xs
xsm
sm
md
lg

เกมวัดใจ“กล้าธรรม” โหวตประธานสภา!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล - ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
เมืองไทย 360 องศา

หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม เป็นต้นไป ทำให้กระบวนการเริ่มดำเนินการไปตามขั้นตอน ทั้งการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นก็จะเข้าสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามมา อย่างไรก็ดีสำหรับการได้ตัวนายกรัฐมนตรีตามไทม์ไลน์คร่าวๆน่าจะราวปลายเดือนมีนาคม

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 มีใจความดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แล้ว และมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กําหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

แน่นอนว่าหลังจากมีรัฐพิธีการเปิดประชุมสภานัดแรกเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองเป็นลำดับไป โดยเริ่มจากการนัดประชุมเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ โดยเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ จากนั้นก็จะเป็นการเลือกรองประธานสภาอีกสองคน โดยคนที่ 1 จะมาจากพรรคภูมิใจไทย ส่วนคนที่สองจะถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ดี การเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ดังกล่าวย่อมเชื่อมโยงกับการเมืองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการโหวตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย แม้ว่าเวลานี้จะทราบกันแล้วว่า สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลนอกเหนือจากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคแกนนำแล้ว ยังมีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลัก และมีพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งมีพรรคเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วมีประมาณ 292 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านจะมี พรรคประชาชน กล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคหลัก นอกนั้นจะเป็นพรรคขนาดเล็ก

แต่แม้ว่าจะมีการแบ่งฝ่ายกันชัดเจน แต่ก็ยังมีคำถามและต้องมาจับตากันอีกว่าในวันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะมีพรรคไหนอีกบ้างที่ยกมือโหวตให้กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประกาศจากพรรค “ไทรวมพลัง” ที่มีอยู่ 6 เสียง ว่า จะสนับสนุนรัฐบาลอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมไปถึงการโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่น่าจับตากันอย่างมากก็คือ พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าจะโหวตแบบไหน จะสนับสนุน หรือว่า “งดออกเสียง” หรือว่าจะยกมือสนับสนุนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคฝ่ายค้าน

ก่อนหน้านี้ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวถึงกรณีทิศทางการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน ต้องมีการคุยกันเพื่อเป็นมติพรรค ซึ่งจะมีการประชุมกันในเช้าวันที่15 มี.ค.นี้

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อว่าตั้งแต่มีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยปิดดีลตั้งรัฐบาล ตนเองได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยการเป็นนักการเมืองต้องทำได้ทุกหน้าที่ ทุกบทบาท ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องทำให้ดี ในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย

ทั้งนี้ตนเองได้เน้นย้ำกับ สส.พรรคกล้าธรรม ทั้ง 58 คน ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในฐานะที่เป็น สส.แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่ก็ต้องทำหน้าที่ ในฐานะตัวแทนของแต่ละพื้นที่ เครือข่ายที่สร้างไว้ 7-8 ปี ต้องสามารถประสานได้ต่อ และตอบสนองต่อความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชน

เมื่อถามว่าจะทำงานร่วมกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ถูกโจมตีมาตลอด ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เป็นนักการเมืองต้องอยู่ได้ทุกสถานะ มิตรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง คนที่ร่วมทางทางการเมือง วันหนึ่งต้องแยกทาง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน คนเคยไม่ถูกกันหรือทัศนะไม่ตรงกัน เมื่อมาทำงานร่วมกัน ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน เราไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามา สิ่งสำคัญคือ แม้เราจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ต้องมีหลักการของเรา ไม่ใช่โวยวายหรือค้านทุกเรื่อง หากเรื่องไหนมีประโยชน์ เราก็ไม่ควรค้าน

เมื่อถามว่าจะมีการพูดคุยกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองไม่ได้คุยเพราะไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรค ฉะนั้นบทบาทการหาเสียงที่ผ่านมากับการบริหารพรรค ไม่เหมือนกัน เราเป็นที่ปรึกษาก็ให้คำปรึกษา แต่การตัดสินใจอยู่ที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งขณะนี้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้พูดคุยกับกรรมการบริหารพรรคหลายคนแล้ว ดังนั้นต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าเราไปออกหน้าทุกเรื่อง

ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการระบุว่า ที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะมีนักการเมืองอีกคนฝากให้ฝัง ร้อยเอกธรรมนัส ย้อนถามว่า “นักวิชาการใช่ไหมครับ อันนั้นไม่รู้จริง”

เมื่อถามว่า ได้มีการหารือถอดบทเรียนกันในพรรคหรือไม่ ว่าทำไมถึงไม่ได้ร่วมรัฐบาล ทั้งที่มี 58 เสียง ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า บางครั้งความสำเร็จในการได้มาซึ่งชัยชนะเลือกตั้ง ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า เราจะสามารถเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อใดก็ตามที่ไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง ก็ไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนกรณีที่ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ระบุว่า สาเหตุที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะเป็นการสกัดไม่ให้พรรคกล้าธรรมเติบโตนั้น ก็เป็นความเห็นของนายไผ่ ต้องไปถามท่าน

ทั้งนี้ที่มีหลายฝ่ายมองว่าสาเหตุที่สายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทยขาดกัน เพราะมีปัญหาเรื่องลง สส.แข่งกันเองในเขตเดียวกัน ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า “ถ้าไม่แข่งกันเองก็ฮั้วกันสิครับ”

เมื่อถามว่า พรรคประชาชน หวังว่าพรรคกล้าธรรม จะมีข้อมูลลับ เป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่มีครับ ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ผมมีคุณธรรมพอ”

หลายคนยังมองว่าสำหรับพรรคกล้าธรรม แม้ว่าในตอนนี้จะมีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านชัดเจนแล้ว แต่เมื่อพิจารณาจาก “แบ็กกราวด์” ทำให้เข้าใจกันว่าพวกเขามีความถนัดสำหรับการเป็นรัฐบาลมากกว่า และอย่างที่รับรู้กันว่าการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ เป็นเพราะสาเหตุ “อำนาจต่อรอง” ที่พรรคภูมิใจไทย มีเหนือกว่า รวมทั้งถูกมองว่าเป็นการ “สกัด” การเติบโตของอีกฝ่ายลงไป ทำให้มีการจับตาไปถึง “ก๊อกสอง” ว่าจะมี “ดีลต่อเนื่อง” กันหรือไม่ โดยเฉพาะต้องโฟกัสกันที่การโหวตประธานสภาผู้แทนฯเป็นอันดับแรกว่าพวกเขาจะยกมือแบบไหน !!