xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อการข่มขู่คุกคามของทรัมป์ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ของจริง’ ในอิหราน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ (Nimitz-class) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขณะฝึกการเลี้ยวกลับด้วยความเร็วสูงในมหาสมุทรแอตแลนติก  ทั้งนี้ เวลานี้ เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้พร้อมกับเรือรบอื่นๆ ในหมู่เรือโจมตีของมัน กำลังถูกส่งเข้าไปคุมเชิงอยู่ในตะวันออกกลาง และตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะเข้าโจมตีอิหร่าน (ภาพถ่ายและเผยแพร่โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ)
(จากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/when-trumps-bluff-meets-reality-on-iran/)

When Trump’s bluff meets reality on Iran
by Leon Hadar
16/02/2026

ความเพ้อฝันที่ว่าด้วยการใช้แรงกดดันระดับสูงสุดบวกกับการคุกคามด้วยกำลังทหาร จะทำให้อิหร่านต้องคุกเข่าจอมจำนน เป็นสิ่งที่ได้เคยถูกพิสูจน์ทดสอบมาครั้งแล้วครั้งเล่า และแต่ละคราวก็มีแต่ประสบความล้มเหลว

อีกครั้งหนึ่งของวิกฤตการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน, อีกรอบหนึ่งของการจัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและการยื่นคำขาด, อีกชุดหนึ่งของคำทำนายคาดการณ์ว่ากำลังจะเกิดสงครามขึ้นมารอมร่อแล้ว กระนั้นเราก็ยังคงกลับมาอยู่ที่ตรงจุดนี้กันอีกครั้งหนึ่ง เฝ้าจับตามองวอชิงตันกับเตหะรานท้าทายตอบโต้กันในการเริงระบำอันแสนคุ้นเคยของพวกเขาที่แต่ละฝ่ายมุ่งมั่นพยายามก้าวไปให้ชิดจุดเกือบสุดตกขอบให้ได้มากที่สุด –กระทั่งกลายเป็นศิลปะความเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างชวนหดหู่ใจที่สามารถคาดการณ์พยากรณ์ล่วงหน้าได้ในตลอดระยะเวลา 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

การเผชิญหน้าครั้งปัจจุบัน ซึ่งจุดชนวนขึ้นมาด้วยการที่อิหร่านปราบปรามการประท้วงลุกฮือภายในประเทศอย่างโหดเหี้ยม และอเมริกาจัดส่งหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่นำโดย เรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางเข้าไปยังอ่าวเปอร์เซีย ก็ดำเนินไปตามบทซึ่งเราได้พบเห็นกันมาก่อนแล้วเช่นกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาข่มขู่คุกคามอิหร่านว่ากำลังจะต้องเจอกับ “บางสิ่งบางอย่างที่โหดมากๆ” เวลาเดียวกันนั้นก็ยอมรับว่ากำลังมีการพูดจากับทางเตหะรานคู่ขนานไปด้วย ทางด้านผู้นำสูงสุดของอิหร่านก็เตือนอเมริกาว่า จะเกิดการบานปลายขยายตัวเป็น “สงครามภูมิภาค” เวลาเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของเขาก็เสาะหาทางทำการเจรจา “อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม” กับสหรัฐฯ โดยมีทางโอมานเป็นคนกลาง พวกมหาอำนาจในภูมิภาค –ทั้ง ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), ซาอุดีอาระเบีย ต่างก็วิ่งวุ่นหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการสู้รบขัดแย้งที่พวกเขาไม่มีรายไหนเลยปรารถนาให้เกิดขึ้น

เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร? มันน่าจะยุติลงด้วยวิธีการอย่างเดียวกับการเผชิญหน้ากันทำนองนี้ได้เคยปิดฉากลงเรื่อยมานั่นแหละ ไม่ใช่ด้วยเสียงตูมตามโครมคราม แต่ด้วยการหวนกลับคืนสู่สถานะเดิมในอาการฮึดฮัดไม่เต็มใจ โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างภาพว่าฝ่ายตนได้รับชัยชนะในทางยุทธศาสตร์

