xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ ปัจจัยที่ทำให้ “โดนัล ทรัมป์” เตรียมถอยจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล VS อิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กูรูด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคงระหว่างประเทศ เชื่อ“ทรัมป์”ส่งสัญญาณถอย เหตุสงครามระหว่าง“สหรัฐฯ-อิสราเอล”กับ”อิหร่าน”ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด “รศ.ดร.อัทธ์” ระบุ อเมริกาสูญเงินจากการทำสงครามไปแล้วถึง 3 แสนล้านบาท และชาวอเมริกันรับไม่ได้กับการส่งทหารไปตายเพื่อประเทศอื่น ส่งผลให้คะแนนนิยมพรรคริพับลิกันหล่นวูบ ขณะที่สหรัฐฯกำลังจะมีการเลือกตั้งปลายปีนี้ อีกทั้งปัญหาราคาน้ำพุ่งกำลังส่งแรงกดดันกลับมายังสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีเชื่อว่า“ทรัมป์”จะไม่เป็นฝ่ายเปิดเจรจาเอง ด้าน “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ ปัญหาปากท้องของคนอเมริกัน โดยเฉพาะราคาสินค้าและราคาน้ำมันเป็นแรงบีบที่ทำให้“ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”ต้องยอมเจรจา แนะ“ประเทศไทย”ประกาศจุดยืนหนุนเจราสงบศึก พร้อมทั้งดูแลพลเมืองของประเทศคู่ขัดแย้งที่อยู่ในไทย

แม้ว่าสงครามระหว่าง“สหรัฐฯ-อิสราเอล”กับ“อิหร่าน”จะทวีความรุนแรงแรงขึ้นเรื่อยๆ และ“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าการสู้รบจะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่หลายฝ่ายสังเกตว่าท่ามกลางวิกฤตพลังงานหลังปฏิบัติการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก อีกด้านหนึ่งทรัมป์ก็ดูเหมือนส่งสัญญาณถอยอยู่เป็นระยะ ขณะที่ “มาซูด เปเซซเคียน” ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ประกาศยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ เพื่อเดินไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ

ส่วนว่าสัญญาสงบศึกจะเกิดขึ้นเมื่อไร และเหตุใดผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่าง“โดนัลด์ ทรัมป์”จึงเตรียมถอยจากสงครามครั้งนี้ คงต้องไปฟังความเห็นจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช  ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะเริ่มถอยจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเนื่องจากเป้าหมายของสหรัฐฯนั้นต้องการทำสงครามระยะสั้น โดยไทม์ไลน์ที่โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วางไว้ในการทำสงครามครั้งนี้อยู่ที่ 1 เดือนเท่านั้น ที่สำคัญมี 3 เหตุผลที่ทรัมป์จำเป็นต้องถอย คือ

1. สหรัฐฯสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับสงครามครั้งนี้โดยที่สหรัฐฯไม่ได้อะไร ซึ่งในการทำสงครามกับอิหร่านช่วง 12 วันที่ผ่านมานั้น สหรัฐฯใช้เงินไปแล้วถึง 3 แสนล้านบาท หรือตกชั่วโมงละ 1 พันล้านบาท ถ้าทำสงคราม 1 เดือนก็น่าจะใช้ประมาณถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมงบประมาณที่สหรัฐฯใช้ในการช่วยเหลือกองทัพอิสราเอลอีกปีละ 2 หมื่นล้านเหรียญ

2. แรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากชาวอเมริกันไม่พอใจที่ทหารอเมริกันต้องไปเสียชีวิตในการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหว เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอเมริกาต้องสูญสียชีวิตทหารจำนวนมากไปกับการทำสงครามในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม อิรัก หรืออัฟกานิสถาน ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ตัวเลขอย่างเป็นทางการแจ้งว่าทหารอเมริกันเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ 7 คน แต่หากสู้รบต่อไปก็จะสูญเสียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากสหรัฐฯส่งทหารราบเข้าไปบุกยึดอิหร่านซึ่งเท่ากับส่งทหารอเมริกันไปตายเพราะภูมิประเทศของอิหร่านเป็นปราการธรรมชาติที่แข็งแกร่งยากที่บุกเข้าไปด้วยกำลังทหารภาคพื้นดิน

3. สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้ง สส.และ สว.ในเดือน พ.ย.2026 นี้ ขณะที่การทำสงครามครั้งนี้ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคริพับลิกันตกต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากคนอเมริกันส่วนใหญ่คือ 75% ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯไปร่วมกับอิสราเอลในการทำสงครามกับอิหร่าน

4. โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงเกินไปเพราะจะเป็นแรงกดดันกลับมายังสหรัฐฯ

