MGR ออนไลน์ - กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของไทยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ระบุว่าปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนเป็นของไทย
กัมพูชาอ้างว่าปราสาทฮินดูโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ โดยปราสาทตาควายได้รับความเสียหายอย่างหนัก ที่กัมพูชาอ้างว่ามาจากการยิงปืนใหญ่ของไทยในช่วงการสู้รบเดือนธ.ค.
กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้ออกคำแถลงต่อสื่อว่ากระทรวงฯ ย้ำว่าสถานที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชาทั้งหมด และปฏิเสธข้ออ้างของไทยอย่างหนักแน่น
“เรื่องนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนแล้วในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และปี 1907 และแผนที่ที่แนบมาด้วยที่เป็นพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันกับที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยึดถือในคำพิพากษาปี 1962 เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร” กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาระบุ
กระทรวงฯ เสริมว่าการอ้างสิทธิใดๆ ที่อิงจากการจดทะเบียนฝ่ายเดียว การดำเนินการทางฝ่ายปกครองภายในใดๆ ตั้งแต่ปี 1935 หรือแผนที่ที่ไม่ได้รับการยอมรับนั้น ไม่มีผลทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถลบล้างสนธิสัญญาแบบทวิภาคีที่มีผลผูกพันได้
นอกจากนี้ กัมพูชายังกล่าวว่างานบูรณะที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐเจ้าของดินแดน ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางบก (MOU 2000) และบ่อนทำลายจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือของอาเซียน
คำแถลงของกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชายังระบุว่าอีกว่า การยึดครองหรือควบคุมมรดกทางวัฒนธรรมโดยการใช้กำลังทหารหรืออำนาจทางทหารนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ และอนุสัญญากรุงเฮกเพื่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ
“เพื่อผลประโยชน์ของเสถียรภาพของภูมิภาคและความจริงทางประวัติศาสตร์ กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมฝ่ายเดียวทั้งหมดในสถานที่เหล่านี้ หากความขัดแย้งยังคงอยู่ กัมพูชาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและมีผลผูกพันทางกฎหมายผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแทนการใช้กำลังหรือถ้อยคำปลุกปั่น” กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาระบุ
ถ้อยความในคำแถลงยังระบุเสริมว่ากัมพูชายังคงยืนหยัดในหน้าที่ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและรักษาบูรณภาพแห่งพรมแดนของประเทศ.