xs
xsm
sm
md
lg

หาดใหญ่เหลือ รพ.หลักแค่แห่งเดียว! หลังน้ำท่วมถล่ม 4 รพ.ใหญ่ เผย 7 แสนชีวิตเผชิญ “สึนามิสาธารณสุข”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



แพทย์โพสต์สะท้อนวิกฤตหลังน้ำท่วมเปรียบหาดใหญ่คล้ายกระทะจมบาดาล 4 ใน 5 โรงพยาบาลหลักตั้งอยู่ใจกลางเมืองต้องปิดตัวลงเพราะความเสียหายหนัก ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และเครื่องมือราคาแพงอย่าง CT-Scan/MRI ถูกทำลายยับเยิน เหลือเพียง รพ.เดียวที่รองรับได้ เผยภาระงานที่พุ่งสูงกว่า 5 เท่าตัว

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pat Kora” โพสต์ข้อความสะท้อนวิกฤตระบบสาธารณสุขหลังเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ โดยระบุว่า “น้ำท่วมล้างเมืองหาดใหญ่ และวิกฤตคลื่นสึนามึถล่มสาธารณสุข

จากสถานการณ์น้ำท่วมล้างเมืองหาดใหญ่ 2568 อยากให้ทุกท่านลองจินตนาการความเสียหาย เมืองหาดใหญ่มีประชากร ประมาณ 7 แสน เปรียบภูมิศาสตร์ของหาดใหญ่คล้ายกับกระทะ 1 ใบ

ศูนย์กลาง แหล่งเศรษฐกิจ การศึกษา และการแพทย์ที่มีประชากรราว 7 แสนคน อาศัยอยู่อย่างแน่นหนา ใจกลางกระทะ ส่วนขอบกระทะคือพื้นที่ชานเมือง ที่มีประชากรส่วนหนึ่งขยับขยายไปอยู่อาศัย

น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้เหมือนการสาดน้ำลงในกระทะให้ท่วมมาถึงขอบกระทะ แน่นอนว่าทรัพยากรทุกอย่างของเมืองนี้ถูกชำระล้าง แช่น้ำอยู่ครึ่งสัปดาห์ แต่ยังความเสียหายนานนับปี

ในแง่ของระบบสาธารณสุข

หาดใหญ่ เป็นศุนย์การแพทย์ที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 5 โรงพยาบาล อันได้แก่

โรงพยาบาลหาดใหญ่ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สังกัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ รพ.เอกชนอันดันต้นๆ ของประเทศไทย

โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี รพ.เอกชนในเครือธนบุรี

และโรงพยาบาลเซี่ยงตึ๊ง ภายในมูลนิธิ

ประชากรทั้งเมือง 7 แสนกว่ารายได้อาศัยพึ่งพิงโรงพยาบาลทั้ง 5 มีศักยภาพในแง่จำนวนเตียงรวมกันกว่า 2 พันเตียง รองรับผู้ป่วยทั้งในหาดใหญ่ อำเภอข้างเคียง และจังหวัดข้างเคียงด้วย

เมื่อธรรมชาติได้ชำระล้างเมือง น้ำท่วมมิดชั้น 1 ของอาคารที่ยกพื้นมาแล้วสามเมตร ย่อมทำให้เกิดความเสียงหายทั้งระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ สถานที่ตรวจคนไข้ ห้องพักผู้ป่วย ระบบภาพรังสีวินิจฉัย เช่น CT scan, MRI ในสภาพที่ยากจะฟื้นฟูได้ในเร็ววัน

นั่นแปลว่า จาก 5 โรงพยาบาลที่ดูแลประชากร 7 แสน 4 โรงพยาบาลใจกลางเมืองที่อยู่กลางกระทะโดนน้ำท่วมพังยับ เหลือเพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่เดียวที่ตั้งอยู่บนขอบกระทะ รอดพ้นจากความเสียหายหนักและยังปฏิบัติการได้ นี่ยังไม่นับรวมคลินิกเอกชนกว่า 200 คลินิกที่โดนน้ำท่วมเสียหายยับ

ท่านจินตนาการดูสิครับว่า

คนไข้ทั้ง 5 รพ.ในพื้นที่จะเทมา รพ.เดียว มันจะพังแค่ไหน พังในแง่ภาระงานที่เพิ่มขึ้น แต่มันจะมากกว่า 5 เท่าตัว พังในแง่ ระบบสนับสนุนบริการที่เสียหายจากน้ำท่วม พังในแง่พันธมิตร เครือข่ายการให้บริการ เช่น คลินิก โรงพยาบาลข้างเคียง ที่ไม่สามารถทำงานได้

ลำดับความพังมันเริ่มแบบนี้

ในช่วงแรกของหายนะน้ำท่วม - น้ำยังท่วมสูง โรงพยาบาลถูกตัดขาด ไฟดับ น้ำไม่ไหล คือการรับส่งคนไข้ผู้ป่วยในวิกฤต จากทั่วสารทิศมาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งโรงพยาบาลต้นทางทุกที่มีบุคลากรที่ทุ่มเท อดกิน อดนอน ทำงานภายใต้ความฉิบหายวายป่วง เพื่อลดความสูญเสียและขยายโอกาสรอดของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด ในช่วงนี้ทรัพยากรต่างๆ ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ก็จำกัด

จำกัดด้วยกำลังคนที่ติดน้ำท่วมอยู่ จำกัดด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ส่งข้ามจุดน้ำท่วมมาไม่ได้ แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ ด้วยความร่วมมือของทุกโรงพยาบาลพันธมิตร

