อุทกภัยครั้งใหญ่ในบังกลาเทศซึ่งเกิดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในฤดูมรสุมและแม่น้ำที่เอ่อล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 5.2 ล้านคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ราย ตามรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (25 ส.ค.)
ระดับน้ำที่ท่วมสูงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากโดยเฉพาะในเขตชนบทถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และกำลังต้องการทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และเสื้อผ้าที่สะอาด ขณะที่ถนนหนทางที่ถูกตัดขาดก็ทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ดร.มูฮัมหมัด ยูนุส ประธานที่ปรึกษาของรัฐบาลชั่วคราวบังกลาเทศ แถลงผ่านสื่อโทรทัศน์ว่ารัฐบาลกำลังใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และจะทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
อับดุลฮาลิม เกษตรกรวัย 65 ปี จากหมู่บ้านที่เขต Comilla เล่าว่าบ้านโคลนของเขาถูกกระแสน้ำที่ท่วมสูง 10 ฟุตพัดพาไปในช่วงเวลากลางดึก
"เราขาดแคลนทั้งข้าวของเครื่องใช้และน้ำ แทบจะไม่มีใครเอาของเข้ามาช่วยคนถึงในหมู่บ้านเลย คุณต้องออกไปใกล้ๆ ถนนใหญ่เองเพื่อรับสิ่งของช่วยเหลือ" เขาให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์
มีกระแสข่าวในบังกลาเทศว่าน้ำท่วมครั้งนี้เป็นเพราะอินเดียระบายน้ำออกจากเขื่อนในรัฐตริปุระ ซึ่งรัฐบาลภารตะออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง
ยูนุส ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลที่เข้ามากุมบังเหียนรัฐบาลหลังนายกฯ ชัยค์ ฮาสินา ถูกขับไล่ลงจากตำแหน่ง ยืนยันว่า "เราได้มีการหารือกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมเช่นนี้ขึ้นอีก"
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศเตือนว่าสถานการณ์น้ำอาจจะยังคงรุนแรงต่อไปอีกหากยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระดับน้ำลดลงค่อนข้างช้า
ชาวบังกลาเทศกว่า 400,000 คนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงราว 3,500 แห่งใน 11 เขตที่เกิดน้ำท่วม และทางการได้ส่งทีมแพทย์เกือบ 750 ทีมลงพื้นที่เพื้อให้การรักษาพยาบาลชาวบ้าน ขณะที่กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และหน่วยป้องกันชายแดนก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจกู้ภัยด้วย
บทวิเคราะห์ของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เมื่อปี 2015 ประเมินว่า ประชากรบังกลาเทศราว 3.5 ล้านคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาวะแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่งที่เกิดขึ้นทุกปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือสาเหตุหลักที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น
ที่มา : รอยเตอร์