ความเพ้อฝันที่ว่าการออกแรงบีบคั้นระดับสูงสุดบวกกับการคุกคามที่จะใช้กำลังทหาร จะสามารถทำให้อิหร่านยอมจำนน ได้ถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกและแต่ละครั้งก็ล้วนแต่ประสบความล้มเหลว คณะบริหารทรัมป์ชุดแรกได้ถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA ในปี 2018 แล้วจากนั้นก็เปิดการรณรงค์ใช้ “แรงบีบคั้นสูงสุด” ต่อเตหะราน ทว่าก็ไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมคุกเข่าก้มหัวให้ –ในความเป็นจริงแล้ว อิหร่านกลับสามารถพัฒนาความสามารถในการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมของตนเองให้สูงขึ้น จนถึงระดับใกล้เคียงกับที่จะนำไปใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วยซ้ำ
(JCPOA คือข้อตกลงเรื่องการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านระหว่างเตหะรานกับพวกชาติมหาอำนาจ ซึ่งกว่าจะเห็นชอบกันได้ต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองกันเป็นแรมปี แต่เมื่อทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ก็ประกาศนำสหรัฐฯถอนตัวทันที ซึ่งมีผลให้ข้อตกลงนี้ล้มเหลวลงในทางพฤตินัย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Joint_Comprehensive_Plan_of_Action -ผู้แปล)

การที่อิสราเอลและอเมริกาเข้าโจมตีพวกสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ย่อยยับลงได้ แต่ดูเหมือนกลับกลายเป็นการเร่งรัดทำให้เตหะรานมีความมุ่งมั่นยิ่งขึ้นที่จะต้องได้ขีดความสามารถแห่งการป้องปรามมาไว้ในครอบครอง

เวลานี้ เรากำลังได้รับการบอกกล่าวว่าการจัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติมเข้าไป และการข่มขู่ที่จะเปิดการรณรงค์ถล่มระเบิดใส่อิหร่านกันอย่างยืดเยื้อ (ไม่ใช่แค่โจมตีระลอกเดียวแล้วเลิก อย่างที่กระทำในเดือนมิถุนายน 2025) จะเป็นหนทางซึ่งอย่างไรก็ตามแต่ จะนำไปสู่ความสำเร็จชนิดที่แรงกดดันที่ผ่านมามีแต่ล้มเหลวไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามต้องการได้ อย่างไรก็ดี สิ่งนี้กลับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจผิดพลาดระดับขั้นพื้นฐานในเรื่องที่ว่า การทูตเชิงบังคับ (coercive diplomacy) จริงๆ แล้วทำงานกันยังไง คุณไม่สามารถที่จะทิ้งระเบิดใส่ประเทศหนึ่งเพื่อให้ยอมจำนน โดยในเวลาเดียวกันนั้นก็เรียกร้องให้ประเทศนั้นมาเจรจาด้วยฐานะอันอ่อนแอได้หรอก ความขัดแย้งเช่นนี้ไม่ใช่อยู่แค่ระดับยุทธวิธีเท่านั้นด้วย –มันอยู่ในระดับยุทธศาสตร์ทีเดียว

ขอให้ลองพิจารณาดูความเป็นจริงในทางปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้นมา แต่เป็นสิ่งซึ่งพวกนักกวัดแกว่งดาบจอมข่มขู่ของอเมริกาชอบที่จะทำเป็นมองไม่เห็น กระทั่งถ้าหากสหรัฐฯเปิดการรณรงค์ทางอากาศเล่นงานพวกสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์และทางทหารของอิหร่านอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อ –ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าอาจต้องใช้เวลาในการปฏิบัติการกันหลายสัปดาห์ทีเดียว – อิหร่านก็จะยังคงมีขีดความสามารถในการตอบโต้แก้เผ็ดระดับน่าเกรงขามในครอบครองอยู่ดี