ในช่วงสอง - น้ำลด

สะบักสะบอมจากช่วงแรกมาแล้ว หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ติดน้ำท่วม เริ่มเข้ามาช่วยงานได้ แม้บ้านตัวเองจะเสียหายหนัก คนไข้ที่ติดอยู่ในบ้านอาการวิกฤต เริ่มออกจากบ้านมาได้

ทีนี้จากเดิมมีโรงพยาบาลให้ไปได้ 5 ที่ คลินิกอีกกว่า 200 แห่ง ยุบมาเหลือที่เดียว ท่านลองจินตนาการสิครับ ว่ามันจะหายนะขนาดไหน คนไข้มาจากทั่วสารทิศ ทั้งมาเอง ทั้งทีมกู้ภัยนำส่ง

ในช่วงสาม - หลังน้ำลด เก็บกวาดเมือง และความเสี่ยงโรคระบาด-มลภาวะหลังน้ำท่วม

ในช่วงสี่ - ทุกคนในเมืองดำเนินชีวิต ดิ้นรนต่อไป ในขณะที่โรงพยาบาลพันธมิตรยังไม่สามารถเปิดบริการได้

ทั้งหมดนี้เป็นภาพคร่าวๆ ที่อยากให้ทุกท่านเห็นความสั่นคลอนของระบบสาธารณสุขในเมืองหาดใหญ่ ท่านคิดว่า บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลเดียว จะทำหน้าที่แทนทั้งระบบได้นานแค่ไหน ท่านคิดว่าทรัพยากรที่เหลือรอดจากน้ำท่วมจะจัดสรรอย่างไรให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรทั้งหมด

ผมว่ามันไม่มีทางเดินต่อได้หากปราศจากความร่วมมือ ความร่วมมือที่เราต้องการตอนนี้ ผมขอสรุปเป็นข้อ

1. เราต้องการความร่วมมือในด้านอัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์ - แม้ว่าระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลทั้งสี่จะพังทลายและใช้เวลาแก้ไข แต่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั้ง 4 โรงพยาบาลที่โดนน้ำท่วม ยังเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการดูแลคนท้องที่ให้ดีที่สุด ผมเสนอว่า เราต้องเป็นทีมรักษาพยาบาลไร้พรมแดน ไม่แบ่งแยกสังกัด บริหารอัตรากำลังร่วมกัน เช่น พยาบาล รพ. A ที่ถูกน้ำท่วม ทำงานที่ รพ. A ไม่ได้ ก็สามารถมาทำงานที่ รพ. B ที่ส่งคนไข้จาก รพ. A ได้ โดยยังได้รับค่าตอบแทนตามปกติของระบบ ภาวะเช่นนี้ผู้นำ ผู้ตัดสินใจ ต้องกล้าที่จะมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าชื่อสังกัดหน่วยงาน

ณ วันนี้ การช่วยเหลือด้านอัตรากำลังกำลังถูกส่งเข้ามาจากหน่วยงานต่างๆ ต้องขอบคุณน้ำใจของบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านจริงๆ ครับ หากแต่การจัดกระบวนทัพยังคิดแยกส่วน แยกหน่วย มากกว่าที่จะเป็นมองภาพรวม

2. เราต้องการทรัพยากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ วัสดุทางการแพทย์

ความช่วยเหลือดังกล่าวกำลังเข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่อยากให้ประชาชนทุกท่านทราบ คือ ท่านสามารถช่วยบริจาคไปโดยตรงที่มูลนิธิของทุกๆ โรงพยาบาลได้นะครับ

3. เราต้องการความร่วมมือจากภาคประชาชนในการดูแลตนเองเบื้องต้น เราอยากให้ประชาชนเข้าใจว่า รพ.เปิด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่ขอให้สงวนช่วงเวลากลางคืนที่ทุกท่าน (รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) ต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตฯ ให้เต็มที่ และจะได้มีแรง มีสมอง มีสมาธิที่ดีในการดูแลท่านในวันรุ่งขึ้น เราจึงอยากร้องขอให้ประชาชนทุกท่านได้ทราบการคัดกรองตนเองเบื้องต้นว่า ภาวะใดคือภาวะเร่งด่วนที่ต้องมา รพ.กลางดึก (ซึ่งแพทย์ พยาบาล ยินดีมากๆ ที่จะดูแล) และอาการใดที่ไม่เร่งด่วน ไม่ต้องรีบมาตอนกลางคืน และสามารถพบแพทย์ตอนเช้าได้

4. เราต้องการผู้มีอำนาจเหนือผู้ปฏิบัติหน้างานที่เข้าใจบริบทการทำงาน ไม่อยากได้คนที่มาถ่ายรูปแล้วไป ไม่อยากได้คนที่มาสั่งพักเดียวโดยไม่เข้าใจ สั่งๆ แล้วก็ไปหาทรัพยากรเอาดาบหน้าเอง

เราอยากได้คนที่วางระบบการทำงาน จัดระบบและเสริมทรัพยากรให้ทำงานได้ และรับฟัง เข้าใจ แก้ไขปัญหาให้กับคนหน้างาน พร้อมที่จะปรับวิธีการเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ณ เวลาวิกฤตแบบนี้ การลงมือทำทันที สำคัญกว่าการรอรายงานตามขั้นตอนแล้วไม่ได้ทำสักที

5. เราต้องการความเห็นอกเห็นใจจากรัฐบาล คนประสบภัย โดนน้ำท่วม พังทลายทั้งชีวิต ต้องเจียดเงินอันน้อยนิดออกมาก้อนใหญ่เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน - ผมขอเสนอให้ละเว้นภาษีแก่ผู้ประสบภัย ถ้าทำได้นะครับ

ขอเรื่องเหล่านี้ ไม่รู้ขอมากไปไหม แต่ขอจากใจ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านอัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์

รศ.นพ.พัฒน์ ก่อรัตนคุณ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์”