“เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต” ลั่นพร้อมยื่นประมูลสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 25 ฝั่งอันดามัน พร้อมเปิดทางจับมือพันธมิตรร่วมทุน ชี้เชฟรอนยังมองไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ แม้ว่าปริมาณการผลิตปิโตรเลียมลดเหลือ 30% หลังหมดสัญญาสัมปทาน วอนรัฐเร่งจบปัญหาความขัดแย้งกัมพูชา แล้วหาแนวทางพัฒนาแหล่ง OCA เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า เชฟรอนดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 60 ปี แม้ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตปิโตรเลียมของบริษัทในไทยลดลงเหลือ 30% ของปริมาณการผลิตในอดีต หลังจากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแหล่งเอราวัณโดยส่งมอบแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายน 2565 แต่เชฟรอนฯ ก็ยังคงให้ความสำคัญต่อการลงทุนในประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ทยอยเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนับเป็นเรื่องดี โดยการเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 24 ทางเชฟรอนฯได้รับการพิจารณาอนุมัติแปลง G2/65 ซึ่งปีนี้มีแผนขุดเจาะสำรวจ 2 หลุม เพื่อสำรวจหาศักยภาพความเป็นไปได้ในการพัฒนาปิโตรเลียมเพื่อเป็นแหล่งพลังงานใหม่ทั้งก๊าซและน้ำมันให้กับประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งตามสัญญาระยะเวลาสำรวจไม่เกิน 6 ปี
ส่วนสัมปทานปิโตรเลียม B12/27 แหล่งไพลิน ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติให้ต่อสัญญาออกไปอีก 10 ปีจากวันที่ 15 ม.ค. 2571-14 ม.ค. 2581 บริษัทเตรียมแผนพัฒนาการผลิตปิโตรเลียมให้ต่อเนื่อง จากปัจจุบันผลิตได้ 430 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟ.) ต่อวัน
นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงฯ มีแผนเตรียมเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลอันดามัน ทางเชฟรอนก็มีความสนใจที่จะเข้าประมูล เนื่องจากเชฟรอนเคยมีการพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท ซึ่งถ้าเทียบระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันมีความต่างกันเพราะแหล่งปิโตรเลียมในอันดามัน เป็นน้ำลึกต้องใช้เทคโนโลยีอีกขั้น
อย่างไรก็ดี บริษัทสนใจเข้าร่วมประมูลสัมปทานฯรอบที่ 26 แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงมากและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น พร้อมกับการหาพันธมิตรร่วมด้วยเพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่สามารถพัฒนาได้เพียงรายเดียว แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นพื้นที่มีศักยภาพ เนื่องจากอินโดนีเซีย มีการสำรวจพบปิโตรเลียมขนาดใหญ่ในฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียม ประมาณ 7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (Tcf) ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ไทยจะเปิดสำรวจในฝั่งอันดามัน แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายเป็นน้ำลึก ขุดพบปิโตรเลียมแล้วจะพัฒนาอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าและช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ
ปัจจุบันแหล่งปิโตรเลียมในไทยแต่ละแปลงที่มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเริ่มมีปริมาณปิโตรเลียมทยอยลดลงตามระยะเวลา ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมของไทยลดลง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการสำรวจและจัดหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในประเทศ
ซึ่งประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนของเชฟรอน อย่างพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาในอ่าวไทย (Overlapping Claims :OCA) คิดว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ จึงอยากเห็นรัฐบาลไทยและกัมพูชายุติสงครามก่อน แล้วหันหน้ามาคุยก่อนจะพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมตรงนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับสองประเทศ อยากผลักดันในเรื่องนี้ เพราะการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใช้เวลานาน 10 ปี มีขั้นตอนมาก มิฉะนั้นระยะยาวศักยภาพการผลิตก๊าซฯ ทยอยลดลง ต้องพึ่งพาการนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้นเรื่อยๆ
“ถ้าจะแก้ไขเรื่องพลังงานในระยะยาวนอกจากการเปิดสัมปทานพื้นที่ใหม่ๆ แล้ว พื้นที่ที่มีศักยภาพช่วยลดต้นทุนพลังงานเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอยากสนับสนุนให้รัฐบาลสองประเทศพูดคุยกันตรงนี้ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายชัดเจนในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านเพราะการพัฒนาพื้นที่มีหลายรูปแบบและไม่จำเป็นต้องมี MOU 43 แต่ต้องมีกรอบการเจรจาที่ชัดเจน”