สหรัฐฯ พลิกตำราแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันในตลาดโลก ล่าสุดยอมยกเลิกการบอยคอตน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรลที่อยู่ระหว่างขนส่งกลางทะเล เปิดทางขายให้ชาติพันธมิตรฯ เช่น ไทยหรือเวียดนามซื้อได้ ชี้หากยังคว่ำบาตรอิหร่านก็ส่งขายให้จีนได้อยู่ดี
วันนี้(21 มี.ค.) สำนักข่าว CNN นำเสนอบทวิเคราะห์ อธิบายสาเหตุที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านบางส่วน โดยระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งผลักดันอย่างหนักเพื่อหาน้ำมันทุกบาร์เรลที่หาได้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ หลังสงครามกับอิหร่านดำเนินมาได้ 3 สัปดาห์ รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมีทางเลือกจำกัดมากขึ้นในการควบคุมราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์ประเมินเป็นการภายในว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน โดยเฉพาะเมื่อการสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นไปไม่ได้
แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐได้ใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแทบทั้งหมดแล้วเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอุปทานที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก โดยทางเลือกที่เหลืออยู่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก รวมทั้งเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับทางการเมือง
“นี่คือการหยุดชะงักของตลาดน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” นีเลช เนรูร์การ์ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านพลังงานในรัฐบาลทรัมป์กล่าว “ปริมาณที่ขาดหายไปมีมากจนมาตรการที่มีอยู่ไม่อาจชดเชยได้”
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์หลายร้อยล้านบาร์เรล ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน และเร่งการไหลเวียนของน้ำมันภายในประเทศ
แต่มาตรการเหล่านั้นแทบไม่สามารถชะลอการพุ่งขึ้นของราคาได้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกแตะระดับ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐก็พุ่งสูง โดยค่าเฉลี่ยทั้งประเทศใกล้แตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการที่ก้าวไกลยิ่งขึ้น ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราวต่อน้ำมันอิหร่านที่กำลังขนส่งอยู่กลางทะเล เพื่อเปิดทางให้พันธมิตรที่ขาดแคลนน้ำมันสามารถซื้อได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วน เนื่องจากในขณะที่สหรัฐพยายามโจมตีอิหร่านทางทหาร กลับต้องเปิดโอกาสให้อิหร่านได้รับประโยชน์ทางการเงินไปพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่อิหร่านสร้างขึ้น ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับทรัมป์เอง สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยวิจารณ์อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ส่งเงินให้อิหร่านภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ แต่ขณะนี้กลับต้องส่งเสริมให้อิหร่านเพิ่มการขายน้ำมัน
ภายในรัฐบาล จึงมองว่าการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อปล่อยให้น้ำมันอิหร่านราว 140 ล้านบาร์เรลได้เข้าสู่ตลาด แม้เพียงชั่วคราว ก็ยังคุ้มค่าเมื่อเทียบกับตลาดที่กำลังขาดแคลนอย่างหนัก
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เริ่มเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากขึ้น และไม่คิดว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการเงินให้อิหร่าน หากเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ ซื้อน้ำมันอิหร่านซึ่งถูกขนส่งออกไปทะเลเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาให้เหตุผลว่า หากสหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรน้ำมันดังกล่าวสุดท้ายแล้วก็จะถูกขายให้จีนอยู่ดี จะดีกว่าหรือไม่หากเปิดทางให้พันธมิตรของสหรัฐได้ซื้อแทน เช่น ไทยหรือเวียดนาม สามารถซื้อได้ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนในระยะสั้น
“อิหร่านก็ต้องขายน้ำมันอยู่แล้ว” แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว “แทนที่จะไปจีน เราสามารถทำให้ไทยหรือเวียดนามซื้อได้”
ด้านรัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า มาตรการนี้เป็นการ “ใช้น้ำมันอิหร่านกดราคา เพื่อต่อสู้กับเตหะราน” พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะเข้าถึงรายได้ได้ยาก และสหรัฐยังคงใช้แรงกดดันสูงสุดต่อไป
ขณะที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ไมค์ วอลซ์ ระบุว่า การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเป็นเพียง “ชั่วคราว” เพื่อสกัดยุทธศาสตร์ของอิหร่านที่ต้องการดันราคาพลังงานให้สูง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าอิหร่านยังคงได้กำไรบางส่วนจากการขายน้ำมันในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1 ใน 3 ตั้งแต่เริ่มสงคราม และแม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ผลกระทบอาจอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากปริมาณ 140 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าการใช้น้ำมันทั่วโลกเพียงประมาณ 1 วันครึ่งเท่านั้น
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากน้ำมันดังกล่าวถูกขายหมดอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านในวงกว้างมากขึ้น
ทำเนียบขาวระบุว่า รัฐบาลได้พิจารณาทุกทางเลือกเพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และเชื่อว่าหลังบรรลุเป้าหมายทางทหาร ราคาพลังงานจะลดลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี สถานการณ์สะท้อนความยากลำบากของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายสงครามระยะยาว กับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะสั้น
ทรัมป์ยังคงมองว่าผลกระทบด้านราคาพลังงานเป็นเพียง “ความเจ็บปวดระยะสั้น” ที่คุ้มค่า ขณะที่พันธมิตรและบริษัทพลังงานยังคงเผชิญความไม่แน่นอน และเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจยืดเยื้อ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า ทางเลือกของรัฐบาลกำลังเหลือเพียงไม่กี่ทาง คือ หาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ได้ หรือเตรียมรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งขึ้น
“ประเด็นคือมันแทบไม่มีทางเลือกอื่น” อดีตเจ้าหน้าที่ด้านพลังงานรายหนึ่งกล่าว “ยังไม่มีใครมีคำตอบที่ดีกว่านี้”