ต้นทุนทางการเงินของผู้เสียภาษีอเมริกา ในสงครามกับอิหร่าน ถูกบิดเบือนข้อมูลต่ำกว่าความเป็นจริงโดยพวกเจ้าหน้าที่ และในความเป็นจริงคือ มันอาจพอกพูนแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ในระยะยาว จากคำเตือนของ Intercept องค์กรข่าวที่ไม่แสวงหาผลกำไรสัญชาติสหรัฐฯ
งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ ซึ่งมากที่สุดในโลก พุ่งเกิน 830,000 ล้านดอลลาร์อยู่ก่อนแล้ว ในปีงบประมาณ 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อวดอ้างว่าด้วยคลังกระสุนที่มีอยู่ในปัจจุบันของเพนตากอน ก็สามารถดำเนินการได้อย่างยืดเยื้อในยุทธการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแสดงความสงสัยว่าจำนวนอาวุธที่ร่อยหรอกำลังกลายมาเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ
ในรายงานที่เผยแพร่ในวันพุธ(18มี.ค.) Intercept ให้คำประเมินที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับตัวเลขประมาณการค่าใช้จ่ายของ ปฏิบัติการมหากาพย์โกรธาOperation Epic Fury ที่พวกเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์กล่าวอ้างก่อนหน้านี้
Intercept อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาล ระบุว่าตัวเลขคำประเมิน 12,000 ล้านดอลลาร์ ที่ทาง เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทรัมป์ พูดถึงเมื่อวันอาทิตย์(15 มี.ค.) นั้น ไม่นับรวมต้นทุนของการเสริมกำลังทหารในตะวันออกกลาง ในช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่สงครามซึ่งยืดเยื้อมา 3 สัปดาห์ มีค่าใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 130,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 250,000 ล้านดอลลาร์ ถ้ามันลากยาว 8 สัปดาห์
คาดหมายว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับงบประมาณของกระทรวงสงคราม(กระทรวงกลาโหม) ในปีงบประมาณ 2027
รายงานของ Intercept ระบุว่าต้นทุนระยะยาว ซึ่งรวมไปถึงสิทธิประโยชน์ทหารผ่านศึกและดอกเบี้ยของหนี้สินที่เพิ่มขึ้น รวมแล้วอาจพุ่งแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมันคล้ายกับสงครามอิรัก โดยคราวนั้นรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช เบื้องต้นคาดหมายว่าค้นทุนในการโค่นล้ม ซัดดัม ฮุนเซน อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์ แต่จากการประเมินอิสราเอล พบว่าตัวเลขทะลุไปแตะระดับราวๆ 8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2021
ปัจจุบันตัวเลขหนี้ของสหรัฐฯกำลังแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 38 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม อ้างอิงจากข้อมูลกระทรวงการคลังอเมริกา ทั้งนี้ ทรัมป์ เคยหาเสียงระหว่างศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ว่าจะไม่เริ่มสงครามใหม่ๆที่มีค่าใช้จ่ายที่แสนแพง และจะปรับลดหนี้ ด้วยการตัดลดการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว เขาได้ทำในสิ่งที่สวนทางกับคำพูดโดยสิ้นเชิง
ในสัปดาห์นี้ โจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายแห่งชาติสหรัฐฯ ลาออกเพื่อประท้วงสงครามกับอิหร่าน เขาไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยยืนยันว่าอิหร่าน "ไม่ได้เป็นภัยจวนตัวต่อประเทศของเรา" และ ทรัมป์ ตัดสินใจเปิดฉากโจมตี สืบเนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและล็อบบี้ยิสต์ทรงอิทธิพลของอเมริกา
(ที่มา:อินเตอร์เซ็ป/อาร์ทีนิวส์)