เสียงเตือน 'วิษณุ–จรัญ'
เลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ
กกต.กำลังไร้ทางรอด
กระแสข้อถกเถียงเรื่อง “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” กำลังร้อนแรงต่อเนื่อง ภายหลังจากที่นักกฎหมายคนสำคัญอย่าง 'วิษณุ เครืองาม' อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ 'จรัญ ภักดีธนากุล' อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ
เนื่องจากประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ ซึ่งอาจกระทบต่อหลักการการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งการที่อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแสดงความเห็นในแนวทางเดียวกัน ย่อมทำให้ประเด็นนี้มีน้ำหนักและได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ทั้งฝ่ายที่เห็นว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอน กับฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความครบถ้วนสมบูรณ์ของกระบวนการ แต่การที่บุคคลซึ่งมีบทบาทและประสบการณ์โดยตรงในแวดวงกฎหมายมหาชนออกมาแสดงความเห็นในลักษณะเดียวกัน ย่อมทำให้ข้อถกเถียงนี้มีน้ำหนักและถูกจับตามองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เหตุผลหนึ่งที่นายวิษณุ ให้ไว้ระหว่างบรรยายหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คือ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย จะมาตรวจสอบย้อนหลังกันไม่ได้
ด้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ก็ให้ความเห็นในรายการคมชัดลึกตอนหนึ่งในทำนองเดียวกันว่า ถ้าพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าตรวจสอบย้อนหลังไปได้ทุกบัตร โอกาสที่จะถูกวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แต่ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% เพราะยังไม่เคยมีบรรทัดฐานแบบนี้มาก่อน ไม่เหมือนเมื่อปี พ.ศ. 2549 ขณะนั้นชัดเจนและมีกรณีเกิดขึ้นจริงว่าไม่ลับตั้งแต่ตอนลงคะแนน ไม่ใช่ตอนตรวจสอบย้อนหลัง
มองจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่างานนี้กกต.กำลังตกที่นั่งลำบากพอสมควร เพราะกกต.เองยอมรับว่าข้อมูลบนบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้ในทางปฏิบัติกกต.จะมีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งที่ห้ามไม่ให้เข้าถึงก็ตาม อีกทั้ง ในการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขต7จังหวัดปทุมธานี เมื่อไม่นานนี้ก็เกิดพฤติกรรมชวนให้สงสัย คือ เจ้าหน้าที่ขานคะแนนพร้อมกับเอานิ้วปิดบังบาร์โค้ด ยิ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าบัตรเลือกตั้งกำลังมีปัญหาจริงๆ เพราะเป็นการสร้างภาพสะท้อนว่ากกต.มีความตระหนักถึงความอ่อนไหวของข้อมูลดังกล่าว การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความได้สองทาง ด้านหนึ่งอาจเป็นความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่จำเป็น แต่อีกด้านหนึ่งก็ยิ่งตอกย้ำว่าบาร์โค้ดมีนัยสำคัญบางประการที่ไม่อาจมองข้าม
สถานการณ์นี้ทำให้ กกต. ตกอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก เพราะหากมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรับวินิจฉัย ประเด็นจะไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องการตีความหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย หากศาลเห็นว่าการมีบาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เป็นการละเมิดหลักการลงคะแนนลับ ผลที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และอาจต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยังอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองในวงกว้าง ทั้งในแง่ความชอบธรรมของผู้ได้รับเลือกตั้ง และเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ช่วงเวลานี้เป็นห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เหลือเพียงการรอว่าเรื่องจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่ และศาลจะชี้ขาดอย่างไร ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด คำวินิจฉัยครั้งนี้ย่อมมีนัยสำคัญเกินกว่าคดีหนึ่งคดี เพราะอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดมาตรฐานของกระบวนการเลือกตั้งไทยในอนาคต พร้อมกับผลที่อาจตามมาอย่างคาดไม่ถึงทั้งในทางกฎหมายและทางการเมือง