xs
xsm
sm
md
lg

เขมรปัดพัลวัน อ้างไม่ได้ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทหาร มีแค่ "กองกำลังรักษาความปลอดภัย" คุ้มครองสถานที่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ อ้างไม่ได้ใช้ปราสาทพระวิหารเพื่อปฏิบัติการทางทหาร มีแค่ “กองกำลังรักษาความปลอดภัย” ตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองสถานที่เท่านั้น แต่ยังไม่มีคำชี้แจงกรณีพบอาวุธในตัวปราสาท


ภายหลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยได้หยิบยกถึงกรณีกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร และเป็นที่เก็บอาวุธ มาหารือนั้น

ล่าสุด วันนี้(27 ก.พ.) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

แถลงการณ์อ้างว่า ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกอันทรงคุณค่าในระดับสากลขององค์การ ยูเนสโก เป็นศาสนสถานทางวัฒนธรรมและศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่เคยถูกจัดตั้ง พัฒนา หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารแต่อย่างใด

ในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญากรุงเฮก ปี ค.ศ.1954 และอนุสัญญามรดกโลก ปี ค.ศ.1972 กัมพูชายึดมั่นในพันธกรณีอย่างแน่วแน่และครบถ้วนในการปกป้องและอนุรักษ์สถานที่และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเหล่านี้ เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสันติภาพ วัฒนธรรม และศาสนาเท่านั้น

แถลงการณ์อ้างอีกว่า การปรากฏตัวของกำลังรักษาความปลอดภัยของกัมพูชา เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและรักษาอธิปไตยของกัมพูชาเหนือพื้นที่ดังกล่าว ไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการใช้ปราสาทเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร การบริหารจัดการพื้นที่ยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานมรดกทางวัฒนธรรมฝ่ายพลเรือนที่มีอำนาจหน้าที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยใด ๆ ที่ดำเนินการในพื้นที่นี้ ล้วนถูกกำหนดอย่างเข้มงวด มีลักษณะเชิงป้องกัน และได้สัดส่วนกับความจำเป็นด้านการอนุรักษ์คุ้มครองสถานที่

ความพยายามในการบิดเบือนปราสาทพระวิหารให้เป็นสถานที่ทางทหาร ถือเป็นการเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออำนาจของกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสันติภาพในภูมิภาค
กัมพูชายังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี และความร่วมมือในกรอบอาเซียนและประชาคมโลก

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ยืนยันอีกครั้งว่า ปราสาทพระวิหารเป็นและจะยังคงเป็นปราสาทแห่งสันติภาพ วัฒนธรรม และมรดกร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่สถานที่เพื่อการทหาร และการคุ้มครองแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ


อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาดังกล่าวไม่ได้มีคำชี้แจงกรณีการพบอาวุธ อาทิ จรวดยิงต่อต้านรถถัง ในตัวปราสาทพระวิหาร รวมทั้งบังเกอร์ทหารรอบๆ ตัวปราสาท ซึ่งมีหลักฐานเป็นวิดีโอคลิปที่ฝ่ายกัมพูชาถ่ายไว้เอง หลังการสู้รบรอบ 2 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2568

นอกจากนี้ ยังมีกรณีทาวเวอร์เครนข้างตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2568 กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงถึงความจำเป็นของการทำลายเครนบนเขาพระวิหารว่า เนื่องจากตรวจพบว่า กัมพูชาใช้เครนดังกล่าวเป็นที่ติดตั้งแจมเมอร์ หรือแอนตี้โดรน และติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดด้วยสัญญาณเรดาร์บนพื้นที่เขาพระวิหาร โดยพบว่ามีระบบ Spoofing GPS ก่อกวนนำร่องด้วยดาวเทียม (GNSS/GPS) ส่งผลให้โดรนและระบบอื่นๆ ในพื้นที่ของไทยมีปัญหา และมีการใช้กล้องวงจรปิดบันทึกภาพรวมทั้งดูการปฏิบัติของกำลังฝ่ายเราในพื้นที่รอบเขาพระวิหาร รวมทั้งใช้เป็นที่ตั้งยิงของเครื่องยิงระเบิด ซึ่งจนขณะนี้ยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด