาระที่ 2-3 อีกครั้ง
ตามปฏิทินที่วางเอาไว้กว่างบประมาณปี 2567 จะสามารถเบิกจ่ายได้เต็มรูปแบบก็ปาเข้าไปเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2567 ถือว่าล่าช้ากว่าปกติไปกว่าครึ่งค่อนปี เพราะตามปฏิทินงบประมาณรัฐบาล จะเริ่มต้นมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมของแต่ละปี ถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป แต่ปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้งช่วงกลางปี และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่พลิกไปมาหลายตลบ ทำให้การจัดทำงบประมาณต้องล่าช้าไปด้วย ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินหนักหนาพอสมควร ซึ่งจุดนี้ฝ่ายค้านก็รู้ดี
สำหรับร่างงบประมาณปี 2567 ฉบับนี้ถือว่าเป็นการสร้างประวัติการณ์อีกครั้ง ด้วยวงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ที่มากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยจัดทำมา และสูงขึ้นจากงบประมาณปี 2566 จำนวน 2.95 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.3% ถือเป็นสัดส่วนการเพิ่มวงเงินงบประมาณที่มากที่สุดในรอบ 5 ปีด้วย
“นายกฯนิด“ เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รวมทั้งควบตำแหน่ง “ขุนคลัง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ทำหน้าที่แถลงแจกแจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่มีจำนวน 45 หน้า ต่อที่ประชุมสภาฯ โดยใช้เวลาในการแถลงไปเกือบ 2 ชั่วโมง
สาระสำคัญเป็นการกล่าวถึงวงเงินงบประมาณ ประกอบกับยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ของรัฐบาล กล่าวคือ วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 2.787 ล้านล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 6.93 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 11.9% จัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนจำนวน 717 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 4.1% และสามารถชดใช้เงินคงคลังและชำระคืนต้นเงินกู้ได้กว่า 118 แสนล้านบาท
หากจำแนกโครงสร้างงบปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท จะแบ่งเป็นรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33%, รายจ่ายบุคลากร 7.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.6%, รายจ่ายงบกลาง 6.06 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.4%, รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 3.46 แสนล้านบาท คิดเป็น 10%, รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 2.57 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.4%, รายจ่ายบูรณาการ 2.14 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.2% และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 1.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.4%
โดยรัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยขยายตัว 2.5% อัตราเงินเฟ้อ 1.4% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP เศรษฐกิจขยายตัว 2.7-3.7%
เมื่อจำแนกรายกระทรวงจะพบว่า 5 อันดับแรกของกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดระดับ “แสนล้าน” ยังคงเป็น “ท็อป 5” เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท, กระทรวงศึกษาธิการ 3.28 แสนล้านบาท, กระทรวงการคลัง 3.27 แสนล้านบาท, กระทรวงกลาโหม 1.98 แสนล้านบาท และกระทรวงคมนาคม 1.83 แสนล้านบาท
ส่วนกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด 5 อันดับ เป็นกระทรวงระดับ “พันล้าน” ประกอบด้วย กระทรวงพลังงาน 2,834 ล้านบาท, กระทรวงอุตสาหกรรม 4,559 ล้านบาท, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,591 ล้านบาท, กระทรวงพาณิชย์ 6,822 ล้านบาท และ กระทรวงวัฒนธรรม 7,016 ล้านบาท
ตามข้อมูลของสำนักงบประมาณปรากฎว่า ทุกกระทรวงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ทั้งสิ้น ยกเว้นเพียง “กระทรวงพญานาค” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปีนี้งบประมาณลดลงจากปีก่อนเหยียบ 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังได้รับในระดับ “แสนล้าน” ที่ วงเงิน 1.185 แสนล้านบาท
