MGR Online - สื่อญี่ปุ่นคาดนายกฯ หญิงเตรียมประกาศเข้าร่วมโครงการป้องกันขีปนาวุธโกลเดนโดม ของทรัมป์ด้วย ในการพบปะกับผู้นำสหรัฐฯ วันที่ 19 มี.ค. นี้ที่วอชิงตัน หวังปกป้องประเทศจากขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีน และรัสเซีย พร้อมขอร่วมพัฒนาและผลิตขีปนาวุธที่ร่อยหรอลงในคลังของสหรัฐฯ ด้วย
วานนี้ (13 มี.ค. 69) เดอะเจแปน ไทมส์ สื่อญ๊่ปุ่นที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวระบุว่า มีข้อมูลจากแหล่งข่าวสองแห่งระบุว่า ในสัปดาห์หน้าญี่ปุ่นจะแจ้งต่อสหรัฐฯ ถึงความจำนงในการเข้าร่วมโครงการริเริ่มป้องกันขีปนาวุธ "โกลเดนโดม" (Golden Dome) และคาดการณ์ว่ารัฐบาลวอชิงตันอาจแสวงหาความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นในการผลิตขีปนาวุธ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและความขัดแย้งอื่นๆ
แหล่งข่าวในรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งขอสงวนนาม เปิดเผยว่า นางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศแผนการล่าสุดนี้ในระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ณ การประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 มีนาคมที่จะถึงนี้
สำหรับ โครงการ "โกลเดนโดม" ของทรัมป์ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วโดยมีแผนว่าภายในปี 2571 จะขยายระบบป้องกันภาคพื้นดินที่มีอยู่เดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้น ด้วยการเพิ่มองค์ประกอบเชิงทดลองที่ติดตั้งในอวกาศ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจจับ ติดตาม และอาจรวมถึงการต่อต้านภัยคุกคามที่เข้ามาจากวงโคจรในอวกาศ อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันโครงการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรมก็ยังคงไม่มีความชัดเจน
หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ซึ่งรายงานแผนการของญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกเมื่อวันศุกร์ (13) ระบุว่ารัฐบาลโตเกียวหวังว่าโครงการริเริ่มนี้จะสามารถนำมาใช้ในการปกป้องประเทศจากขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก รุ่นใหม่ที่กำลังพัฒนาโดยจีน และรัสเซีย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจขอให้ญี่ปุ่นผลิตหรือร่วมพัฒนาขีปนาวุธ เพื่อช่วยทดแทนคลังสรรพาวุธของสหรัฐฯ ที่ร่อยหรอลงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการสนับสนุนยูเครน
อนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว ญี่ปุ่นได้ส่งออกขีปนาวุธแพทริออต แบบพื้นสู่อากาศที่ผลิตภายใต้ใบอนุญาตจำนวนหนึ่งไปยังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการทำลายข้อจำกัดที่มีมาอย่างยาวนานในการห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรงครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันให้บริษัทคู่สัญญาด้านกลาโหมเร่งการผลิตขีปนาวุธ และเครื่องกระสุนอื่นๆ ที่เหลือน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลโตเกียวเองก็กำลังพยายามเสริมสร้างคลังสรรพาวุธของตนเพื่อป้องปรามจีนที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น และเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง
ระบบสกัดกั้นแพทริออตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีและโดรนของอิหร่านหลายร้อยลำที่ยิงใส่ประเทศแถบอ่าวอาหรับ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยูเครนยังได้พึ่งพาระบบแพทริออตในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทางทหาร นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานในปี 2565
ขณะเดียวกันวานนี้ นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังแถลงว่าการส่งมอบขีปนาวุธร่อน "โทมาฮอว์ก" (Tomahawk) ของสหรัฐฯ ให้กับกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยขีปนาวุธเหล่านี้จะถูกนำมาประจำการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของญี่ปุ่นในการพัฒนา "ขีดความสามารถในการป้องกันแบบระยะไกล" (standoff defense capability) เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามจากภายนอกระยะยิงของศัตรู
นายโคอิซูมิกล่าวในการแถลงข่าวว่า การประจำการนี้จะ "ช่วยป้องปรามการโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศของเรา"
ทั้้งนี้ ขีปนาวุธโทมาฮอว์กมีพิสัยยิงไกลสุดประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อจัดหาขีปนาวุธโทมาฮอว์กจำนวนสูงสุด 400 ลูก ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 ถึง 2570
ภายในฤดูร้อนนี้ กระทรวงกลาโหมจะส่งเรือทำลายล้างติดตั้งระบบเอจิส "โชคาย" (Chokai) ซึ่งจะเป็นเรือลำแรกของญี่ปุ่นที่บรรทุกขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ไปยังสหรัฐฯ เพื่อทำการทดสอบยิงด้วยกระสุนจริงในพื้นที่ทดสอบทางทะเลของประเทศพันธมิตร
นอกจากนี้ นายโคอิซูมิยังได้ประกาศเริ่มการส่งมอบ "Joint Strike Missile" ของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอาวุธต่อต้านภาคพื้นดินและต่อต้านเรือ เพื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ F-35 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศอีกด้วย