อัยการสูงสุดชี้ขาดสั่งฟ้อง"แชม-ยุรนันท์ "กับ "มิน- พีชญา " ต่อศาลอาญา หลังอธ.ดีเอสไอเห็นแย้งความเห็นอัยการคดีพิเศษที่เคยสั่งไม่ฟ้อง 2บอสดังคดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”
ความคิบหน้ากรณี พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำความเห็นแย้ง อัยการสำนักงานคดีพิเศษ ที่เคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ บอสแซม กับ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ บอสมิน สองดารานักแสดงชื่อดังผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรง ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจฯ และร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป
เมื่อช่วงเดือนเมษา 2568 อ้างเหตุพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา
ซึ่งอธิบดีดีเอสไอ มีความเห็นควรฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ใน 5 ข้อหาหนัก จากนั้นดีเอสไอจึงส่งความเห็นแย้งดังกล่าว ไปยังนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาชี้ขาด
ล่าสุด มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา หนังสือความเห็นชี้ขาดของอัยการสูงสุด ได้ส่งมาที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ เห็นควรชี้ขาดตามความเห็นของอธิบดีเอสไอ "ให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย"
โดยขั้นตอนหลังจากนี้ อัยการคดีพิเศษจะมีการนัดหมายให้ผู้ต้องหาทั้งสองคน มาพบพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องตามคำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุดต่อไป หากตัวผู้ต้องหายังไม่มาตามนัดของอัยการคดีพิเศษ ทางสำนักงานอัยการคดีพิเศษ ก็จะมีหนังสือให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปนำตัวผู้ต้องหามาส่งพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา
รายงานว่าคดีนี้เดิมอัยการคดีพิเศษ สั่งไม่ฟ้องบอสมิน และ บอสเเซม โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานรวมถึงสัญญาจ้างระบุว่าทั้งสองเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ เเละการขึ้นเวทีพูดในลักษณะขายสินค้า ไม่ได้ชักชวนคนมาสมัครเเตกต่างจาก นาย กันต์ กันตถาวรกันต์ หรือบอสกันต์ซึ่งชวนคนมาสมัคร เเละในสัญญาจ้างเเม้ระบุเเม้เป็นผู้บริหาร เเต่ก็เป็นเรื่องขายโปรดักส์ ไม่ได้เป็นเรื่องชวนคน มาสมัคร
เเหล่งข่าวจากดีเอสไอระบุว่า คดีนี้ทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเเย้งทุกข้อหา เพราะเชื่อว่าสิ่งที่คณะทำงานพิจารณาจากพยานหลักฐานมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องถูกต้องเเล้ว ที่อัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้องเพราะว่าจากพยานหลักฐานไม่เชื่อว่าเป็นการกระทำผิด เเละทัังสองคนมีสัญญาเเละทำงานได้เงินตามสัญญานั้นทางอธิบดีดีเอสไอไม่เห็นด้วยจึงทำความเห็นเเย้งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด
ส่วนเหตุผลที่อธิบดีดีเอสไอเห็นเเย้งในตอนนั้น เนื่องจากมองว่าจากการสืบสวนสอบสวนตามเดิมว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีหลักฐานว่าไปเป็นพรีเซนเตอร์ซึ่งได้รับค่าจ้าง ค่าตอบเเทนที่สูง ทัังตัวบอสมินเเละบอสเเซมเเม้จะอ้างว่ารับจ้างเป็นเเค่พรีเซนเตอร์เเต่กลับมีการดำเนินการมากกว่าปกติขึ้นเวทีบรรยายอวดอ้าง เป็นการโน้มน้าวชักจูงจนมีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก น่าจะรู้เห็นถึงเเผนธุรกิจมากกว่าเเค่เป็นพรีเซนเตอร์ เเละน่าจะรู้ว่าดิไอคอนเป็นเเชร์ลูกโซ่ตั้งเเต่เเรก เพราะประชาชนที่โดนหลอกลงทุนเชื่อมั่นในบอสเเซมกับมิน ว่าเป็นระดับผู้บริหารในบริษัทดิไอคอนก็เลยมาลงทุนซื้อของ กับบริษัทนี้ บทบาทไม่ต่างกับบอสกันต์
เเละนอกจากนี้คดีดิไอคอนยังมีสำนวนคดีที่ 2 ที่เป็นคดีนอกราชอาณาจักรอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยผู้ต้องหาเป็นกลุ่มคนชุดเดียวกับสำนวนคดีเเรก ถ้าอธิบดีดีเอสไอไม่ทำความเห็นเเย้งอัยการคดีพิเศษที่สั่งไม่ฟ้อง ก็จะส่งผลทำให้สำนวนคดีที่ 2 พนักงานสอบสวนจะไม่สามารถเเจ้งข้อหากับบอสมินและบอสเเซมได้
ยังมีข้อสำคัญอีกประการคดีนี้เป็นคดีสำคัญ คดีที่ดีเอสไอสั่งฟ้องเเต่เดิมก็เป็นความเห็นของอธิบดีดีเอสไอ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเห็นสมควรฟ้องไปเเล้วก็ไม่มีเหตุที่จะกลับคำสั่งตัวเอง