นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ระบุแม้ตัวเลขในสภาจะดูมั่นคงเกือบ 300 เสียง แต่โครงสร้างอำนาจกลับเปราะบาง เหตุผูกชะตากับพรรคเพื่อไทยสูง พร้อมตั้งคำถามโควตากระทรวงเกรดเอจะลงเอยอย่างไร
วันนี้ (22 ก.พ.) นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยระบุข้อความว่า “#ถ้าไม่มีกล้าธรรมอนุทินก็ถูกเพื่อไทยขี่คอ” วิเคราะห์ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกเรียกว่า “อนุทิน 2” โดยระบุว่า แม้ในทางตัวเลขจะดูเหมือนจัดตั้งได้อย่างสบาย จากเสียงของพรรคภูมิใจไทยราว 193 เสียง รวมกับพรรคเพื่อไทยอีก 74 เสียง ก็เกินกึ่งหนึ่งของสภาแล้ว และหากรวมพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ อาจทำให้เสียงรวมขยับไปแตะเกือบ 300 เสียง ดูเป็นรัฐบาลที่มั่นคง แข็งแรง และมีแนวโน้มอยู่ยาว
อย่างไรก็ตาม นายสุรวิชช์มองว่าหากพิจารณาเชิงโครงสร้างอำนาจ รัฐบาลลักษณะนี้กลับเปราะบางกว่าที่เห็น เพราะเป็นการ “ผูกชีวิต” ไว้กับพรรคเพื่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีเสียงเกือบสามร้อย แต่หากเพื่อไทยถอนตัวเพียงพรรคเดียว รัฐบาลก็อาจจบเกมทันที
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะพยายามดึง 58 เสียงของ ร.อ.ธรรมนัส เข้ามาเสริม หากเจ้าตัวยอมจริง ราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายย่อมไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นโควตากระทรวง งบประมาณ หรืออำนาจเชิงพื้นที่ สะท้อนว่าเสถียรภาพที่เห็นอาจเป็นเพียง “เสถียรภาพเชิงตัวเลข” ไม่ใช่ “เสถียรภาพเชิงอำนาจ”
ในมุมของพรรคเพื่อไทย นายสุรวิชช์ระบุว่า สถานะในรัฐบาลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพรรคร่วมธรรมดา แต่เป็นพรรคที่ถือแต้มต่อสำคัญในการต่อรอง โดยเฉพาะเมื่อมีการส่งสัญญาณว่าโควตาหลักจำนวนมากจะอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย ทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญหลายแห่ง รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่นายอนุทินจะนั่งควบเอง
ประเด็นดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามว่า กระทรวงเกรดเอจะเหลืออะไรให้พรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และปมเขากระโดง รวมถึงกระทรวงพลังงานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าชื่อที่ถูกโยงผ่านสื่อบางแห่งอย่าง “ปรีดี ดาวฉาย” ได้ปฏิเสธไปแล้ว
นายสุรวิชช์ยังมองว่า ภาพที่ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่าย “แจกไพ่” อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะในสมการนี้ พรรคเพื่อไทยต่างหากที่ถือ “ไพ่ต่อ” อยู่ในมือ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาเป็นตัวคานอำนาจ เพื่อเพิ่มกันชนทางการเมือง ดันเสียงรัฐบาลขึ้นไปในระดับ 340–350 เสียง เฉลี่ยประมาณสิบที่นั่งต่อหนึ่งเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อลดการพึ่งพาเพื่อไทยมากเกินไป อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญอาจเป็นการเข้าร่วมโดยไม่มี ร.อ.ธรรมนัส เนื่องจากยังมีแรงต้านในบางฝ่าย
ขณะเดียวกัน กระแสจากสื่อบางสำนักเริ่มประเมินว่าเกมอาจจบลงโดยพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านรวมราว 200 เสียง แต่ในมุมของนายสุรวิชช์ยังเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น
“การจัดตั้งรัฐบาลไทยไม่เคยจบในยกแรก” เขาระบุ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากไม่มีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวกันชน ในระยะยาวรัฐบาลอาจเผชิญความเสี่ยง หากสมดุลอำนาจเปลี่ยนและพรรคร่วมเริ่มต่อรองหนักขึ้น เพราะแม้จะพยายามดึงพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเพียง 22 เสียง ก็อาจไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ เกมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จึงยังไม่ถือว่าปิดฉาก จนกว่าจะถึง “ยกสุดท้าย” อย่างแท้จริง