xs
xsm
sm
md
lg

“อุดมคติส้ม”พังทลาย จิตวิญญาณแตกสลาย!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ -  ปิยบุตร แสงกนกกุล
เมืองไทย 360 องศา

หลังจากพ่ายการเลือกตั้ง จะเรียกว่าพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม กำลังเจอกับปัญหาภายในหลายเรื่อง ทั้งที่ส่อจะเกิด “วิกฤต” ของพรรคตามมาอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รวมไปถึงเกิดภาวะวิกฤตศรัทธาจากพวกเดียวกันเอง และจากสังคมภายนอก

สำหรับอย่างแรกที่จะต้องเจอกับวิกฤตอีกครั้งก็คือ ผลต่อเนื่องจากการเสนอร่างกฎหมายแก้ไข มาตรา 112 และนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล และล่าสุดถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และเตรียมเสนอต่อศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป โดยเป็นอดีต ส.ส.ในยุคพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน และในปัจจุบันที่เป็น ส.ส.พรรคประชาชน อยู่จำนวน 10 คน

ในจำนวนนั้น ส่วนใหญ่เป็นระดับแกนนำพรรค เช่น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค นายรังสิมันต์ โรม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นต้น

แม้ว่า กระบวนการพิจารณาคดียังต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มแล้วถือว่า “รอดยาก” เพราะนี่คือขั้นตอนต่อเนื่องจากความผิดจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล จนมาถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิด อดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลดังกล่าวนั่นเอง

ดังนั้น หากพวกเขามีความผิด และถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งคราวนี้ตามกฎหมายจะเข้าข่ายถูกเพิกถอนสิทธิ์ตลอดชีวิตกันเลยทีเดียว

นี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ ของพรรคประชาชนที่รออยู่ข้างหน้า เพราะถือว่าระดับแกนนำพรรค “แถวสาม” จะโดนหมด หลังจากก่อนหน้าในแถวที่หนึ่ง คือ รุ่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.พรรณิการ์ วานิช โดนไปแล้ว ในยุคพรรคอนาคตใหม่ ตามมาด้วย “แถวสอง” ในรุ่นของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายชัยธวัช ตุลาธน กับการยุบพรรคก้าวไกล และหาก กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกร้องในศาลฎีกาผลออกมาในทางลบก็จะ “โดนแถวสาม” ที่มี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนคนปัจจุบัน น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ก็จะเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต ตามมา

ถึงได้บอกว่า นี่คือ “วิกฤต” อีกครั้งสำหรับ “พรรคส้ม” และครั้งนี้น่าจะหนัก เพราะจะมีผลไปถึงอนาคต เพราะจะขาดช่วงทันที เนื่องจากบุคลากรที่มีอยู่ในพรรคเวลานี้คงไม่อาจรับช่วงต่อได้ดีพอ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าไม่มีความแหลมคมทางการเมืองกันเลย เพราะขนาดแถวหนึ่งถึงแถวสามที่ผ่านมา ยังถูกวิจารณ์ว่า “อ่อนด้อย”

ดังนั้น ถ้าต้องให้รุ่นที่เหลืออยู่ในพรรคมารับหน้าต่อ ก็สามารถหลับตาเห็นภาพได้ไม่ยากว่าจะออกมาแบบไหน

อย่างไรก็ดี จากความพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่ถือว่า “พลาดเป้า” ไปไกล ส่วนจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็แล้วแต่ แต่ก็จะส่งผลให้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาของพรรคให้เพิ่มขึ้นมาอีก ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ในทางลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเคสสีเทา มาจนถึง เคสสีดำ ทั้งค้ายาเสพติด คดีข่มขืน กรณีถูกคนกันเองแฉความเน่าเฟะภายในพรรค ทั้งเรื่อง “การชี้นำแบบเผด็จการ” สารพัด เอาเป็นว่า “ไม่ใช่พรรคที่เปิดกว้าง” หรือมีประชาธิปไตย ก็แล้วกัน

ที่ผ่านมาเริ่มมีสมาชิกพรรคหลายคนทั้งในระดับที่พอมีชื่อ รวมไปถึงแบบไม่มีชื่อ หรือพวกที่ผิดหวังจากพรรค ฉวยโอกาสผสมโรงตีจากพรรค พร้อมกับวิจารณ์ก่อนจากแบบเสียๆ หายๆ แต่หากสรุปกันแบบรวมๆ ก็พอเห็นภาพที่ว่า “อุดมคติกำลังพังทลาย” หรือ “ค้นพบว่าไม่มีจริง” รวมไปถึงประชาธิปไตยในพรรค ก็ไม่มีจริง

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ กรณีของนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญในกลุ่ม “ส้ม” หรือแม้กระทั่งพวก “สามนิ้ว” ทั้งหลาย เรียกว่ามีอิทธิพลทางความคิดกับพวกเขาไม่น้อย ล่าสุดก็ได้ประกาศ “ตีจาก” กันแล้ว

โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ว่าเขาได้ปลดเปลื้องพันธผูกพันกับพรรคประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว และขอกลับมาใช้ความรู้ที่พอมีอยู่บ้าง คิด พูด และเขียน อย่างอิสระ ไม่ได้เกี่ยวกับหรือกระทำในนามของพรรคแต่อย่างใด

จากนั้นเขาก็ได้โพสต์ตามมาอีกครั้งว่า ในความรับรู้ และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ

การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์พรรคก็สามารถทำในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อน

การเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง

การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้ การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ออกมาโจมตีพรรค

การเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายและทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น

พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมา เพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย

แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามข้างมาก

สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี ”วิจารณ์ – สามัคคี – วิจารณ์“ กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม

ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง ?

หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดรามา เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่

นั่นคือ ข้อความของนายปิยบุตร แม้ว่าจะเต็มไปด้วยศัพท์แสงแบบฝ่ายซ้าย ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำสวยๆ ยืดยาว แต่สรุปเอาความได้ว่า ผิดหวังกับบรรยากาศภายในพรรคที่เป็นแบบ “รวมศูนย์ ไม่ฟังใคร” คือ ไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นแหละ

ดังนั้นหากพิจารณาจากการ “โบกมือลา” ของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล คราวนี้ทำให้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนเหมือนกับว่า “อุดมคติได้พังทลาย” ลงแล้ว ผิดหวังกับการบริหารจัดการภายในพรรค ซึ่งนี่คือภาพลักษณ์ในทางลบ ที่กำลังพรั่งพรู ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ และนาทีนี้คำว่า “มีเทา ไม่มีเรา” นั้นแทบจะไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะแต่ละเรื่องที่เปิดออกมา ล้วนเข้าข่าย “สีดำ” แทบทั้งสิ้น!!