คลังแสงขีปนาวุธของเตหะรานนั้น สามารถยิงไปถึงฐานทัพสหรัฐฯทุกๆ แห่งในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่กาตาร์ไปจนถึงอิรัก ขณะเดียวกัน พวกกองกำลังอาวุธที่เป็นตัวแทนของพวกเขา ถึงแม้อ่อนกำลังลงกว่าเมื่อก่อนแล้ว ก็ยังคงรักษาศักยภาพที่จะทำการโจมตีในทั่วทั้งภูมิภาคได้อยู่นั่นเอง แล้วที่สำคัญ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นทางผ่านของการขนส่งน้ำมันปริมาณ 20% ของโลก ยังคงอยู่ในสภาพที่อ่อนแออาจถูกโจมตีได้ง่ายๆ

หรือคำถามระดับรากฐานยิ่งกว่านั้นอีก ในที่นี้ ขอตั้งคำถามข้อสำคัญยิ่งยวดที่ดูเหมือนการวางแผนของวอชิงตันจะคอยหลบหลีกไม่ยอมให้คำตอบอยู่เรื่อยมาสักหน่อยเถอะ นั่นคือ จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการโจมตีทิ้งระเบิดยุติลง? มีใครบ้างที่เชื่ออย่างจริงๆ จังๆ ว่า การบดขยี้พวกสถานที่ตั้งของอิหร่านให้พินาศยับเยินไป จะทำให้เกิดระบอบปกครองหัวอ่อนในอิหร่านซึ่งกระตือรือร้นที่จะยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของฝ่ายอเมริกันขึ้นมาได้?

ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าก็คือ กระแสตอบโต้กลับแบบนักชาตินิยมซึ่งมีแต่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่พวกสายแข็งกร้าว, ยิ่งเร่งรัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (โดยที่คราวนี้เรื่องนี้จะกลายเป็นความถูกต้องชอบธรรมทางการเมืองภายในอิหร่านขึ้นมาอีกด้วย), และแปรเปลี่ยนสิ่งที่ปัจจุบันยังคงเป็นความสัมพันธ์ฉันศัตรูซึ่งยังพอบริหารจัดการได้ ให้กลายเป็นความอาฆาตแค้นชนิดต้องใช้เลือดล้างเลือดกันอย่างแท้จริงขึ้นมา

การเทียบเคียงกับสิ่งซึ่งเคยเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ๆ นี้ ก็ควรทำให้เราหยุดพักเพื่อขบคิดไตร่ตรองกันให้รอบคอบเช่นเดียวกัน การเข้าแทรกแซงทางทหารของอเมริกันในตะวันออกกลาง – ตั้งแต่ เลบานอนในปี 1983 ไปจนถึงอิรักในปี 2003 และไปจนถึงลิเบียในปี 2011—ต่างก่อให้เกิดผลลัพธ์ซึ่งเลวร้ายเสียยิ่งกว่าปัญหาที่พวกเขามุ่งหวังที่จะเข้าไปแก้ไขกันทั้งนั้น ภูมิภาคนี้กลาดเกลื่อนไปด้วยเศษซากของพวกมหายุทธศาสตร์ซึ่งแลดูฉลาดหลักแหลมในเวลานำเสนอผ่านโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ ทว่าล้มครืนไม่เป็นท่าเพื่อสัมผัสเข้ากับสภาพความเป็นจริงของตะวันออกกลาง

การลุกฮือภายในประเทศของอิหร่าน ขณะที่ต้องถือเป็นเรื่องทรงความสำคัญ แต่มันก็ยังไม่ได้มีผลถึงขึ้นสร้างความเปลี่ยนแปลงแนวทางการคิดคำนวณนี้จนถึงระดับรากฐานแต่อย่างใด เป็นความจริงทีเดียว ระบอบปกครองนี้เผชิญกับพลังซึ่งท้าทายความถูกต้องชอบธรรมแห่งการดำรงอยู่ของมันอย่างจริงจัง เป็นความจริงทีเดียว การประท้วงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความลำบากยากแค้นและความไม่พอใจซึ่งหยั่งรากลึกมาก

แต่ความคิดที่ว่า การปฏิบัติการทางทหารของอเมริกันไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มอำนาจให้แก่กลุ่มพลังฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการช่วยรณรงค์ให้ชาวอิหร่านบังเกิดความคิดชาตินิยมและหันมาแสดงความภักดีอยู่รอบๆ ธงชาติของตนนั้น คือการหลอกลวงซึ่งเพิกเฉยละเลยพลังอำนาจของลัทธิชาตินิยมอย่างน่าตกตะลึงยิ่ง ลองถามพวกคุณเองดูเถอะ เมื่อมีพวกมหาอำนาจต่างชาติบอมบ์ใส่ประเทศของคุณ พวกคุณจะประณามรัฐบาลของพวกคุณ หรือว่าจะประณามพวกต่างชาติที่กำลังทิ้งลูกบอมบ์ล่ะ?