“ เราจับสัญญาณได้ว่าสหรัฐฯต้องการหาทางลงจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าสงครามใกล้จะจบ คำว่าจบของเขาคือจบแบบที่สหรัฐฯหยุดเข้าร่วมในสงคราม โดยอาจจะประกาศว่าอเมริกาชนะแล้วเพราะสามารถสังหารอยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคมินี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้แล้ว และทำลายศักยภาพในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้แล้ว เพราะฉะนั้นอิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามของโลกอีกต่อไป ส่วนอิสราเอลก็น่าจะรับได้เพราะถือว่าได้ทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่านไปได้มากพอสมควรแล้วโดยอาศัยสหรัฐฯมาช่วยจัดการ ซึ่งในการทำสงครามกับอิหร่านในรอบ 47 ปีที่ผ่านมาไม่มีครั้งไหนที่สหรัฐฯจะช่วยอิสราเอลมากขนาดนี้ ขณะที่คนอเมริกันมองว่าเขาไม่ได้อะไรจากการที่สหรัฐฯใช้งบประมาณจำนวมหาศาลเข้าไปโจมตีอิหร่าน นอกจากสิ่งที่ทรัมป์บอกว่าคนอเมริกันจะปลอดภัยจากภัยคุกคามของผู้ก่อการร้าย ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว


รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า เป้าหมายของสหรัฐฯในการทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้คือ

1. ยึดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการเดินเรือขนส่งสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้

2. ยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเกาะยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากมีท่าเรือสำหรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

3. ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปบุกยึดอิหร่าน

แต่ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นสหรัฐฯยังไม่บรรลุผลเลยสักข้อ ในขณะที่สูญเสียงบประมาณในการสู้รบไปมหาศาลและยังต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเรื้อยๆ ดังนั้นจึงอาจถึงเวลาที่สหรัฐฯจะต้องหาทางลง

อย่างไรก็ดี ในการหาทางลงของสหรัฐฯนั้น “รศ.ดร.อัทธ์” เชื่อว่า สหรัฐจะไม่เป็นคนเปิดโต๊ะเจรจากับอิหร่านเอง แต่จะรอให้องค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN(องค์การสหประชาชาติ) และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อย่าง จีน รัสเซีย หรือสหภาพยุโรป เข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ย เพื่อที่สหรัฐฯจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ ขณะที่อิหร่านก็มองแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งขณะนี้หลายประเทศก็เริ่มขยับแล้ว โดยล่าสุด อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ(UN)ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเริ่มการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังเพื่อยุติการสู้รบ ซึ่งสาเหตุที่หลายฝ่ายต้องการให้เกิดการเจรจาก็เพราะความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันที่มีแนวโน้วจะปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

รศ.ดร.อัทธ์ ชี้ว่า สงครามครั้งนี้สู้กันด้วย 2 เรื่อง คือ สู้กันด้วยอาวุธ และสู้กันด้วยราคาน้ำมัน ซึ่งเป้าหมายของอิหร่านต้องการให้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้ประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันไปกดดันสหรัฐฯและอิสราเอลให้หยุดโจมตีอิหร่าน จะเห็นได้ว่าพอราคาน้ำมันขึ้นไปแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569) โดนัลด์ ทรัมป์ รีบทำให้ราคาปรับลดลงมาที่ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันที โดยการปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) และร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม IEA ปล่อยน้ำมันสำรองระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด เพราะไม่เช่นนั้นแรงกดดันจากนานาประเทศทั่วโลกจะพุ่งตรงมายังสหรัฐฯเนื่องจากสหรัฐฯถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสงครามซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯฯสามารถตรึงราคาน้ำมันในตลาดโลกไว้ได้นานแค่ไหน ส่วนในด้านอาวุธนั้นโดยภาพรวมแล้วประสิทธิภาพอาวุธของอิหร่านอาจจะสู้สหรัฐฯและอิสราเอลไม่ได้ แต่ก็ต้องจับตาดูว่าอิหร่านจะมีไม้เด็ดอะไรหรือไม่

“ ตอนนี้สถานการร์ล่อแหลมทั้งในด้านของราคาน้ำมันและการสู้รบ ในด้านของราคาน้ำมันนั้นต้องดูต่อไปว่าน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลที่สหรัฐฯได้จากเวเนซูเอลาร์ , 300 ล้านบาร์เรลจากกลุ่มประเทศ G7 และอีก 300 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตรในกลุ่ม IEA จะประคับประคองให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้กี่วันกี่เดือน ขณะที่ด้านอาวุธนั้นอิหร่านมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกซึ่งนำออกมาใช้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่ต้องลุ้นต่อไปคืออิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์หรือเปล่า เพราะอิหร่านมีแร่ยูเรเนียมสะสมอยู่เยอะ คือประมาณ 400 กิโลกรัม สามารถผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูก แต่ไม่มีใครรู้ว่าอิหร่านผลิตไปหรือยัง และจะนำออกมาใช้หรือไม่ ” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ

“รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
ด้าน “รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศมองว่า ปัจจัยที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมถอยจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านก็คือเรื่องปัญหาปากท้องของชาวอเมริกัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเลือกตั้ง สส.และ สว.ของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายในของสหรัฐฯซึ่งจะมีผลต่อคะแนนนิยมของทรัมป์และพรรคริพับลิกัน อีกทั้งที่ผ่านมาคนอเมริกันก็ไม่พอใจที่ทรัมป์ไปเปิดสงครามกับประเทศนั้นประเทศนี้ เพราะคนอเมริกันมองว่าทรัมป์ไม่ได้ทำเพื่อชาวอเมริกันแต่ทำเพื่อธุรกิจและครอบครัวของตัวเอง

“ ที่จริงทรัมป์ไม่ได้ถอยนะ แต่เขาคงไม่ล้มโต๊ะเจรจา คงไม่ทำลายโลก เพราะเขาเป็นพ่อค้า เขาไม่ใช่นักการเมืองที่รักศักดิ์ศรี รักความเป็นธรรมและต่อสู้ในสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาเป็นนักเจรจา เป็นพ่อค้าที่มีอาวุธมหาประลัยอยู่ในมือ สิ่งที่เขาต้องการคือเจรจาให้เขาได้เปรียบที่สุด ทำให้คู่แข่งอ่อนแอ และศัตรูพินาศย่อยยับไม่กลับมาอีก อเมริกาต้องมาก่อน และทรัมป์ต้องมาก่อนที่สุด ดีไม่ดีมาก่อนอเมริกาด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงมีการส่งสัญญาณเรื่องการเจรจาออกมาเป็นระยะ ” รศ.ดร.ปณิธาน ระบุ

รศ.ดร.ปณิธาน ประเมินว่า สหรัฐฯไม่น่าจะถอยในเชิงการเมือง แต่อาจจะยุติหรือลดระดับการสู้รบลงมาหากสหรัฐฯและอิสราเอลมองว่าภัยคุกคามทางการทหารอยู่ในกรอบที่รับได้ก็จะประกาศชัยชนะ คือรบชนะ แต่อาจจะไม่ชนะสงครามคือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านซึ่งปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐอิสลามได้ ขณะนี้ทรัมป์ก็ได้ประเมินแล้วว่าเรื่องการล้มระบอบการปกครองในอิหร่านนั้นอาจจะยากกว่าที่คิดและตอนนี้อิหร่านตั้งหลักได้แล้ว ขณะที่พันธมิตรของอิหร่าน ทั้งจีน และรัสเซียก็คงเข้ามาช่วยหนุนหลังให้มีการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นจึงเป็นจังหวะที่สหรัฐฯก็อยากจะเจรจาเช่นกัน ด้านอิสราเอลเขาก็มองว่าเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะสามารถกำจัด “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูตลอดกาลของอิสราเอลได้

เมื่อผลการสู้รบยังออกมาไม่ดีนัก ขณะที่อิหร่านก็ยังสามารถขยายขอบเขตสงครามไปยังหลายสิบประเทศได้ มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่าราคาสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ การขนส่ง การบริการการบิน จะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆเริ่มมีการหารือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา เช่น กลุ่มประเทศ G7 (กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีสหภาพยุโรปเข้าร่วมอย่างไม่เป็นทางการด้วย) ก็มีการประชุมหารือกัน 2 รอบแล้ว เพื่อดูว่าจะยืนระยะอย่างไรหากยังไม่สามารถยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านได้

“ ก่อนจะมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน สงครามอาจจะลดระดับความรุนแรงลงมา และบางส่วนอาจดำเนินไปในรูปของสงครามก่อการร้ายในประเทศต่างๆก็เป็นได้ ขณะที่สหประชาชาติและพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายต้องกดดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจาให้เร็วที่สุด สำหรับสหรัฐฯทำผิดกติการะหว่างประเทศและส่อว่าจะละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ แต่การจะนำสหรัฐฯขึ้นศาลโลกก็คงไม่สามารถทำได้ แต่สหรัฐฯจะต้องเลิกคิดกำจัดผู้นำของอิหร่านอีก ส่วนอิหร่านจะเดินหน้าแบบเดิมหรือเร่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็คงทำไม่ได้ เพราะอาจจะถูกใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีอีก แต่ก็ต้องมีหลักประกันให้อิหร่านอยู่รอดปลอดภัยและสามารถยืนระยะได้ อีกทั้งต้องมีข้อตกลงที่มากกว่า Abraham Accords ระหว่างอิสราเอล ปาเลสไตน์ อาหรับ เพื่อไม่ให้ประเทศในแถบตะวันออกกลางเกิดความหวาดระแวงและเกิดการสู้รบกันอีก ” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

ส่วนเรื่องจุดยืนของประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไรนั้น “รศ.ดร.ปณิธาน” มองว่า ในด้านหนึ่งประเทศไทยต้องสนับสนุนให้เกิดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่ให้ประเทศใดก็ตามทำผิดกฎบัตรสหประชาชาติ สนับสนุนไม่ให้มีการติดอาวุธหรือเข้าไปโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งแบบที่ผ่านมาอีก ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลพลเมืองทั้งของสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าไทยเลือกข้างใดข้างหนึ่ง