ลอบบึ้มปั๊มน้ำมัน 11 จุด
พุ่งเป้าทุนใหญ่ 'ปตท.'
สัญญาณแรงที่มองข้ามไม่ได้
เหตุลอบวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันรวม 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งในเชิงความมั่นคง เศรษฐกิจ และจิตวิทยาของผู้คนในพื้นที่อย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงนำไปสู่การประกาศเคอร์ฟิวในจังหวัดนราธิวาสเท่านั้น หากยังตอกย้ำความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนใต้ ที่แม้จะเงียบสงบลงในบางช่วง แต่ก็พร้อมปะทุขึ้นมาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเป้าประสงค์ของผู้ก่อเหตุยังคงคลุมเครือและเต็มไปด้วยปริศนา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ เหตุใดปั๊มน้ำมันทั้ง 11 จุดที่ถูกโจมตีจึงเป็นปั๊มของบริษัท ปตท. ทั้งหมด การเลือกเป้าหมายที่เป็นแบรนด์เดียวกัน ไม่อาจมองว่าเป็นความบังเอิญได้ง่ายนัก เพราะ ปตท. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป แต่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในฐานะตัวแทนของรัฐและระบบทุนทางเศรษฐกิจสมัยใหม่
การโจมตีปั๊มน้ำมันของ ปตท. จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการส่งสารทางการเมืองและสังคม เพื่อท้าทายอำนาจรัฐและโครงสร้างเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้กำกับดูแล มากกว่าการมุ่งทำลายทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว
ในเชิงผลกระทบ การโจมตีปั๊มน้ำมันย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปั๊มน้ำมันถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน หากปั๊มน้ำมันหลายแห่งต้องปิดให้บริการ ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร ย่อมส่งผลต่อการขนส่งสินค้า การเดินทางของประชาชน และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ระบบเศรษฐกิจยังพึ่งพาการค้าปลีก การขนส่ง และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เหตุการณ์เช่นนี้จึงอาจสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับจังหวัด
อีกด้านหนึ่ง รูปแบบการก่อเหตุยังสะท้อนการแสดงศักยภาพของกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐอย่างชัดเจน การก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดในหลายจังหวัด แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผน ประสานงาน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสังเกตคือ การก่อเหตุไม่ได้มุ่งหมายเอาชีวิตของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และเป้าหมายก็ไม่ใช่สถานที่ราชการหรือฐานกำลังของรัฐ ลักษณะเช่นนี้อาจสะท้อนเจตนาที่ต้องการ ส่งสัญญาณมากกว่าการยกระดับความรุนแรงเต็มรูปแบบ
ข้อสังเกตดังกล่าวนำไปสู่คำถามอีกประการว่า เหตุการณ์นี้อาจมีมิติด้านธุรกิจหรือผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เนื่องจากปั๊มน้ำมันที่ถูกโจมตีเป็นแบรนด์เดียวกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในบริบทของพื้นที่และประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง การเลือกเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐและทุนขนาดใหญ่ ดูจะสอดคล้องกับรูปแบบการแสดงออกเชิงการเมืองมากกว่า การไม่เลือกทำร้ายชีวิตผู้คน อาจเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงแรงต่อต้านจากสังคม และรักษาความชอบธรรมบางประการในสายตาของประชาชนในพื้นที่
ผลกระทบที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในเวลานี้ คือ การประกาศเคอร์ฟิวในจังหวัดนราธิวาส มาตรการดังกล่าวอาจจำเป็นในมุมมองด้านความมั่นคง แต่ในทางเศรษฐกิจกลับสร้างภาระให้กับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร้านค้า ตลาดกลางคืน ธุรกิจบริการ และแรงงานนอกระบบต่างได้รับผลกระทบโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังพึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนไม่น้อย การประกาศเคอร์ฟิวและภาพข่าวความไม่ปลอดภัย ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง ส่งผลให้รายได้ในพื้นที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรและการค้าขาย เมื่อเศรษฐกิจยังไม่ทันฟื้นตัวเต็มที่ ก็ต้องมาเผชิญเหตุร้ายต่อเนื่อง ทำให้ความเปราะบางของชุมชนท้องถิ่นยิ่งทวีความรุนแรง
ในระดับนโยบาย เหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันครั้งนี้ ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญในกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายหาเสียงของหลายพรรคการเมืองในช่วงที่ผ่านมา มักมุ่งเน้นประเด็นเศรษฐกิจมหภาคหรือความมั่นคงในเชิงแข็ง แต่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับกระบวนการสันติภาพ การพูดคุย การเยียวยา และการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่
ตราบใดที่สันติภาพยังไม่ถูกยกให้เป็นวาระหลัก เหตุรุนแรงในลักษณะนี้ก็อาจยังคงเกิดขึ้นซ้ำ และประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อไป