ฉะเชิงเทรา- เกิดเหตุไฟไหม้อย่างรุนแรงภายในโรงงานแบ่งบรรจุทินเนอร์ใน อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาทำลูกไฟขนาดใหญ่ลอยสูงเหนือพื้นดินกว่า 30 เมตร ควันไฟสีดำพวยพุ่งเต็มท้องฟ้าคนงานกว่า 40 ชีวิตหนีตายอลหม่าน ขณะนี้ยังควบคุมเพลิงไม่ได้
เมื่อเวลา 16.40 น. วันนี้ ( 6 มี.ค.) ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานแบ่งบรรจุทินเนอร์และน้ำมันสน บริษัท คาร์โก้เคมีเคิล จำกัด ตั้งอยู่ริมถนนเทพราช สาย 2 ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา จนทำให้มีกลุ่มควันไฟสีดำทมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกลนับ 10 กิโลเมตร หลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.พานุรักษ์ เรืองขำ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.แสนภูดาษ ได้ประสานรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 10 คันเข้าร่วมระงับเหตุ
ไปถึงพบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงบริเวณด้านท้ายของโรงโรงงานที่ 1 ก่อนจะลุกลามไปยังอาคารโรงงานหลังที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่รวมประมาณ 20 ไร่ โดยมีเสียงระเบิดดังประทุเป็นระยะ แรงระเบิดยังทำให้เกิดเปลวเพลิงลุกวาบเป็นประกายไฟขนาดใหญ่ สูงเหนือพื้นดินระดับประมาณ 20-30 เมตร อย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปิดกั้นการจราจรบนถนนเทพราชสาย 2 ในทันทีเพื่ออำนวยความสะดวกให้รถน้ำดับเพลิงและเครื่องหาบหามสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างสะดวก และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่จนถึงค่ำก็ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้
จากสอบถามเจ้าหน้าที่ รปภ.ทราบว่าโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานแบ่งบรรจุทินเนอร์และน้ำมันสนจากแทงค์ขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 หมื่นลิตร เพื่อบรรจุใส่ปีบขนาด 18 ลิตร และ3 ลิตร รวมทั้งบรรจุลงขวดหรือผลิตภัณฑ์ขนาดต่างๆ โดยมีพนักงานประมาณ 40 คน
โดยต้นเพลิงเกิดจากโรงงานที่ 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุได้มีคนงานพากันวิ่งหนีตายออกมาด้านหน้าจนปลอดภัยทุกคน จากนั้นเพลิงจึงโหมลุกไหม้ไปยังโรงงานที่ 2 อย่างรวดเร็ว ซึ่งโรงงานแห่งนี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้มาแล้วเมื่อประมาณ 2 ปี แต่ไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
ด้าน นางโสภา พิจารณา อายุ 58 ปี พนักงานฝ่ายจัดส่ง เล่าว่าขณะเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่ภายในตัวอาคารโรงงาน จึงทำให้เห็นกลุ่มควันไฟพวยพุ่งออกมาจากโรงงานที่ 1 ได้อย่างชัดเจนก่อนจะเกิดเพลิงลุกไหม้และมีคนงานวิ่งหนีตายออกมารวมตัวกันที่ด้านนอก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากสิ่งใด
เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.พานุรักษ์ เรืองขำ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.แสนภูดาษ ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบที่เผยว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และจะต้องรอให้เพลิงสงบก่อนจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดได้