ไต้หวันออกมาปฏิเสธข้อเสนอของจีนเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) หลังจากที่จีนอ้างเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานที่ไต้หวันจะได้รับหากยอมอยู่ภายใต้การปกครองของปักกิ่ง
การตอบสนองเช่นนี้เป็นที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว เนื่องจากไทเปยืนยันมานานว่าไม่ต้องการถูกปกครองโดยมหาอำนาจเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์
รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ตัดเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ
ไต้หวันซึ่งเคยได้รับก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในสามจากกาตาร์ และไม่พึ่งพาพลังงานจากจีนเลย กล่าวว่าได้จัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับเดือนข้างหน้าแล้ว รวมถึงจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักในระดับนานาชาติของไต้หวัน
ในการตอบสนองต่อข้อเสนอของจีน เหอ จิ้นชาง (何晉滄) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวัน กล่าวต่อสมาชิกสภาว่า "แน่นอนว่านี่เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามทางความคิด"
รัฐบาลไต้หวันมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแรงกดดันทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่องที่จีนกระทำต่อไต้หวัน
“ในเรื่องพลังงาน พวกเราในไต้หวันได้เตรียมการไว้แล้ว เรามีคลังสำรองเพื่อความปลอดภัยและแผนรับมือ” เหอ กล่าวเสริม
เฉิน ปินฮวา โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน กล่าวในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธ (18) ว่า “การรวมชาติอย่างสันติ” จะนำมาซึ่งการปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรของไต้หวันได้ดียิ่งขึ้น โดยมี “มาตุภูมิที่เข้มแข็ง” คอยสนับสนุน
ไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของปักกิ่ง และกล่าวว่ามีเพียงประชาชนของเกาะเท่านั้นที่จะตัดสินอนาคตของตนเองได้
จีนเสนอ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้ไต้หวันปกครองตนเองมานานแล้ว หากไต้หวันยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของปักกิ่ง ซึ่งไม่มีพรรคการเมืองใหญ่ใดๆ ในไต้หวันสนับสนุนแนวทางนี้
ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว สำนักข่าวซินหวาของจีนได้ระบุถึงข้อดีที่ไต้หวันจะได้รับภายหลัง “การรวมชาติ” ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ แต่ย้ำว่าเกาะนี้จะต้องถูกบริหารโดย “ผู้รักชาติ”
จีนไม่เคยปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อนำไต้หวันมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน
แหล่งข่าวระบุว่า จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกได้สั่งห้ามการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือน มี.ค. เพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ ซึ่งเป็นการจำกัดการส่งออกซึ่งเคยมีมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
ที่มา: รอยเตอร์