xs
xsm
sm
md
lg

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เกาะติดผลกระทบน้ำมันราคาโลกพุ่ง เสี่ยงค่าครองชีพสูงเตือนอย่ากักตุน แนะเสริมมั่นคงระยะยาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกระทบขนส่งพลังงานโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 30% เส้นนี้ ชี้ แม้มีสต๊อกน้ำมันกว่า 60 วัน แต่ราคาน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงดันต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพพุ่ง เตือนอย่ากักตุน แนะเร่งพลังงานในประเทศ-พลังงานทดแทน เสริมมั่นคงพลังงานระยะยาว


วันนี้ (9 มี.ค.) นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา แถลงถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทย ภายหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการการพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เนื่องจากเป็นพลังงานหลักที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า จึงต้องประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการจัดหาและการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

ด้าน นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานกรรมาธิการการพลังงาน คนที่ 5 วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งยืดเยื้อมาแล้วกว่า 10 วัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และมีรายงานว่ามีการโจมตีหรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในบางพื้นที่แล้ว

สำหรับประเทศไทย ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยประมาณวันละ 300,000 บาร์เรล หรือคิดเป็นราว 30% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของโรงกลั่นน้ำมัน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปีละประมาณ 10-12 ล้านตัน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 30,000 ตัน โดยแต่ละเดือนมีเรือบรรทุก LNG เข้ามาประมาณ 3-4 ลำ ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเริ่มส่งผลต่อระบบการขนส่งพลังงานแล้ว

นายเกียรติชาย ระบุว่า ขณะนี้มีรายงานว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย ทั้งโรงกลั่นน้ำมันและท่าเรือ ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดส่งน้ำมันและ LNG มายังภูมิภาคต่างๆ รวมถึงประเทศไทย จึงทำให้เกิดความกังวลในสองประเด็นหลัก ได้แก่ ความเพียงพอของน้ำมันดิบสำหรับโรงกลั่นในประเทศ และผลกระทบต่อราคาพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินปริมาณสำรองพลังงาน พบว่า ประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมกันมากกว่า 60 วัน และเมื่อรวมกับปริมาณที่อยู่ระหว่างการขนส่งและการทำสัญญาจัดซื้อเพิ่มเติมแล้ว จะทำให้มีปริมาณสำรองรวมประมาณ 95 วัน จึงเชื่อว่าหากไม่มีการหยุดชะงักของการนำเข้าเพิ่มเติม ประเทศไทยยังสามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันได้ในระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ แม้ปริมาณสำรองจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งล่าสุดราคาน้ำมันมีแนวโน้มทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 70 ดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 1 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อลิตร หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 30 ดอลลาร์ ก็อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลต่อค่าขนส่งและราคาสินค้าโดยรวม

นายเกียรติชาย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการกักตุนน้ำมันของประชาชน ว่า อาจทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนกและสร้างปัญหาการขาดแคลนในบางพื้นที่ จึงเสนอให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน เร่งติดตามสถานการณ์สต๊อกน้ำมันตามสถานีบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พร้อมเน้นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบขนส่งและมีผลต่อราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

ในส่วนของมาตรการดูแลราคา นายเกียรติชาย ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุงราคา โดยชดเชยราคาดีเซลประมาณเกือบ 3 บาทต่อลิตร ซึ่งมีต้นทุนวันละประมาณ 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กองทุนดังกล่าวมีวงเงินจำกัดและต้องกู้เงินมาบริหาร จึงไม่สามารถแบกรับภาระในระยะยาวได้ หากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงต่อเนื่อง

สำหรับผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า พบว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศประมาณ 60-65% ของการผลิตไฟฟ้า หากราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40 สตางค์ต่อหน่วย แม้ปัจจุบันยังสามารถใช้กลไกค่าเอฟที (FT) ชะลอผลกระทบได้ในระยะหนึ่ง

นายเกียรติชาย ยังเสนอว่า ในระยะสั้น ประเทศไทยควรเพิ่มการใช้พลังงานภายในประเทศให้มากขึ้น เช่น การเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซจากแหล่งในประเทศ การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานชีวมวลให้เต็มกำลัง รวมถึงส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

ขณะเดียวกัน ในระยะยาว ควรเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล และพลังงานจากขยะ รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ทบทวนโครงสร้างระบบพลังงานของประเทศ เพื่อเพิ่มการแข่งขันในระบบไฟฟ้าและลดการผูกขาด ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว

ทั้งนี้ นายเกียรติชาย ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ใช้พลังงานอย่างประหยัดและเท่าที่จำเป็น เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก

ด้าน นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา กล่าวว่า เราได้การศึกษาแผนการเตรียมการของภาครัฐ ซึ่งเห็นว่าเตรียมการได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในอนาคต เราต้องเตรียมความพร้อมก่อน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ให้มีความมั่นคงด้านพลังงานและความเป็นอยู่

โดยในปัจจุบันนี้เรื่องพลังงานไฟฟ้าทุกคนได้รับผลกระทบหมด สิ่งหนึ่งในการผลิตไฟฟ้า คือ เรื่องของเชื้อเพลิง เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติถึง 65% แม้จะผลิตได้เองจากอ่าวไทย อีกส่วนที่นำเข้าจากประเทศเมียนมา ส่วนหนึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว ถ้าพลังงานเหล่านี้ขาดแคลนย่อมกระทบภาพรวมการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศ เราจึงมองเห็นจุดอ่อนตรงนี้ว่าจะสร้างความเข้มแข็งอย่างไรให้เป็นการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน โดยการใช้พลังงานทดแทนที่เรามีอยู่ เช่น ชีวมวล ที่ติดปัญหาเรื่องราคาในอดีตวันนี้ต้องรีบทำโดยเร็ว สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าส่วนนี้มากขึ้น

นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เรายังมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่หมดอายุและถูกถอดออกจากระบบ แต่เรายังมองเห็นว่ายังมีประโยชน์ จึงอยากให้มีการต่ออายุโรงไฟฟ้าเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนไปยังต้นทุนราคาค่าไฟ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ช่วยได้เยอะ ช่วงเวลาที่ประชาชนใช้ไฟมากที่สุด คือ 18.00-20.00 น. ถ้าทุกบ้านประหยัดกันคนละ 1 หน่วย 26 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าก็จะลดลงไป หากทุกคนมีความตระหนักและช่วยกัน จะทำให้เราประหยัดพลังงานไฟฟ้าไปส่วนหนึ่ง ในภาคครัวเรือนหากเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นประหยัดพลังงานและใช้ขนส่งมวลชน มากกว่ารถยนต์ส่วนตัว