แถลงการณ์ร่วม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
.
เรื่อง ข้อเสนอทางออกปัญหาพลังงานไทยในยามวิกฤติ
.
เนื่องด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้มาประชุมร่วมกันในวันนี้ เพื่อเสนอทางออกปัญหาพลังงานในยามวิกฤติ สืบเนื่องจากวิกฤติสงครามในอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีผลทำให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก และของประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด ก่อให้เกิดวิกฤติราคาน้ำมัน ความถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติน้ำมันโลกครั้งนี้ด้วย และมีแนวโน้มจะมีความยืดเยื้อต่อไป อันจะนำไปสู่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในด้านราคาสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ราคาไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ราคาพลาสติก ราคาบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ซึ่งจะส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเห็นควรให้เสนอต่อรัฐบาลและพี่น้องประชาชนให้รับทราบข้อเท็จจริงและทางออกในการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้
.
ประการแรก การบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่มีเพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันชั่วคราว เป็นการประกาศตรึงราคาระยะยาวโดยมีกำหนดระยะเวลาชัดเจน ส่งผลทำให้เกิดการกักตุนเพื่อเก็งกำไรราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทั่วไปทันที ยิ่งเร่งทำให้น้ำมันขาดแคลนมากขึ้น และทำให้ผู้มีอิทธิพลหรือเส้นสายทางการเมืองสามารถทำกำไรจากการกักตุนโดยไม่ถูกตรวจสอบจากภาครัฐได้ แต่การประกาศลักษณะเช่นนี้กลับทำให้ผู้ประกอบการกักตุนน้ำมันบางรายได้รับผลประโยชน์และกำไรมหาศาล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ
.
จึงขอเรียกร้องเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขเรื่องราคาน้ำมันโดยเร่งด่วน โดยปัจจุบันประเทศไทยภายใต้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้ใช้นโยบายราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทย โดยเสมือนว่าไม่มีโรงกลั่นในประเทศไทยเลยแม้แต่โรงเดียว จึงต้องอิงราคาที่สมมติว่าประเทศไทยต้องมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (ที่ผ่านการกลั่นแล้ว) จากประเทศสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต้องบวกค่าพรีเมียมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน ค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง และค่าบริการอื่น ๆ (ค่าใช้จ่ายคลังและค่าลำเลียง)
.
แม้ว่าจะมีการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีราคาถูกกว่าจากประเทศรัสเซียก็ดี หรือเอกชนจะซื้อน้ำมันดิบกักตุนก็ดี หรือให้ผู้ประกอบการเพิ่มการสำรองน้ำมันโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้ผู้ประกอบการได้กำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังคงคิดราคาขายปลีกเท่าเดิมโดยอิงราคานำเข้าจากตลาดประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่เมื่อประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านกลับตัดค่าพรีเมียมออกทั้งหมด ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นของประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าที่ใช้ในประเทศไทย จึงทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันแพงกว่าต้นทุนจริง และโรงกลั่นน้ำมันก็ได้กำไรเกินสมควรจริงไปด้วย และยิ่งในสถานการณ์วิกฤติการณ์น้ำมัน ส่งผลให้โรงกลั่นได้กำไรเพิ่มยิ่งขึ้น ขณะที่ประชาชนก็เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสยิ่งขึ้น
.
ตัวอย่างเช่น ค่าการกลั่นน้ำมันรวมเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติและสูงกว่าต้นทุนจริงจากเดิมอย่างน้อย 4 บาทต่อลิตร รวมเป็นเงิน 7,200 ล้านบาท (ระหว่างวันที่ 1 - 19 มีนาคม 2569) เพียงเพราะอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์อย่างเดียว
.
และโรงกลั่นยังมีกำไรเพิ่มเติมจากสต็อกน้ำมันเก่าก่อนภาวะสงครามที่สูงขึ้นเพราะอิงราคาใหม่จากตลาดสิงคโปร์คิดเป็นเงิน 8 บาทต่อลิตร ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 14,400 ล้านบาท
.
ตลอดระยะเวลา 18 วันที่ผ่านมา โดยประเมินการใช้น้ำมันอย่างน้อยวันละ 100 ล้านลิตร โรงกลั่นน้ำมันจึงมีกำไรในลักษณะกินเปล่าอย่างน้อย 21,600 ล้านบาท
.
จึงเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้
.
1. เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำโดยใช้อำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2553 และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เพื่อประกาศกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อใช้ราคาน้ำมันนำเข้าตามต้นทุนจริงของสต็อกเก่าที่รัฐบาลประกาศไว้ว่ามีสำรองไว้ 61 วัน บวกกับให้ลดค่าการกลั่นที่ในปัจจุบันราคาสูงถึง 6.21 บาทต่อลิตร ให้อยู่ในราคาเฉลี่ย 12 เดือนก่อนสงครามคือ 2.03 บาทต่อลิตร โดยให้ใช้ประกาศนี้เป็นเวลา 61 วันตามที่รัฐบาลประกาศว่ามีสต็อกน้ำมันอยู่
.
หากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจประกาศการคิดสูตรราคาโครงสร้างใหม่เช่นนี้แล้ว จะทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น (ราคาก่อนรวมภาษีและกองทุนฯ และค่าการตลาด) ลดลงทันที โดยราคาน้ำมันเบนซิน 95 หน้าโรงกลั่นจาก 31.46 บาทต่อลิตร เหลือไม่เกิน 14 บาทต่อลิตร ลดลงไป 17.46 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นจากเดิมประมาณ 39.87 บาทต่อลิตร เหลือไม่เกิน 14 บาทต่อลิตร ลดลงไป 25.87 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน มิให้โรงกลั่นได้กำไรเกินสมควร
.
2. เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำ ใช้อำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกคืนเงินกินเปล่าลาภลอยในช่วงเวลา 18 วัน อย่างน้อย 21,600 ล้านบาท ที่ได้รับจากการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งคืนกลับให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยอาศัยมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่ว่า "น้ำมันเชื้อเพลิงใดที่มีการรับเงินชดเชยจากกองทุนแล้วตามมาตรา 29 หากมีกรณีตามมาตรา 28 เกิดขึ้นหลังจากได้รับเงินชดเชยจากกองทุน ให้บุคคลดังต่อไปนี้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุน ตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ไม่ว่าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยหรือไม่ก็ตาม"
.
โดยหากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้นำเงิน 21,600 ล้านบาทที่ได้กลับมายังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปลดหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และชดเชยราคาหน้าปั๊มให้มีความเป็นธรรม
.
3. ให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งการให้มีการกำหนดควบคุมเพดานค่าการตลาดน้ำมันเบนซินทุกชนิดให้ไม่เกิน 1.85 บาทต่อลิตร และดีเซลไม่เกิน 1.5 บาทต่อลิตรตามที่มติ กบง. เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการกำหนดไว้ แต่มติ กบง. ดังกล่าวไม่มีการบังคับใช้จริง และไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนมติ กบง. ดังกล่าวภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกตามพระราชกำหนดฯ
.
4. ในสถานการณ์วิกฤติเช่นในปัจจุบัน ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการคลังลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเดิมในกลุ่มเบนซินที่ราคาลิตรละ 6.75 บาทต่อลิตร และกลุ่มดีเซลที่ราคาลิตรละ 6.92 บาทต่อลิตร ลงเหลือ 0.01 บาทต่อลิตร ดังที่เคยปรากฏในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเป็นการบรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ
.
มาตรการที่เสนอมาทั้งหมดดังที่กล่าวมา เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติรัฐบาลจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยุติการอ้างอิงราคาสมมุติว่านำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และให้ใช้ราคาที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่จะไม่เกิดการเอาเปรียบ โดยกำหนดราคาขาย ณ โรงกลั่นใหม่ เป็น กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น = ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยย้อนหลัง ตามจำนวนวันที่กำหนดตายตัวที่ชัดเจน + ค่าการกลั่นที่เหมาะสม โดยไม่เกินเพดานค่าการกลั่นที่กำหนด และต้องไม่ขายภายในประเทศเกินกว่าราคาที่ส่งออก
.
ประการที่สอง การแก้ปัญหาราคาก๊าซหุงต้ม เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. ใช้อำนาจปรับโครงสร้างราคา LPG ใหม่ จากเดิมที่ประกาศให้ราคาขายก๊าซหุงต้ม ณ คลังจัดหาเป็นราคาลอยตัวโดยอ้างอิงราคาตลาดโลกโดยให้สมมุติว่านำเข้าก๊าซหุงต้มจากประเทศซาอุดีอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติ กพช. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป โดยให้แก้ไขเป็นกำหนดโรงแยกก๊าซฯ ใช้ปริมาณและต้นทุนราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งผลิตต่าง ๆ ในอ่าวไทย และกำหนดราคาขาย LPG ณ โรงแยกก๊าซใหม่ที่เหมาะสมคงที่ โดยการจัดสรรแบบเดิมที่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก่อน เปลี่ยนเป็นการจัดสรรก๊าซ LPG สำหรับประชาชนให้กับภาคครัวเรือนใช้ก่อน ในราคาถูกและเพียงพอ ส่วนที่เหลือให้นำไปคำนวณตามสูตรราคาแบบ Pool Gas หรือเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่น และส่วนที่นำเข้าขายให้ภาคปิโตรเคมี ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม
.
ประการที่สาม ให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ทุก ๆ 1 แสนหลังคาเรือน ที่ขนาดติดตั้ง 3 กิโลวัตต์ จะลดการนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาก่อนภาวะสงครามได้ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี โดยให้ใช้นโยบายหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (net-metering) เพื่อลดค่าไฟฟ้ากับประชาชน อีกทั้งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และค่าไฟต่อหน่วยไฟฟ้าลดลง เป็นการช่วยระบบไฟฟ้าทั้งระบบ
......
Sondhi X