7 ใน 10 ของคนกรุงเทพฯ ตกอยู่ในภาวะเหนื่อยหนาย “หมดไฟ” เพราะงานหนัก แพทย์ชี้คือภาวะที่ “ต้องรักษา” ไม่งั้นเสี่ยง “ป่วยจิต” อย่ามองข้ามอาการยอดฮิตของคนทั่วโลก
** “หมดไฟ” สุดท้ายก็ “ป่วยจิต” **
ถ้ายังจำกันได้ เคส “ภาวะหมดไฟ”เคสใหญ่ที่กลายเป็นกรณีศึกษา สะท้อนบทเรียนวัยทำงานอย่างหนัก คือเคสของ “ดร.เค็ง” ประภากร วินัยสถาพร
เธอคือนักเรียนทุนปริญญาเอก ผู้คว้าฝันได้สำเร็จ จากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ทุกอย่างกลับพังทลาย หลังกลายสถานะเป็น “ผู้ป่วยจิตเวช”
แย่กว่านั้นคือ ดร.เค็ง ถูกทางมหาวิทยาลัยฟ้องกว่า 10 ล้าน เพราะเธอไม่สามารถทำงานใช้ทุนได้ เนื่องจากอาการป่วยของเธอที่เป็นอุปสรรคในชีวิต
ลองย้อนรอยกลับไปเพื่อศึกษาเคสนี้ จะพบว่าสุขภาพจิตของอดีตผู้ทรงคุณวุฒิรายนี้ เริ่ม“ผิดปกติ”หลังจากเข้าเรียนต่อปริญญาเอกในอังกฤษได้ 2 ปี
สาเหตุหลักๆ มาจากความกดดันในการเรียน และ “การโหมทำงาน”วิจัยอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง จนเกิดกลายเป็นความเครียดสะสม และพาความป่วยจิตมาให้ในที่สุด
“การโหมงานหนัก” จนกลายเป็นภาวะ “อ่อนล้า-เบื่อหน่าย-ท้อแท้” และ “ไม่อยากกลับไปทำงาน” คือพฤติกรรมเบื้องต้นที่จะช่วยตรวจสอบได้ว่า กำลังอยู่ใน “ภาวะหมดไฟ” หรือ “Burnout” หรือเปล่า
ที่สำคัญคือมันไม่ใช่อาการขี้เกียจทำงาน เหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือ “จุดเริ่มต้น” ของ “อาการทางจิตเวช” หลายอย่าง
และหากไม่รีบรักษา จากแค่เกิดอาการ“หมดไฟ” ก็อาจกลายเป็น “โรคนอนไม่หลับ” หรือพออาการหนักเข้า อาจพาไปสู่ “โรคซึมเศร้า” ได้
“Burnout” กลายเป็นปัญหาที่คนวัยทำงานทั่วไปกำลังพบเจอ และในไทยเอง “มหาวิทยาลัยมหิดล” ก็ศึกษาพบว่า คนกรุงเทพฯ “7 ใน 10” มี “อาการหมดไฟในการทำงาน” เพราะการทำงานหนัก จนมีความเครียดสะสม
และการสำรวจของ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)” ในปี 66 ก็เจออีกว่า คนทำงานที่มีภาวะเครียดระดับกลาง ถึงเครียดจัด มีมากถึง 76% และมีปัญหา “ป่วยซึมเศร้า” ถึง “56%”
ชวนคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล อย่าง “โน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสรรหาและว่าจ้างบุคลากร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้ช่วยวิเคราะห์
เจ้าตัวมองว่า “ภาวะหมดไฟ”ในคนทำงาน กำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอยู่พอสมควร “เดี๋ยวนี้มีอาการเรื่อง Burnout ที่ทำให้ต้องหยุดพักการทำงานมีเยอะครับ”
โดยเล่าว่า “การพักงาน”มีทั้ง 2 แบบคือ “พนักงานหยุดเอง” โดยใช้สิทธิ์การลาป่วย-ลาหยุดแต่ในเคสแบบนี้ เกิดขึ้นกับคนที่รู้ตัวว่า เขามี “ภาวะหมดไฟ”และมันกำลังกลายเป็น “ปัญหาสุขภาพจิต” ของพวกเขา
แต่ยังมีอีกประเภทที่“น่ากังวล”มากกว่า คือกลุ่มที่ “ไม่รู้ตัว”หรือ “ฝืน”ทำงานต่อ แต่สุดท้ายก็ทำงานไม่ได้ จน “บริษัท” ต้องสั่ง “พักงาน”เพื่อให้ไปพักผ่อน หรือรักษาตัว ในเคสแบบนี้ “หัวหน้างาน”และ “คนรอบตัว” ต้องช่วยกันสังเกต
“เอาจริง Burnout เนี่ย มันเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพเรื่องอื่นด้วยเนอะ มีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต มีหลายอย่างมากเลย สุดท้ายแล้ว มันจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาเนอะ แล้วก็ได้รับการพักผ่อนครับ”
และปัญหานี้ ไม่ได้กระทบแค่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อองค์กรด้วย เพราะถ้าปล่อยให้มีคน Burnout เยอะขึ้น สุดท้ายแล้ว “บริษัท” ก็จะ “ขาดบุคลกร”ที่มีความพร้อมในการทำงานไป
{“โน้ต-ศรัณย์” กูรูด้านทรัพยากรบุคคล}
** เยียวยาไม่มี ได้แค่ป้องกัน **
เรื่อง “ภาวะหมดไฟ” นอกจาก “คนทำงาน” ต้องคอยสำรวจตัวเองแล้ว “บริษัท” หรือ “องค์กร” ก็ควรให้ความสำคัญเหมือนกัน เพราะอาการนี้ส่วนนึง มันก็มาจากการที่พวกเขาทำงานอย่างหนัก ให้กับกิจการที่ว่าจ้างนั่นแหละ
เพราะถ้าปล่อยให้คน Burnout จนไฟลามทุ่ง ก็อาจเจอปัญหาอย่าง“อุตสาหกรรมแฟชั่น”ในปี 66 ที่ผลสำรวจของ “สสส.” พบว่า มีคน “ลาออกถึง 10% ต่อปี” ด้วยเหตุ “งานหนัก-ขาดแรงจูงใจ” และ “ป่วยซึมเศร้า”
เกี่ยวกับเคสอาการหมดไฟของพนักงานนี้ “Gallup” บริษัทด้านการวิเคราะห์มูลค่าระดับโลก วิเคราะห์ไว้ว่ากำลังเป็นปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจโลก ต้อง “สูญเงิน” ไปกว่า “300 ล้านล้านบาท”
“ในเมืองไทยเราก็มีครับ การดูแลสุขภาพจิตในองค์กร ตอนนี้เท่าที่ทราบ ในองค์ชั้นนำ ในองค์กรที่มีความสนใจเรื่องพนักงานเนี่ย เริ่มมีการดูแลเรื่องเกี่ยวกับจิตใจแล้ว”
บางบริษัทถึงขึ้นพัฒนา “ระบบคอลเซ็นเตอร์” เพื่อให้พนักงานสามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตได้โดยตรง หรือบางแห่งก็เห็นว่า สามารถใช้สิทธิ์รักษาเรื่องสุขภาพจิตได้ด้วย
เรื่องนี้อยู่ที่ว่า แต่ละองค์กรจะ “ตระหนัก” เรื่องปัญหาสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ “กฎหมายกำหนด” คือ การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ให้กับพนักงาน แต่จะไปถึงขั้นไหน ก็ขึ้นอยู่กับ “งบประมาณ” ขององค์กรด้วย
“ถ้าเริ่มเกิดอาการ Burnout รู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สิ่งแรกที่เขาใช้ได้ คือสิทธิ์การลาครับ คือการพักผ่อน”
นี่คือ “สิทธิ์” ของพนักงานที่ “กฎหมายคุ้มครอง” และถ้ามันกลายเป็น“ปัญหาสุขภาพจิต”ที่ “ต้องรักษา” ก็สามารถใช้สิทธิ์ลาป่วย หรือลาไปรักษาตัวได้
“ถ้าองค์กรห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ์ในการรักษา หรือไปขัดขวางเขา พยายามให้เขาเข้าไม่ถึงการรักษา อันนี้ก็จะเป็นความผิด”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีป้องกัน ไม่ให้คนทำงาน Burnout จนป่วยจิตเท่านั้น แต่ถ้าใครก็ตามที่ทุ่มเทให้บริษัท จนจิตพัง ทำงานต่อไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่า “มาตรการเยียวยา” พนักงานในเรื่องเหล่านี้ในไทยตอนนี้ “ยังไม่มี”
มันไม่เหมือนเวลาพนักงานประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ถ้าบาดเจ็บก็จะมีการเยียวยาตามกฎหมาย แต่พอเป็นเรื่อง “สภาพจิตใจ” อาจต้องดูเป็นเคสๆ ไป
เพราะเราไม่สามารถฟันธงได้ทันทีว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้น มาจากการทำงานอย่างเดียวหรือเปล่า สรุปแล้ว สิ่งที่พอจะทำได้ ก็คงมีเพียงการป้องกัน ไม่ให้เกิด “ภาวะหมดไฟ” จนกลายเป็น “ป่วยทางจิต” ไปเท่านั้นเอง
แต่โดยภาพรวมแล้ว กูรูรายเดิมมองว่า ภาวะ Burnout แบบนี้ จะไม่มีทางลดลงไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ และสังคมที่แข่งขันกันสูงขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น เรื่องสุขภาพจิต ทุกภาคส่วนต้องมาคุยกันว่า จะ “ดูแล” หรือ “เยียวยา” บุคลากรของตัวเองในระดับไหนให้เหมาะสม
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณข้อมูล : medparkhospital.com, hfocus.org
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **