ไทเปนั่งไม่ติด หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์คุยกับสีเรื่องแผนขายอาวุธให้ไต้หวัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจละเมิดหลักการของนโยบายการต่างประเทศที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับไทเปมานานหลายสิบปี
วันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขายอาวุธให้ไต้หวันและจะมีการตัดสินใจเร็วๆ นี้ พร้อมย้ำว่า ตนเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประมุขจีน
คำพูดดังกล่าวจุดชนวนการถกเถียงในหมู่ผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองว่า อาจเป็นการส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายของอเมริกาต่อไต้หวันก่อนที่ทรัมป์จะเยือนจีนในเดือนเม.ย.หรือไม่
แบบอย่างอันตราย?
วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือของอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป ชี้ว่า การที่ทรัมป์เอาเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันไปคุยกับสี อาจละเมิด “หลักประกัน 6 ประการ” ข้อที่ 2 ที่ระบุว่า อเมริกาต้องไม่หารือกับจีนในประเด็นดังกล่าว
หยางเสริมว่า ทรัมป์อาจสร้างแบบอย่างอันตรายที่เปิดโอกาสให้ปักกิ่งตั้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวันของอเมริกา
ความตึงเครียดระหว่างอเมริกากับจีนมีที่มาจากการที่ปักกิ่งอ้างสิทธิ์ว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนซึ่งหากจำเป็นอาจใช้กำลังเข้าผนวก โดยจีนห้ามประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับตนเองสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน และส่งเรือรบและเครื่องบินวนเวียนใกล้เกาะมังกรน้อยเป็นประจำ
สำหรับอเมริกานั้น ในเวลาที่สถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติกับจีนนั้น ก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับรองเช่นกันว่า ประเทศจีนนั้นมีจีนเดียว นั่นคือสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ดี แม้วอชิงตันไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นผู้สนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการและผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน รวมทั้งอเมริกายังออกกฎหมายซึ่งระบุว่า มีหน้าที่ในการจัดหาอาวุธเพื่อให้ไทเปสามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีของจีน จากนั้นก็อ้างกฎหมายฉบับนี้ในเวลาที่จะขายอาวุธให้ไต้หวัน
เดือนธ.ค. คณะบริหารทรัมป์ประกาศขายอาวุธมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อปักกิ่ง และระหว่างหารือทางโทรศัพท์เมื่อเดือนที่แล้ว สีเตือนทรัมป์ว่า อเมริกาต้องจัดการเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวันอย่างระมัดระวัง
สียังย้ำว่า ไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-อเมริกา
สามเสาหลักสัมพันธ์อเมริกา-ไต้หวัน
เลฟ แนชแมน ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ระบุว่า นโยบายของอเมริกาต่อไต้หวันนั้นอิงกับ 3 เสาหลัก
เสาหลักแรกและเป็นเสาหลักเดียวที่บังคับใช้เป็นกฎหมายคือ กฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวันที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาสหรัฐฯในปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่อเมริกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนและตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน กฎหมายนี้กำหนดให้อเมริกาต้องให้การสนับสนุนเพื่อให้ไต้หวันป้องกันตนเองได้ รวมทั้งถือว่า ภัยคุกคามต่อไต้หวันทั้งหมดเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของอเมริกา
เสาหลักที่สองคือ แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับระหว่างรัฐบาลอเมริกากับรัฐบาลจีนในทศวรรษ 1970 และ 1980 ที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่รวมถึงไต้หวัน ภายใต้แถลงการณ์เหล่านี้ อเมริกายอมรับว่า มีเพียงจีนเดียวแต่ไม่ได้ให้การรับรองการกล่าวอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือไต้หวันของปักกิ่ง แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับนี้เป็นพื้นฐานของนโยบายที่คลุมเครือต่อไต้หวัน และทำให้อเมริกามีช่องทางในการให้การสนับสนุนไทเปโดยที่ไม่ได้ละเมิดข้อตกลงทางการทูตกับจีน
สุดท้ายคือ หลักประกัน 6 ประการที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ความมั่นใจกับไต้หวันว่า จะได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาอย่างต่อเนื่อง
ฮู เตียงบุน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเปียงยางในสิงคโปร์ ระบุว่า การเปิดเผยของทรัมป์ทำให้ดูเหมือนว่า จีนอาจมีส่วนในการตัดสินใจว่า อเมริกาจะขายอาวุธให้ไต้หวันมากน้อยแค่ไหน
ฮูเสริมว่า แม้ท้ายที่สุดอเมริกาเป็นผู้อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน แต่การกระทำของทรัมป์กระตุ้นให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองว่า การขายอาวุธให้ไต้หวันอาจกลายเป็นประเด็นต่อรองระหว่างอเมริกากับจีน
ประเด็นร้อนทริปทรัมป์เยือนปักกิ่ง
ทรัมป์มีแผนเยือนจีนในเดือนเม.ย. และมีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะเป็นประเด็นหารือสำคัญระหว่างพบปะกับสี เช่นเดียวกับประเด็นอื่นๆ เช่น การค้า และการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง
หยางชี้ว่า การที่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ทรัมป์จะหารือเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันระหว่างเยือนจีนอีกหรือไม่ ทำให้ทางฝั่งไต้หวันสงสัยว่า อเมริกาจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ ถ้าตนเองถูกจีนโจมตี และความสงสัยนี้เป็นสิ่งที่ปักกิ่งต้องการ
ขณะนี้ รัฐบาลไต้หวันที่สนับสนุนการประกาศเอกราชที่นำโดยประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ กำลังประสบปัญหาในการหาเงินไปจ่ายค่าอาวุธที่ทำข้อตกลงกับอเมริกาไปแล้ว โดยเมื่อวันจันทร์ ฝ่ายค้านในรัฐสภาประกาศว่า จะตรวจสอบงบประมาณกลาโหมพิเศษ 40,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสภาเปิดประชุมอีกครั้งในวันที่ 23 ก.พ.
(ที่มา: เอพี, MGRonline)