xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐฯ เชื่อ 'จีน' ยังไม่บุกไต้หวันในปี 2027 ชี้ปักกิ่งยังหวังรวมชาติโดยไม่ใช้กำลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ เผยผลการประเมินในวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า จีนยังไม่มีแผนที่จะบุกไต้หวันในปี 2027 และต้องการควบคุมเกาะแห่งนี้โดยไม่ใช้กำลัง ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่ระมัดระวังในประเด็นความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุดประเด็นหนึ่งของโลก

การประเมินในรายงานประจำปีของหน่วยงานข่าวกรองเกี่ยวกับภัยคุกคามระดับโลกมีขึ้นในขณะที่ปักกิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวันด้วยการซ้อมรบทางทหารบ่อยครั้ง แม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะอ้างว่าปักกิ่งคงไม่บุกไต้หวันในระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ตาม

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุเมื่อปลายปีที่แล้วว่า กองทัพสหรัฐฯ เชื่อว่าจีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะเอาชนะในการต่อสู้เพื่อยึดไต้หวันภายในปี 2027 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และกำลังปรับปรุงทางเลือกในการยึดไต้หวันด้วย "กำลังอย่างโหดเหี้ยม" หากจำเป็น

ล่าสุด หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุในรายงานว่า "แม้จีนจะขู่ใช้กำลังบังคับให้เกิดการรวมชาติหากจำเป็น และเพื่อตอบโต้สิ่งที่จีนมองว่าเป็นการที่สหรัฐฯ ใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายการขึ้นมามีอำนาจของจีน แต่จีนก็ต้องการที่จะบรรลุการรวมชาติโดยไม่ใช้กำลัง หากเป็นไปได้"

สหรัฐฯ "ประเมินว่า ผู้นำจีนในปัจจุบันไม่ได้วางแผนที่จะบุกไต้หวันในปี 2027 และก็ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการรวมชาติ"

รายงานฉบับนี้ย้ำมุมมองก่อนหน้าที่ว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกำลังมีความคืบหน้า "อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สม่ำเสมอ" ในด้านขีดความสามารถที่จะใช้ยึดครองเกาะซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้

สถานทูตเชิงพฤตินัยของไต้หวันในวอชิงตันแถลงว่า ไต้หวันจะยังคงติดตามกิจกรรมของจีน และ "เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา"

"จีนไม่เคยละทิ้งการใช้กำลังต่อไต้หวัน การข่มขู่ทางทหารอย่างต่อเนื่องและการปฏิบัติการในเขตพื้นที่สีเทาของจีนก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงไม่เพียงแต่ต่อไต้หวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคด้วย" คำแถลงระบุ

ด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังไม่ได้ตอบคำถามสื่อในประเด็นนี้

ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวอ้างถึง "ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม" กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มาหลายครั้ง มีท่าทีไม่อนาทรร้อนใจกับภัยคุกคามที่เกิดจากการซ้อมรบของจีนรอบไต้หวัน และกล่าวว่า สี จิ้นผิง เคยบอกกับตนว่าจะไม่โจมตีไต้หวันในขณะที่ตนยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ฝ่ายจีนไม่เคยยืนยัน

จีนมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนเอง และไม่เคยละทิ้งการใช้กำลังเพื่อยึดครองเกาะแห่งนี้ ขณะที่ไต้หวันปฏิเสธการอ้างสิทธิอธิปไตยของปักกิ่ง และย้ำว่ามีเพียงประชาชนของเกาะเท่านั้นที่จะตัดสินอนาคตของตนเองได้

แม้จะมีความกังวลทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศเกี่ยวกับระดับการสนับสนุนไต้หวันของทรัมป์ แต่ในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว รัฐบาลของเขาก็ได้เปิดเผยการขายอาวุธมูลค่า 11 ,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับไทเป ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เรื่องนี้ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ และเตือนว่าข้อตกลงขายอาวุธเช่นนี้ต้องยุติลง

กระนั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบางส่วนกังวลว่าทรัมป์ อาจเตรียมที่จะลดการสนับสนุนไต้หวันลงเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้ากับจีน และพวกเขาเกรงว่า การกระทำดังกล่าวจะทำให้ปักกิ่งฮึกเหิม และจุดชนวนความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกที่กำลังมีการใช้กำลังทหารเพิ่มมากขึ้น

โตเกียวยังรู้สึกไม่สบายใจกับท่าทีสนับสนุนที่ลดลงของสหรัฐฯ ต่อ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หลังจากที่เธอแสดงความคิดเห็นเมื่อปีที่แล้วว่า การโจมตีไต้หวันโดยจีนอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น โดยมีรายงานว่า ทรัมป์ ได้บอกกับ ทาคาอิจิ เป็นการส่วนตัวว่า อย่าทำให้ความขัดแย้งทางการทูตกับปักกิ่งบานปลายไปกว่านี้

ในรายงานเมื่อวันพุธ (18) หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ อ้างอิงคำพูดของ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับไต้หวันว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" สำหรับผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการตีความที่สร้างความไม่พอใจให้กับโตเกียว เพียง 1 วันก่อนการเยือนทำเนียบขาวของนายกฯ หญิงแดนปลาดิบ

ทาคาอิจิ ยืนยันมาตลอดว่า จุดยืนของเธอสอดคล้องกับนโยบายของญี่ปุ่นที่มีมาอย่างยาวนาน

ที่มา: รอยเตอร์