จุดสำคัญที่ถูกจับจ้องเป็นประจำทุกปี ก็คือในส่วนของ “รายจ่ายด้านบุคลากร” อันหมายถึงเงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าจ้าง และค่าตอบแทนพนักงานราชการ ที่ได้รับ 7.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.6% หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองว่า เป็นรายจ่ายที่สูงมาก จนเป็นส่วนหนึ่งที่เบียดบังงบประมาณในด้านการลงทุน หรือพัฒนาอื่นๆ
เช่นเดียวกับ “งบกลาง” ที่ถูกค่อนแคะมาตลอดว่า เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้กับนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายงบกลาง โดยไม่ต้องระบุรายละเอียดในการตั้งวงเงินงบประมาณ มีเพียงแต่หัวข้อ อาทิ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น หรือ เงินทดรองเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เป็นต้น โดยปีนี้งบกลางของ “รัฐบาลเศรษฐา” อยู่ที่ 6.06 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีสุดท้ายของ “รัฐบาลประยุทธ์” ราว 1.62 หมื่นล้านบาท
เอาเข้าจริงรูปร่างหน้าตางบประมาณ 2567 ที่ว่า ดูจะไม่ต่างจากงบประมาณเดิมๆที่ “รัฐบาลประยุทธ์” เคยจัดทำมา ด้วยมีกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปีที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งเป็นมรดกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั่นเอง
อีกทั้งยังเป็นการจัดทำร่างงบประมาณแบบกลางคัน เพราะกว่าที่ “รัฐบาลเศรษฐา” เข้ามารับหน้าที่ ก็ปาเข้าไปเกือบไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว ร่างงบประมาณ 2567 ที่ปรากฎจึงเป็นร่างที่รัฐบาลเก่าจัดโครงไว้ และรอให้รัฐบาลใหม่มาปรับปรุงเล็กน้อย ก่อนผ่านมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
จึงเป็นจุดที่ฝ่ายค้านที่นำโดย “โกต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จับจุดขยี้ร่างงบประมาณว่า สะเปะสะปะ ไร้ยุทธศาสตร์ ไม่มีลำดับความสำคัญ เหมือนทำงานอย่างไม่มีวาระเป้าหมายชัดเจน อีกทั้งยังไม่พบหลายๆนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ในงบประมาณปีหน้าด้วย แต่กลับคล้ายกับทำงบประมาณของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็น “อำนาจเก่า” และมาร่วมอยู่ใน “รัฐบาลเศรษฐา”
“ภาพรวม ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 67 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท เป็นงบฯ เบี้ยหัวแตก สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ เหมือนทำงานอย่างไม่มีวาระเป้าหมายชัดเจน หลายเรื่องหน้าปกอาจจะดูดี แต่พอเข้าไปดูไส้ใน พบว่าไม่ได้ยึดโยงกับเป้าหมายทางนโยบาย ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิม ๆ แต่เอามาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนปกใหม่แบบมั่ว ๆ โครงการเก่า ๆ เดิม ๆ จับมาโยงกับเป้าหมายใหม่” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ประเดิมเวทีใหญ่ครั้งแรกว่าไว้
สำทับด้วย “เจ๊ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ กระบี่มือหนึ่งเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ที่ตั้งคำถามถึงการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลว่า “วิกฤตเศรษฐกิจแบบใด ทำไมงบฯ ไม่เหมือนวิกฤต” รวมไปถึงถามหานโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต” เติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่มีการกำหนดงบประมาณไว้ถึง 6 แสนล้านบาท แต่กลับไม่พบรายละเอียดอยู่ในงบประมาณ 2567 แต่อย่างใด และยังต้องลุ้นว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะสามารถออกได้หรือไม่
อย่างไรก็ดี การอภิปรายเกี่ยวกับสาระสำคัญ และภาพรวมของร่างงบประมาณ 2567 ตลอด 3 วันดูจะไม่เป็นประเด็นน่าสนใจเท่าที่ควร เพราะประชาชนผู้ดูผู้ฟังต่างรู้ดีว่า เป็นเพียง “พิธีกรรม” ผ่านที่ประชุมสภาฯ เท่านั้น
ไฮไลท์ของศึกชำแหละงบประมาณ 2567 กลับไปอยู่ที่วันแรกในช่วงการอภิปรายของ “เสี่ยอู๊ด” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ ดีกรีอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายสมราคา “ฝ่ายค้านมือาชีพ” จนมีเสียงแซวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าเสียเวลาไปเป็นรัฐบาลมาตั้งนาน และไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลด้วย
เป็นเพราะลีลาฝีปากในสภาฯ ที่ถือว่า “ค่ายสีฟ้า” หาตัวจับยาก แม้จะเหลือ สส.เพียงหยิบมือก็ตาม
โดยตลอดระยะเวลาการอภิปรายของ “จุรินทร์” มีการวาง “คีย์เวิร์ด” คำสำคัญต่างๆ ไว้เป็นช่วงๆ สามารถหยิบจับไปพาดหัวข่าว หรือแชร์ผ่านโซเชียลฯ ไว้แบบแทบจะสำเร็จรูป โดยอดีตหัวหน้าค่ายสะตอ ตั้งฉายาให้กับงบฯ 67 ว่า “เป็ดง่อย” ล่าช้าไปกับตั้งรัฐบาล “เพื่อนรัก หักเหลี่ยมโหด” จัด “งบลวงตา” แอบเพิ่มงบกลางเกือบแสนล้านบาท ไปจนถึงการแขวะ “เศรษฐา” ว่ากลายร่าง “นักกู้ถุงเท้าสีชมพู”
แต่ช็อตเด็ดคงไม่พ้นช่วงสั้นๆ ที่ “จุรินทร์” ใช้ลีลารุ่นเก๋าป่ายขึ้นไปฟาด “เทวดาชั้น 14” ทักษิณ ชินวัตร กล่องดวงใจของพรรคเพื่อไทย แบบที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อ โดยถามถึงงบประมาณในส่วนของ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ว่า ได้บริหารอย่างไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง 2.8 แสนคนหรือไม่ เพราะมีข้อเคลือบแคลงเกิดขึ้นในสังคมว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้ “นักโทษบางคน” เข้า “คุกทิพย์” มาแล้วกว่า 120 วัน แต่ยังไม่เคยติดคุกจริงแม้แต่วันเดียว
“มีข้อเคลือบแคลงเกิดขึ้นในสังคมว่า ทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษบางคนเข้าคุกทิพย์มาแล้วกว่า 120 วัน แต่ไม่เคยติดคุกจริงแม้แต่วันเดียว ผมไม่ประสงค์จะเอ่ยชื่อบุคคลใด ขอให้สบายใจได้ ผมเคารพกติกาเสมอ” จุรินทร์ โชว์ลีลาฝ่ายค้านมืออาชีพ โดยไม่ต้องเอ่ยถึง “คนที่คุณรู้ว่าใคร”
เพียงเท่านี้ก็ทำเอา “วอร์รูมพรรคเพื่อไทย” นั่งกันไม่ติด ส่งสัญญาณ “ทีมองครักษ์” เดินเกมเบรกทันที เป็นรุ่นใหญ่อย่าง ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ ที่ต้องลุกขึ้นสกัดดาวรุ่ง ทันทีว่า เป็นการอภิปรายนอกประเด็น และสารภาพแทนว่า คนที่ ”จุรินทร์“ พูดถึงคือ ”นายใหญ่ทักษิณ” นั่นเอง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ “ลิ่วล้อชั้นดี” กางปีกปกป้อง “นายใหญ่” ว่า ที่ต้องโทษจำคุกเพราะถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง จนต้องไปอยู่เมืองนอกมาตั้ง 17 ปี ส่วนการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ก็มีการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง
ก่อนจะมีการประท้วง และขอให้ถอนคำพูดกันอยู่พักใหญ่ โดยประธานในที่ประชุมวินิจฉัยว่า “จุรินทร์” ยังอภิปรายอยู่ในประเด็น สถานการณ์จึงสงบลง
นอกจากนี้ “จุรินทร์” ยังกระทุ้งไปที่ “ระเบียบขังนอกคุก” หรือหรือระเบียบที่ว่าด้วยการคุมขังในสถานคุมขัง พ.ศ. 2566 ที่กรมราชทัณฑ์ เพิ่งประกาศออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ด้วยว่า เป็นการใช้งบประมาณที่อาจจะส่อไปในทางมิชอบหรือไม่ เมื่อออกระเบียบมา กลายเป็นระเบียบศรีธนญชัย แทนที่จะแยกผู้ต้องขังที่เป็นผู้บริสุทธิ์ออกจากนักโทษเด็ดขาด กลับกลายเป็นการแยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ติดคุกที่เรือนจำ มาตรฐานที่ 2 ติดคุกที่บ้านได้
“ศาลพิพากษาจำคุก กรมราชทัณฑ์สั่งให้นักโทษบางคนไปติดคุกเสวยสุขที่บ้านได้ กลายเป็นนักโทษเทวดา ผมพูดมาทั้งหมดเพื่อที่จะเรียนว่าทั้ง นายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามแผนงานโครงการ 6 ปี งบ 3.89 หมื่นล้านบาท และให้เป็นไปตามมาตรฐานสหประชาชาติโดยเคร่งครัด ถือหลักโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เยาะเย้ย ย่ำยี หลักนิติธรรมของประเทศต่อไป เพราะจะอาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว น้ำผึ้งหยดเดียวที่ไม่เพียงแต่จะทำฝันจะอยู่ 4 ปีของนายกฯ ให้กลายเป็นฝันทิพย์เท่านั้น แต่จะเป็นการยิ่งตอกย้ำฉายา เซลล์แมนสแตนอิน ให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบดำประทับติดตัวนายกรัฐมนตรีตลอดไป” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าไว้
