MGR Online - ทนายสายหยุด เข้าเยี่ยม“ทนายตั้ม” ไม่ทัน เข้าเยี่ยมภรรยาทนายตั้มแทน พูดคุยเป็นห่วงเรื่องลูก ไม่รู้สามีทำอะไรไว้บ้าง เพียงแค่มีชื่อรับโอนที่ดิน ส่วนปมเงิน 71 ล้านบาท ต้องต่อสู้ทางคดี
วันนี้ (11 พ.ย.) เวลา 15.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เปิดเผยหลังเข้าเยี่ยม นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาของทนายตั้ม ว่า วันนี้ได้เข้าเยี่ยม ภรรยาทนายตั้ม ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ได้พูดคุยประมาณ 15 นาที พบมีอาการเครียด วิตกกังวล และห่วงเรื่องลูก ฝากบอกให้มีคนมาเยี่ยมบ้าง ส่วน ทนายตั้ม เข้าเยี่ยมไม่ทัน ซึ่งทนายตั้มเคยสั่งไว้ว่าจะประกันตัวภรรยาทนายตั้มออกมาก่อน ทั้งนี้ การประกันตัวต้องรอครบผัดแรกก่อน หรือ 12 วันแรก และบอกว่า ต้องค่อยๆ ปรับตัว ไม่ต้องกังวล อย่าให้เจ็บป่วย ต้องอยู่ให้ได้ก่อน เพราะตนเคยมาเยี่ยมผู้ต้องขังคดีอื่นบ่อย ส่วนข่าวไม่ดีจากภายนอกคงไม่แจ้งภรรยาทนายตั้ม เกรงเจ้าตัวกังวล
นายสายหยุด กล่าวว่า ส่วนเรื่องคดีความ ภรรยทนายตั้ม ให้ข้อมูลกับตนเองว่า หลังจากแต่งงาน มีทรัพย์สินอะไรก็โอนเป็นชื่อของเจ้าตัว รู้เพียงว่าเป็นคนรับโอนที่ดินจากทนายตั้มเป็นคนซื้อแคชเชียร์เช็คในวันรับโอน ส่วนทนายตั้มจะไปทำอย่างอื่นอะไรไม่เคยรับทราบ การซื้อบ้านกว่า 30 ล้านบาท ถือว่าเป็นเรื่องเป็นไปได้ โดยขณะนี้มุ่งเน้นไปเรื่องการประกันตัวภรรยาทนายตั้มออกมาก่อน ส่วนทนายตั้มบอกว่าจะอยู่ในเรือนจำจนกว่าพิจารณาคดี เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าประกันตัวยาก มีประสบการณ์เป็นทนายมากว่า 20 ปี น่าจะพอทราบตัวเองดี และสั่งไว้ตั้งแต่วันแรกไม่ต้องประกันตัว ขอให้ประกันตัวภรรยาทนายตั้มก็พอ
“ส่วนการยื่นขอประกันตัวภรรยาทนายตั้มนั้น ก่อนหน้านี้ ศาลรับคำร้องแต่ยังไม่อนุญาต และการยื่นประกันในครั้งหน้า ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การสอบสวน การรวบรวมหลักฐานของพนักงานสอบสวน และพยานหลักฐานที่ฝ่ายตนจะเอามาประกอบกับคำร้องว่าภรรยาทนายตั้ม น่าจะไม่ทราบเงินที่ซื้อบ้านได้มาจากการกระทำความผิด เพราะฝั่งผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าภรรยาทนายตั้มรู้หรือควรจะรู้ว่าเงินที่มาซื้อมาจากการกระทำความผิด”
นายสายหยุด กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ย.) ตนจะมาเยี่ยมทนายตั้ม การพูดคุย 5 วันแรก คงเป็นเรื่องทั่วไป เพราะผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ส่วนเรื่องคดีความต้องคุยเป็นการส่วนตัวและมีรายละเอียด ต้องรอพ้น 5 วันไปแล้ว เพราะมองว่าผ่านคอนเฟอเรนซ์แล้วไม่เป็นส่วนตัว นอกจากนี้ ในประเด็นจำนวนเงิน 39 ล้านบาท ที่ตำรวจยังไม่เจอตัว “สากับนุ” คดีนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับ ทนายตั้ม ซึ่งตนยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ แต่ตามหลักกฎหมายคนที่ซัดทอดให้ตัวเองพ้นผิด เป็นพยานที่รับฟังได้ยากเหมือนกัน ถ้าตนดูแล้วพยานหลักฐานชัด ลูกความอาจจะกระทำความผิดจริง ตนจะไม่รับทำคดี เพราะทำคดีแพ้ ตนเองก็ไม่อยากทำ เฉพาะคดีเงิน 39 ล้านบาท และขณะนี้ยังไม่เห็นหลักฐานอะไร
นายสายหยุด กล่าวต่อว่า ส่วนคดีเงินจำนวน 71 ล้านบาท จากที่ให้โดยเสน่หามาเป็นการลงทุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งในการให้เสน่หาบัญญัติ 3 บรรทัดสั้นๆ แต่ต้องตีความ ทนายตั้ม ขอเงินพี่อ้อย มาลงทำธุรกิจ จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าไม่มากจึงช่วย ทนายตั้ม ก็รับเงินมา แต่ไม่ได้ตกลงจะคืนเมื่อไหร่ ทนายตั้ม จึงเข้าใจว่าให้โดยเสน่หา ตนสงสัยว่า ถ้าไม่ให้โดยเสน่หาเป็นการยืมหรือไม่ และไม่ได้มีการคุยเรื่องผลตอบแทนให้พี่อ้อยเท่าไหร่ รวมทั้งทนายตั้มก็ทำคนเดียวจะเป็นการหลอกลวงลงทุนได้อย่างไร แต่ตนคิดว่าไม่น่าเป็นความผิดฉ้อโกง และเพิ่งจะมีการทวงถามเมื่อเดือน ก.ย. 67 เป็นกิจจะลักษณะ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีทวงถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ถ้าทวงเงินทนายตั้มก็ต้องคืน แต่ต้องคืนให้ถูกวิธีไม่ใช้แจ้งตำรวจมาจับ ส่วนคู่กรณี ทนายตั้ม ไม่กังวล เพราะมีผู้คุมดูแล อย่าไปเปรียบเทียบกับเรือนจำอื่น นอกจากผู้คุมละเลยอาจทำให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกัน