ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รูเวน อาซาร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำอินเดีย เมื่อวันจันทร์(16 มี.ค.) ส่งสัญญาณว่า "เราพร้อมหยุดความเป็นปรปักษ์ ถ้าอิหร่านเปลี่ยนท่าที" และอ้างว่าเทลอาวีฟ ได้ปรึกษาหารือผ่านช่องทางทางการทูตต่างๆในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในนั้นรวมถึงกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯและประเทศอื่นๆในภูมิภาค
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับแผนของอิสราเอล หลังความขัดแย้งลากยาวเข้าสู่วันที่ 17 ในวันจันทร์(16มี.ค.) อาซาร์ บอกกับพวกผู้สื่อข่าว "ผมไม่คิดว่ามันจะอยู่บนเส้นทางการรุกรานทางภาคพื้นอย่างเต็มรูปแบบ" พร้อมอ้างว่า ผ่านปฏิบัติการทางทหาร "เราสามารถจัดการลดศักยภาพการยิงขีปนาวุธของอิหร่านลงอย่างมาก"
"เรายังคงไล่ล่าแท่นยิง และศักยภาพทางทหารอื่นๆที่เหลืออยู่" ทูตรายนี้ระบุ "เวลานี้ เราควบคุมน่านฟ้าของอิหร่านได้แล้ว และพวกเขา(อิหร่าน) อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่"
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสหรัฐฯและอิสราเอลร่วมกันเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเล่นงานอิหร่าน กระตุ้นให้เตหะรานโจมตีประเทศต่างๆในแถบอ่าวเปอร์เซีย ที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของอเมริกา และใช้การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ งัดข้อสหรัฐฯกับอิสราเอล
เมื่อถามว่าการตอบโต้ของอิหร่าน ทำให้อิสราเอลปรับเปลี่ยนเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ อาซาร์ตอบว่า "เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ไม่เคยเปลี่ยน เราแค่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบอบปกครองของอิหร่าน" เขากล่าว "ถ้าอิหร่านตัดสินใจเปลี่ยนท่าที ยอมรับอิสราเอลและมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล เมื่อนั้น อนาคตก็สามารถสดใสกว่าเดิม"
ระหว่างการสัมภาษณ์ อาซาร์ ยังถูกถามอีกว่าอิสราเอลได้พิจารณาถึงทางออกหนึ่งๆที่จะออกจากความขัดแย้งผ่านช่องทางด้านการทูตหรือไม่ เขาตอบว่า "ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิสราเอลปรึกษาหารือผ่านช่องทางทางการทูตต่างๆ ในนั้นรวมถึงกับพันธมิตรของอิสราเอล , สหรัฐฯ เช่นเดียวกับประเทศต่างๆในภูมิภาค และประเทศอื่นๆบางชาติ ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน"
"เราสนับสนุนการทูตเสมอ เคราะห์ร้าย เราใช้ความพยายามทางการทูตจนถึงขีดสุดแล้ว เลยต้องใช้มาตรการทางทหาร เราหวังว่าการทูตจะกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง เช่นเดียวกับผลลัพธ์ของปฏิบัติการทางทหารของเรา และเราพร้อมหยุดความเป็นปรปักษ์ ถ้าอิหร่านเปลี่ยนท่าที" เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำอินเดียกล่าว
ทูตอิสราเอลรายนี้ ยังถูกถามเกี่ยวกับการเตรียมการของอิสราเอล ในกรณีที่ความขัดแย้งเปลี่ยนเข้าสู่สงครามที่ลากยาว อาซาร์ ตอบสั้นๆว่า "เรามีออกซิเจนและมีศักยภาพเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป จนกว่าเราจะหมดทางเลือก"
ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการด้านการบินทั่วโลก และราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ก่อความเป็นไปได้ของเค้าลางวิกฤตพลังงาน
อาซาร์ ให้สัมภาษณ์กับ PTI สื่อมวลชนอินเดียอีกแห่งในเวลาต่อว่า บอกว่า "เรามั่นใจมากว่า เราสามารถลดระดับศักยภาพเครื่องจักรกลสงครามของระบอบอิหร่านลงได้อย่างมาก ทั้งสหรัฐฯและอิสราเอล "กำจัดกองทัพเรืออิหร่าน กองทัพอากาศของพวกเขา และศักยภาพด้านการผลิตมากมายของพวกเขา ศักยภาพด้านการผลิตของพวกเขาเป็นศูนย์แล้วในตอนนี้"
"เราลดระดับศักยภาพของพวกเขาในการโจมตีแก้แค้นและยิงขีปนาวุธ ตอนนี้ พวกเขายิงออกมาราวๆ 10 ชุดต่อวัน น้อยกว่ามากๆ เมื่อเทียบกับตอนที่พวกเขาทำในช่วงต้นๆของสงคราม ตราบใดที่มันเป็นไปในทิศทางนี้ ข้อจำกัดเดียวของเราคือสภาพอากาศ"
"เราจะยังคงควบคุมน่านฟ้าของอิหร่าน และดูแลผลประโยชน์ของเรา และเดินหน้าลดศักยภาพของอิหร่าน เราร่วมมืออย่างเต็มกำลังกับสหรัฐฯในปฏิบัติการนี้" เขาระบุ
เมื่อถามว่ารู้สึกประหลาดใจหรือไม่ ต่อปฏิบัติการแก้แค้นของอิหร่าน ทูตรายนี้ตอบว่า "เราไม่ประหลาดใจ เรารู้ว่าอิหร่านมีศักยภาพนี้ แต่โชคดี เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการรื้อถอนศักยภาพดังกล่าว"
ในประเด็นที่อิหร่านโจมตีบรรดาชาติเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย อาซาน์ ระบุว่า "มันเป็นเรื่องเคราะห์ร้ายอย่างมาก" และกล่าวหาอิหร่าน "เลือกใช้การก่อการร้าย ข่มขู่เพื่อนๆของพวกเขาเอง"
ทูตรายนี้ ให้สัมภาษณ์ปิดท้ายว่า "อิสราเอลมักเลือกใช้การทูตอยู่เสมอ" และใช้ช่องทางด้านการทูต ในความพยายามโน้มน้าวผู้นำอิหร่านให้เปลี่ยนท่าที "แต่พวกเขาไม่เปลี่ยนท่าที ดังนั้น เราไม่มีทางเลือก ยกเว้นแต่ใช้กำลังทหาร" เขาอ้าง
(ที่มา:อีโคโนมิคไทม์ส/บิสซิเนสสแตนดาร์ด)