ผลสำรวจปีล่าสุด พบประเทศประชาธิปไตยเก่าแก่มีความพยายามน้อยลงในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐ โดยที่อเมริกาได้คะแนนต่ำสุดนับจากปี 2012 และคะแนนเฉลี่ยทั่วโลกก็ลงต่ำสุดในรอบระยะเวลากว่าทศวรรษ สำหรับไทยนั้นอยู่อันดับ 116 โดยมีคะแนนลดลง 1 คะแนน แต่อันดับร่วงลงถึง 9 อันดับ
ในวันอังคาร (10 ก.พ.) องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) ได้เปิดเผยดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index) ประจำปี 2025 ซึ่งปรากฏว่า 3 อันดับแรกยังคงเดิมคือ เดนมาร์กที่ครองตำแหน่งนี้มา 8 ปีซ้อน ด้วยคะแนน 89 จาก 100 ตามด้วยฟินแลนด์และสิงคโปร์ ส่วนอันดับล่างสุดเป็นของเซาท์ซูดานและโซมาเลีย โดยมีคะแนนแค่ 9 จากนั้นก็ตามด้วยเวเนซุเอลา
สำหรับไทยนั้นอยู่อันดับ 116 จาก 107 ในปี 2024 โดยมีคะแนนลดลง 1 คะแนน
ทีไอระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่ล้มเหลวในการควบคุมการทุจริต โดย 122 จาก 182 ประเทศและดินแดนในการสำรวจคราวนี้มีคะแนนต่ำกว่า 50 ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 ลดลงจากปีก่อนหน้า 1 คะแนน และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบระยะเวลากว่าทศวรรษ นอกจากนี้ยังมีเพียง 5 ประเทศที่ได้คะแนนเกิน 80 ลดลงจาก 12 ประเทศเมื่อสิบปีที่แล้ว
รายงานระบุว่า มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงที่พวกประเทศประชาธิปไตยมีคะแนนการรับรู้การทุจริตลดต่ำลง เช่น นิวซีแลนด์ที่ได้ 81 คะแนน ลดลง 2 คะแนน สวีเดน 80 คะแนนเท่าเดิม รวมถึงแคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอเมริกาที่ได้ 75, 70, 66 และ 64 คะแนนตามลำดับ
สำหรับอเมริกาอยู่อันดับ 29 โดยมีคะแนนลดลง 1 คะแนนจากปี 2024 และถือเป็นคะแนนต่ำที่สุดนับจากที่ทีไอเริ่มจัดอันดับด้วยเกณฑ์คะแนน 0-100 ในปี 2012 โดย 0 หมายถึงทุจริตสูงสุด และ 100 หมายถึงโปร่งใสสูงสุด
แม้ข้อมูลนี้ไม่ได้สะท้อนพัฒนาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2025 ซึ่งเป็นปีแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา แต่การใช้หน่วยงานสาธารณะเพื่อพุ่งเป้าและจำกัดการแสดงความคิดเห็นขององค์กรอิสระ เช่น ผู้สื่อข่าวหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ตลอดจนถึงการใช้การตัดสินใจเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง การทำให้การเมืองแบบแลกเปลี่ยนและมีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ การดำเนินการที่บ่อนทำลายอิสระของตุลาการ ฯลฯ ล้วนส่งสัญญาณอันตรายว่า การทุจริตกำลังกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ทีไอยังระบุว่า การที่ทรัมป์ระงับการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศและด้อยค่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวบ่งชี้ว่า การให้สินบนและการทุจริตรูปแบบอื่นๆ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ทรัมป์กล่าวเมื่อปีที่แล้วตอนที่ระงับการบังคับใช้กฎหมายปี 1977 ฉบับนี้ที่ห้ามบุคคลหรือบริษัทที่ดำเนินการในอเมริกาให้เงินหรือของกำนัลแก่เจ้าหน้าที่ต่างชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงใหม่หรือรักษาข้อตกลงที่มีอยู่เดิมในประเทศนั้นๆ ว่า กฎหมายดังกล่าวดูดีเมื่ออยู่บนเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นหายนะ โดยในมุมมองของผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น กฎหมายฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อบริษัทอเมริกันอย่างไม่เป็นธรรม
นอกจากนั้น การที่อเมริกาตัดความช่วยเหลือกลุ่มประชาสังคมในประเทศต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลของตนเองยังบ่อนทำลายความพยายามในการต่อต้านการทุจริตทั่วโลก
ข้อมูลในการจัดทำรายงานนี้มาจากแหล่งข้อมูล 13 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารโลก, เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม และบริษัทจัดการความเสี่ยงและให้คำปรึกษา
รายงานยังระบุว่า 50 ประเทศในการสำรวจมีคะแนนลดลงอย่างมากนับจากปี 2012 โดยฮังการีที่ได้ 40 คะแนน, ตุรกี 30 และนิการากัว 14 เป็นส่วนหนึ่งของ 14 ประเทศที่มีคะแนนดิ่งลงมากที่สุด
ขณะเดียวกัน 31 ประเทศมีคะแนนดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสโตเนีย (76 คะแนน) เซเชลส์ (68 คะแนน) และเกาหลีใต้ (63 คะแนน)
รัสเซียยังคงอยู่ด้านท้ายๆ ตาราง ด้วยคะแนน 22 เท่าเดิม เนื่องจากธรรมาภิบาลที่รวมศูนย์อย่างสมบูรณ์และไม่ชัดเจน ซึ่งมีการปิดกั้นและปราบปรามสื่อ กลุ่มประชาสังคม และผู้ต่อต้านทางการเมือง
ทางด้านยูเครนที่ทำสงครามกับรัสเซียมาเกือบ 4 ปีนั้น ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 1 คะแนนเป็น 36 หลังจากคดีทุจริตภาคพลังงานอื้อฉาวบีบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงลาออกจากตำแหน่ง ทีไอระบุว่า การขับเคลื่อนของกลุ่มประชาสังคมช่วยปกป้องสถาบันต่อต้านการทุจริต อย่างไรก็ดี ยูเครนยังต้องปฏิรูปต่อไปเพื่อป้องกันการนำเงินทุนสำหรับการทหารและการฟื้นฟูประเทศไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
(ที่มา: เอพี/เอเอฟพี)