สหรัฐฯมีบุคลากรทางทหารบาดเจ็บหรือล้มตาย อย่างน้อย 200 ราย ในปฏิบัติการโจมตีแก้แค้นของอิหร่าน ถล่มฐานทัพต่างๆของวอชิงตันทั่วตะวันออกกลาง ตามคำกล่าวอ้างของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน(IRGC) สอดคล้องกับคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยอมรับเองเกี่ยวกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับฝ่ายอเมริกา
อิสราเอลภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในสิ่งที่พวกเขาให้คำจำกัดความว่าเป็น "การชิงโจมตีก่อน" เล่นงานกองทัพอิหร่านและเป้าหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ในช่วงเช้าของวันเสาร์(28ก.พ.) อ้างว้าการโจมตีดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามต่างๆนานา โดยสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐน ยืนยันในเวลาต่อมา ว่าทำเนียบขาวสนับสนุนเยรูซาเลมในการลงมือโจมตี อ้างถึงความล้มเหลวด้านการทูต เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ "ผลจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่ฐานทัพต่างๆของสหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารอเมริกาเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 200 นาย" สำนักข่าวทาสนิม รายงานในวันเสาร์(28ก.พ.) อ้างถ้อยแถลงของ IRGC
ในความเห็นเกี่ยวกับการแก้แค้น พลเอกอับราฮิม จับบารี แห่ง IRGC เตือน ทรัมป์ ว่าอิหร่าน "มีศักยภาพล้ำสมัย" และพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ลากยาว เขาอวดอ้างว่าขีปนาวุธหลายร้อยลูกที่พุ่งหาอิสราเอลและสินทรัพย์ต่างๆของอเมริกาในภูมิภาค ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ดึงมาจาก "ส่วนหลัง" ของคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศเท่านั้น
"ทรัมป์ ควรรู้ไว้ว่า ขีปนาวุธที่เรายิงออกไปในวันนี้ มาจากด้านหลังของคลังแสงของเราเท่านั้น" จับบารีระบุ "เร็วๆนี้ เราจะเปิดตัวอาวุธ ที่คุณไม่เคยพบเห็นมาก่อน" เขากล่าว "จนถึงตอนนี้ เรายังไม่โชว์สิ่งที่เรามี เราจะเปิดตัวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"
ปฏิบัติการแก้แค้นของอิหร่าน เล็งเป้าเล่นงานที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯทั่วตะวันออกกลาง ในนั้นรวมถึงศูนย์สนับสนุนของกองเรือที่ 5 แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯในบาห์เรน, ฐานทัพแห่งหนึ่้งในดินแดนเคอร์ดิสถานของอิรัก, ฐานทัพอากาศอัล อูเดด ในกาตาร์, ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในคูเวต, ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา ในยูเออี, ฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก อัล ซัลติ ในจอร์แดน, ฐานทัพอากาศปรินซ์สุลต่านในซาอุดีอาระเบีย อ้างอิงรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก
ขณะที่สื่อมวลชนอิสราเอลรายงานเช่นกันว่ามีการยิงขีปนาวุธราวๆ 35 ลูกเข้าใส่อิสราเอล พร้อมกับมีรายงานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
คำกล่าวอ้างของ IRGC สอดคล้องกับคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกในวันเสาร์(28ก.พ.) ยอมรับอาจมีบุคลกรของกองทัพสหรัฐฯประสบความสูญเสีย บาดเจ็บและล้มตาย หลังจากเขาประกาศเริ่มปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน
"รัฐบาลของผมใช้ทุกมาตรการเท่าที่เป็นไปได้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับบุคลากรสหรัฐฯในภูมิภาค ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงกระนั้น ผมไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ รัฐบาลอิหร่านกำลังหาทางเข่นฆ่า" ทรัมป์กล่าวในวิดีโอที่แชร์บนทรุธโซเชียล
"วีรชนผู้กล้าหาญอเมริกา อาจต้องสูญเสียชีวิตและเราอาจมีคนบาดเจ็บล้มตาย มันเกิดขึ้นบ่อยในสงคราม แต่เราทำสิ่งนี้ ไม่ใช่สำหรับตอนนี้ เรากำลังทำสิ่งนี้เพื่ออนาคต และมันเป็นภารกิจอันทรงเกียรติ"
ปฏิบัติการโจมตี ซึ่ง ทรัมป์ กล่าวอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อทำลายขีปนาวุธและทำลายล้างกองทัพเรือของอิหร่าน มีขึ้นหลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลส่งเสียงเตือนซ้ำๆ ว่าพวกเขาอาจโจมตีอหร่าน ถ้ายังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศตั้งชื่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านครั้งนี้ว่า "Operation Epic Fury" หรือแปลได้ว่า "ปฏิบัติการมหากาพย์แห่งความโกรธเกรี้ยว"
ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่สหรัฐฯดำเนินการโจมตีเล่นงานอิหร่าน นับตั้งแต่ ทรัมป์ กลับสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน วอชิงตันทำการโจมตีหลายระลอกถล่มที่ตั้งนิวเคลียร์ของเตะราน
อย่างไรก็ตามการโจมตีรอบ 2 ที่เริ่มขึ้นในวันเสาร์(28ก.พ.) ต่างจากครั้งแรก มันถูกคาดหมายว่าจะกินเวลานานหลายวัน จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์/รอยเตอร์)