เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ณ โรงแรมอเล็คซานเดอร์ หัวหมาก กทม.มูลนิธิซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ภายใต้การมอบหมายของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ให้ ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ รองประธานมูลนิธิ จัดงานระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬา นักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อถอดบทเรียนและหาทางออกสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติในอนาคต
ก่อนเริ่มเสวนา นายวิวัฒน์ วิกรานตโนรส ผู้แทนมูลนิธิ วางกรอบประเด็นเน้นการค้นหาปัญหาและอุปสรรค เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ต่อด้วยนายกองชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ชี้ว่าซีเกมส์พยายามยกระดับสู่มาตรฐานสากล จำกัดกีฬาพื้นบ้านไม่เกิน 4 ชนิด พร้อมเพิ่มมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศ อีกทั้งยังหารือการเสนอตัวจัดยูธโอลิมปิก 2030 ซึ่งจะครบเส้นตาย 20 มี.ค.นี้ แต่ติดเงื่อนไขประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลรับรอง อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญ
ขณะที่นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหางบประมาณ จากเดิมกว่า 30 ชนิดกีฬา เพิ่มเป็นกว่า 50 ชนิด แต่วงเงินเท่าเดิม แถมเผชิญปัญหาชายแดนและอุทกภัยภาคใต้ กระทบการสนับสนุนด้านกีฬา
“ด้านบิ๊กแป๊ะ” ถิรชัย วุฒิธรรม เสนอให้ปลดล็อกกรอบงบประมาณ เพราะทราบล่วงหน้าว่าต้องเป็นเจ้าภาพ
“อ.หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน จากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย มองว่าฟุตบอลไทยไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ตรงช่วงฟีฟ่าเดย์ นักเตะต้องรับใช้สโมสร เกิดความล้า พร้อมย้ำว่า ซีเกมส์คือก้าวแรกสู่เวทีระดับทวีป ไม่ควรถูกมองข้ามและที่สำคัญสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฟุตบอลไทยในซีเกมส์ว่า ไม่อยู่ในช่วงฟีฟ่าเดย์ นักเตะทีมชาติต้องกลับไปเล่นให้สโมสรสภาพนักกีฬาจึงไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันต่างจากยุคที่ไทยคว้าแชมป์ 8 สมัย ซึ่งยังไม่มีระบบฟุตบอลอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้อง หากหยุดลีก สโมสรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง พร้อมย้ำว่าไม่ควรมองข้ามซีเกมส์ เพราะเป็นเวทีแรกสู่ระดับทวีป
พร้อมกันนั้นสื่อมวลชนเสนอให้พัฒนาการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงมากขึ้น ทั้งข้อมูลโปรแกรมแข่งขัน ช่องถ่ายทอดสด และการเข้าถึงการรับชม เพื่อไม่ให้ประชาชนพลาดโอกาสร่วมเชียร์
ปิดท้ายที่ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร ในนามของผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาสะท้อนว่าหนึ่งในมิติและที่ถือว่าเป็นหัวใจของการจัดการแข่งขันคือเรื่องการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์จึงขอฝากให้ผู้เกี่ยวข้องพึงตระหนักและไม่ควรละเลยเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้ของประชาชนเพื่อเป็นเจ้าภาพที่ดีผ่านการสื่อสารประประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง
ช่วงท้าย นายวิวัฒน์ สรุปว่าทุกปัญหาจะถูกนำไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมชี้ว่าการเสนอตัวยูธโอลิมปิกต้องมีเป้าหมายชัดเจนและได้รับการผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ หลังไทยเคยพลาดโอกาสจัดมหกรรมใหญ่ในอดีต การเป็นเจ้าภาพกีฬานานาชาติไม่เพียงพัฒนาวงการกีฬา แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวมด้วย