อดีต สว.กทม. จี้รัฐบาลเร่งสกัดกักตุนน้ำมัน แก้วิกฤตซ้ำเติมน้ำมันแพง ติงปล่อยตามยถากรรมปั๊มแห่กั๊กรอน้ำมันขึ้นราคาพรุ่งนี้ ราวกับไม่มี รบ. ชี้ น้ำมันสำรองไม่ควรขึ้นราคาตามราคาปัจจุบัน จี้สั่ง ปตท.ไม่ปรับราคาสต๊อกเก่า-กระจายให้ทั่วถึง หรือลดภาษีเท่ากับที่ปรับขึ้น ทำให้มั่นใจว่า ปชช.มาก่อนตามที่พูด
วันนี้ (15 มี.ค.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กรุงเทพมหานคร โพสต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ในหัวข้อ รัฐบาลต้องเร่งสะกัดการกักตุนน้ำมัน แก้วิกฤติซ้ำเติมน้ำมันแพง มีเนื้อหาดังนี้
การที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันนี้ เป็นที่รู้กันว่าหลังจากนั้นน้ำมันต้องขึ้นราคา ซึ่งไม่รู้ว่าจะขึ้นลิตรละกี่บาท จึงเกิดปรากฎการณ์ปิดปั๊มอั้นน้ำมันไว้เพื่อขายช่วงปรับราคาขึ้น วันนี้จะเห็นภาพประชาชนตื่นตระหนกแห่กันเอาแกลลอนและถังมาเข้าแถวหน้าปั้มรอเติมน้ำมัน เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นเท่าไร
สถานการณ์ของประเทศตอนนี้ น้ำมันยังไม่ได้ขาดแคลน เพราะรัฐบาลประกาศเองมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 90 วัน และเป็นน้ำมันสต็อคเก่าอย่างน้อย60 วันที่ไม่ควรให้ปรับขึ้นราคา ตามราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน
แต่รัฐบาลก็ปล่อยให้เป็นช่วงเวลาทองของการกักตุนเพื่อหากำไรของโรงกลั่น และปั๊มโดยเฉพาะปั๊มต่างจังหวัด จะปิดปั๊มหยุดขายน้ำมัน ก่อให้เกิดความโกลาหล ทำให้ไม่มีน้ำมันขนส่งสินค้า สินค้าเกษตรเสียหาย หรือไม่มีน้ำมันใส่เครื่องสูบน้ำ รถเกี่ยวข้าวนาปรัง ฯลฯ ก่อผลกระทบวงกว้างในชีวิตเศรษฐกิจด้านอื่นๆของประชาชนอีกมากมาย
รัฐบาลควรเข้าใจจิตวิทยามวลชนดังกล่าว และควรเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยสถานการณ์เช่นนี้ไปตามยถากรรม ราวกับประเทศไม่มีรัฐบาล
รัฐบาลมักพูดว่า ประชาชนต้องมาก่อน จึงต้องเริ่มขยับแก้ปัญหาจากส่วนของรัฐบาลก่อน ไม่ใช่ประชาชนต้องเป็นผู้จ่ายก่อน
มาตรการแก้วิกฤตน้ำมันแพงเร่งด่วน คือ รัฐบาลควรกำกับ บมจ.ปตท.ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่เรื่องไม่ควรปรับราคาน้ำมันสต็อคเก่า หากยังทำไม่ได้ทันที รัฐบาลควรประกาศว่า รัฐบาลจะลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเท่ากับราคาที่ต้องปรับขึ้น เพื่อป้องกันการกักตุนและสกัดไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้าปั๊ม ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน
ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลถูกเก็บ 6.92 บาทต่อลิตร รัฐบาลควรทยอยลดการเก็บภาษีลงไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าวิกฤตจะผ่านพ้นไป
ขอให้ดูตัวอย่างตอนวิกฤตนำ้มันแพงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ในปี 2556 ยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 29.99 บาท รัฐบาลยอมลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจนเหลือแค่ลิตรละ 1 สตางค์ เท่านั้น โดยไม่ต้องใช้กองทุนน้ำมันมาแบกแบบบ้าระห่ำดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ด้วยซ้ำ
รัฐบาลต้องกำกับ บมจ.ปตท.ที่มีหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นจำนวน 4 ใน 6 โรง ในการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงในต่างจังหวัด ร่วมมือในการดูแลสถานการณ์วิกฤตไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งกรณีกลัวน้ำมันขาดแคลน หรือราคาปรับสูงขึ้นจนทำมาหากินต่อไปไม่ไหว
ทำได้เช่นนี้ค่อยมั่นใจว่า รัฐบาลได้ทำอย่างที่มักพูดว่าประชาชนต้องมาก่อน ประชาชนต้องได้รับการดูแลก่อน