ความยากลำบากเหล่านี้ ยังมีมิติทางภูมิภาคเข้ามาทำให้มันยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นอีก ถึงแม้ว่าพวกมหาอำนาจภูมิภาคมีความคิดเห็นผิดแผกแตกต่างไปจากเตหะราน แต่ไม่ว่าตุรกี หรือพวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซีย หรือกระทั่งคณะผู้นำชุดปัจจุบันของอิสราเอล ก็ไม่มีใครแสดงความกระตือรือร้นที่จะได้เห็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านแบบเต็มพิกัดระเบิดตูมตามขึ้นมา

พวกเขายอมรับรู้รับทราบสิ่งที่วอชิงตันดูเหมือนตั้งอกตั้งที่จะละเลยเมินเฉย นั่นคือ การสู้รบขัดแย้งเช่นนี้จะทำลายเสถียรภาพของทั่วทั้งภูมิภาค, เป็นอุปสรรคขัดขวางตลาดพลังงาน, มีศักยภาพที่จะดึงเอารัสเซียและจีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, และก่อให้เกิดความวุ่นวายโกลาหลชนิดที่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็จะทำให้สงครามกลางเมืองในซีเรียแลดูเหมือนกับเป็นสิ่งที่พอจะบริหารจัดการได้เลยทีเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ วิกฤตการณ์คราวนี้จะสามารถคลี่คลายด้วยตัวมันเองอย่างแท้จริงได้หรือ และหากว่าได้ มันจะคลี่คลายด้วยวิธีการเช่นใด? มันเป็นไปได้ด้วยการใช้กระบวนการแห่งการมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตที่แลดูจืดชืดไร้เสน่ห์ ซึ่งอันที่จริงทั้งสองฝ่ายก็กำลังหาทางกระทำอยู่แล้ว แม้กระทั่งในเวลาที่พวกเขาตอบโต้แลกเปลี่ยนคำขู่กันไปมา การเจรจาที่มีโอมานเป็นคนกลาง คือตัวแทนของเส้นทางเดินไปข้างหน้าซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงเพียงสายเดียวที่มีอยู่ในเวลานี้ เป็นไปได้สูงที่การมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตเช่นนี้จะไม่สามารถก่อให้เกิดหนทางแก้ไขปัญหาแบบครอบคลุมรอบด้านขึ้นมาได้ –โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านก็มีความสลับซ้อบซ้อนเกินไปและมีความเป็นปรปักษ์กันสูงเกินไปกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

แต่ถึงกระนั้น พวกเขายังคงสามารถที่จะทำความตกลงดำเนินการแบบชั่วคราวบางอย่างบางประการ เพื่อแก้ไขคลี่คลายความกังวลเฉพาะหน้าหลายๆ เรื่อง เป็นต้นว่า อาจมีการกำหนดเงื่อนไขข้อจำกัดบางประการในเรื่องการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน โดยแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่นลงมาในขอบเขตจำกัด, การทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมระดับภูมิภาค, และการจัดตั้งพวกกลไกเอป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทางการทหารบานปลายขยายตัวออกไป

ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมไม่สามารถสร้างความพออกพอใจให้แก่ฝ่ายไหนได้อย่างสมบูรณ์เต็มที่ พวกสายเหยี่ยวในสหรัฐฯจะต้องประนามว่ามันเป็นการอ่อนข้อเอาอกเอาใจฝ่ายตรงข้าม พวกสายแข็งในอิหร่านจะอ้างว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าความคิดเห็นของพวกเขาต่างหากที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี มันสามารถเอาชนะทางเลือกอีกทางหนึ่งได้ นั่นคือ ทางเลือกของการทำสงคราม ซึ่งอเมริกาจะไม่สามารถจะเป็นผู้ชนะในทางการทหาร, ไม่สามารถที่จะแบกรับผลพวงในทางการเมือง, และไม่สามารถที่จะทำให้เป็นสิ่งยอมรับกันภายในประเทศ ทั้งนี้ผลสำรวจที่จัดทำกันเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า 85% ของชาวอเมริกันคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่าน ตัวเลขนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะเราจะพูดว่า คราวนี้มันจะแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ

คณะบริหารทรัมป์เผชิญกับการต้องตัดสินใจเลือก พวกเขาสามารถที่จะเดินหน้าแสวงหาความฝันเฟื่องเพ้อพกต่อไปอีก โดยวาดหวังว่าการข่มขู่คุกคามและแรงกดดันจะสามารถทำให้อิหร่านพังครืนลงได้ ทว่ามันคือความเสี่ยงที่จะเกิดการสู้ขัดแย้งซึ่งไม่ได้เอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายอเมริกันหรือเป็นผลดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาคแต่อย่างใด หรือไม่พวกเขาสามารถเลือกที่จะยอมรับความเป็นจริงอันยุ่งเหยิงวุ่นวายที่ว่า การทำความตกลงกันอย่างยั่งยืนกับพวกมหาอำนาจที่เป็นปรปักษ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการอ่อนข้อรอมชอมจากทั้งสองฝ่าย มันไม่สามารถที่จะตั้งหน้าตั้งตาเรียกร้องแต่เพียงฝ่ายเดียวได้

นี่ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งผลประโยชน์ต่างๆ ของฝ่ายเมริกัน หรือการเพิกเฉยไม่รู้ไม่ชี้กับพวกกิจกรรมอันเลวร้ายของฝ่ายอิหร่าน มันหมายถึงการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เหล่านั้นโดยผ่านพวกนโยบายที่มีความยั่งยืน แทนที่จะตั้งท่าวางตำแหน่งของตนเองเอาไว้ในแบบผู้ที่ต้องการให้ได้สิ่งต่างๆ มามากที่สุด ซึ่งแม้มันจะดูหนักแน่นแข็งแกร่งทว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถบงการบังคับอะไรจริงๆ ได้หรอก

มันหมายถึงการจำแนกแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่เป็นความกังวลทางด้านความมั่นคงระดับแกนกลาง --ดังเช่น การป้องกันไม่ให้มีการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์, การพิทักษ์คุ้มครองบุคลากรชาวอเมริกัน— และสิ่งที่เป็นการแข่งขันระดับภูมิภาคในวงกว้าง ซึ่งสามารถที่จะบริหารจัดการได้โดยอาศัยพวกเครื่องมือทางการทูตและเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แทนที่จะใช้กำลังทหาร

วิกฤตการณ์ในปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงที่จะยุติลงเฉกเช่นที่วิกฤตการณ์ทำนองเดียวกันนี้ส่วนใหญ่ปิดฉากลง นั่นคือ ด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก้าวถอยหลังออกมาจากจุดสุดขอบ, กล่าวอ้างว่าพวกเขาบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกเขาแล้ว, แต่ขณะเดียวกันนั้น ความตึงเครียดในระดับรากฐานยังคงมิได้รับการแก้ไขคลี่คลาย

อิหร่านจะยังคงเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมในระดับต่างๆ ซึ่งจะประคับประคองขีดความสามารถในการจ่ออยู่ตรงธรณีประตูแห่งการก้าวข้ามไปสู่อาวุธนิวเคลียร์เอาไว้ โดยที่ไม่ได้ก้าวข้ามไปสู่การผลิตอาวุธเช่นนี้กันจริงๆ ส่วนสหรัฐฯก็จะยังคงรักษาการปรากฏตัวทางทหารและมาตรการแซงก์ชั่นเอาไว้ต่อไป ในเวลาเดียวกับที่แสวงหาหนทางที่จะมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะๆ สำหรับพวกมหาอำนาจภูมิภาคทั้งหลายก็จะเดินเกมหมากรุกของพวกเขาเองทั้งกับวอชิงตันและกับเตหะรานกันต่อไป