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า จะถูกโจมตีเรื่องนี้ แต่ดูเหมือน “เสี่ยวี” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะไม่สามารถหาตำตอบดีๆ มาชี้แจงได้ ทำได้เพียงยืนยันว่า “ทักษิณ” ป่วยจริง ตามรายงานของแพทย์ ก่อนออกตัวว่า ไม่เคยไปเยี่ยมด้วยตัวเอง รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับการออกระเบียบ “ขังนอกคุก” ที่เป็นระเบียบใหม่ของกรมราชทัณฑ์ แต่อย่างใด
“กฎหมายฉบับนี้ ราชทัณฑ์ไม่ใช่สถานที่ฆ่าคน ราชทัณฑ์ไม่ใช่สถานที่ทรมานคน ถ้าใครเจ็บป่วยก็ต้องไปรักษา ซึ่งการไปรักษาไม่ใช่แค่นายทักษิณเพียงคนเดียว แต่มีคนจำนวนมากไปรักษา ส่วนการรักษาของนายทักษิณนั้น เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” รมว.ยุติธรรม ที่ถูกมองว่าเป็น “เด็กในบ้านชินวัตร” กล่าวตอบ
ไม่เท่านั้น “ทวี” ที่ควรทำหน้าที่ผู้ชี้แจง กลับปวารณาตัวเป็น “องครักษ์พิทักษ์นายใหญ่” แบบเต็มตัวไม่สนขี้ปากชาวบ้านว่าไปไกลถึงว่า “ผมมองว่าท่านทักษิณ เป็นนักสร้างสันติภาพ แม้ก่อนหน้านั้นท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่วันนี้เมื่อต้องการให้บ้านเมืองมีสันติภาพ มีสันติสุข มีความปรองดอง ท่านก็กลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม การป่วยเกิดก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา กรณีผู้ต้องขังไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล กฎหมายระบุว่าที่นั่นคือเรือนจำ ซึ่งการอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไปไหนไม่ได้ คือการเสียเสรีภาพแล้ว ไม่ว่าห้องสี่เหลี่ยมจะมีขนาดใดก็ตาม”
คำพูดของ “ทวี” ไม่เพียงแต่เป็นการย่ำยีกระบวนการยุติธรรม “ปลายน้ำ” ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ที่ตัวเองดูแลเท่านั้น ยังเป็นการย่ำยีหัวใจผู้ต้องขังนับแสนคนที่ไม่เคยได้เอกสิทธิ์ในแบบเดียวกับที่ “ทักษิณ” ได้รับ
เพราะห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้อิสรภาพของ “ทักษิณ” เป็นห้องสี่เหลี่ยมติดแอร์อยู่บนชั้น 14 ของตึกในกลางเมือง ที่จัดได้ว่าทิวทัศน์ทำเลดีกว่าโรงแรม 6 ดาวหลายๆแห่งใน กทม.ด้วยซ้ำ ขณะที่ห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้อิสรภาพของผู้ต้องขังคนอื่นเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่อยู่กันอย่างแออัดเบียดเสียดเยียดยัด ไม่ต้องพูดถึงคุณภาพชีวิตที่แทบจะติดลบ
ถือเป็นการไร้อิสรภาพที่ต่างกันราวสวรรค์กับนรก จึงไม่แปลกที่มีผู้ขนานนาม “ทักษิณ” ว่า “เทวดาชั้น 14”
ยิ่งไปกว่านั้นกับคำถามถึงความคืบหน้าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเกินกว่า 120 วันของ “ทักษิณ” ที่นับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2566 นั้น “ทวี” ก็บ่ายเบี่ยงว่า ต้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีเหตุผลประกอบความเห็นของแพทย์ในการรักษา ขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะนำเสนอมายังรัฐมนตรีตามลำดับ
เรื่องพรรค์นี้ต้องมีการเตรียมการพิจารณาและเห็นชอบกันก่อนหรือหลังวันครบกำหนดไม่นาน แต่นี่ผ่านมาครึ่งค่อนเดือน กลับไร้ความคืบหน้า และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็ไม่ติดตามทวงถาม ทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ และรู้ว่าจะถูกนำมาอภิปรายในที่ประชุมสภาฯเช่นนี้
คำชี้แจงข้างๆ คูๆ ของ “ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม จึงทำให้เวทีงบประมาณ 2567 ไม่ใช่เวทีชำแหละงบประมาณอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นเวทีชำแหละ “เทวดาทักษิณ”
เพราะแต่ละคำพูดของ “ทวี” ล้วนแต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า เรื่องของ “เทวดาทักษิณ” ไม่ใช่เรื่องปกติ และการใช้อภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่น ย่ำยีกระบวนการยุติธรรม-หลักนิติรัฐ อย่างไม่ใยดี.