นี่ไม่ได้เป็นบทสรุปที่น่าพึงพอใจแต่อย่างใด มันไม่ได้เสนอหนทางแก้ไขอันชัดเจนซึ่งพวกผู้วางนโยบายขบคิดจัดวางเอาไว้ หรือเป็นการได้ชัยชนะอย่างน่าตื่นตาตื่นใจซึ่งจะกลายเป็นเหตุผลความชอบธรรมสำหรับรองรับการจัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าตะวันออกกลาง ตลอดจนการออกญัตติฉบับต่างๆ ของทางรัฐสภา

อย่างไรก็ดี มันสะท้อนถึงความเป็นจริงที่ว่าปัญหาบางอย่างบางประการนั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขคลี่คลายได้ –ทำได้เพียงแค่ต้องคอยบริหารจัดการให้ดี ยิ่งสำหรับในตะวันออกกลาง ซึ่งความพยายามครั้งต่างๆ ของฝ่ายอเมริกันที่จะแก้ไขปัญหา มีแต่กลับทำให้สิ่งต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงด้วยแล้ว การบริหารจัดการจึงกำลังกลายเป็นสิ่งที่เริ่มแลดูเหมือนกับเป็นสติปัญญา

หากไม่เอาทางนี้ ทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือ สงครามของอเมริกันในตะวันออกกลางอีกสงครามหนึ่ง คราวนี้ยังเป็นการเปิดศึกกับศัตรูที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าศัตรูใดๆ ที่เราเคยเผชิญหน้ามาแล้วในภูมิภาคนี้ รวมทั้งมันยังเป็นทางเลือกซึ่งจะเร่งรัดให้เกิดสิ่งที่อิหร่านมีความปรารถนามากที่สุด ขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะอีกด้วย –ได้แก่ การที่ฝ่ายอเมริกันยุติตัดขาดการเข้าเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับภูมิภาคหนึ่ง ซึ่งการปรากฏตัวทางทหารของตนกำลังกลายเป็นหนี้สินมากกว่าจะเป็นทรัพย์สิน สถานการณ์เช่นนี้จะต้องถือเป็นความย้อนแย้งขั้นสุดยอด กล่าวคือ สหรัฐฯบอมบ์อิหร่านเพื่อสาธิตให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แล้วกลับจบลงโดยกลายเป็นเร่งรัดตัวเองให้ต้องล่าถอยในทางยุทธศาสตร์

ยอมรับกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ย่อมดีกว่าที่วอชิงตันจะต้องยอมรับในท้ายที่สุดในเวลาต่อไปข้างหน้า ว่าการรับมือจัดการกับอิหร่านนั้นไม่ได้เรียกร้องต้องการความเพ้อฝันเกี่ยวกับการครองความเหนือกว่าทางการทหาร หากแต่เป็นการทำงานอย่างหนักในเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูต, การสร้างแนวร่วมในระดับภูมิภาค, และแบบแผนวิธีการเข้าถึงปัญหาอย่างอดทนและผิดแผกแตกต่างออกไปจากเดิม โดยเป็นแบบแผนวิธีการซึ่งยอมรับผลลัพธ์ที่ไม่ใช่เป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การประจันหน้ากันในปัจจุบันจะยุติลงในหนทางเช่นนี้ในท้ายที่สุด คำถามมีอยู่เพียงแค่ว่าเราจะยืนยอมปล่อยให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตัวเองเองและแก่ฝ่ายอื่นๆ อีกมากมายแค่ไหน ก่อนที่จะยอมรับความเป็นจริงดังกล่าวนี้

เลออน ฮาดาร์ เป็นนักวิเคราะห์, นักหนังสือพิมพ์, บล็อกเกอร์, อาจารย์มหาวิทยาลัย, ที่ปรึกษา ในกิจการด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจระดับโลก

ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนเพจ Leon Hadar’s Global Zeitgeist (https://leonhadar.substack.com/p/the-iran-endgame) ทางแพลตฟอร์ม Substack (https://substack.com/@leonhadar)