ประจวบคีรีขันธ์ – ภาคประมงปราณบุรีเผชิญวิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าเท่าตัว กระทบต้นทุนอย่างรุนแรง ส่งผลให้เรือประมงเริ่มทยอยหยุดทำการแล้วกว่าร้อยละ 30 พร้อมเรียกร้องภาครัฐเร่งช่วยพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รับไหว
นายอติชาติ ชัยศรี นายกสมาคมประมงปราณบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ “น้ำมันเขียว” ที่ใช้ในภาคประมง ทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ถึงร้อยละ 119 จากลิตรละ 18.86 บาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เป็นลิตรละ 40.80 บาทในปัจจุบัน
สำหรับพื้นที่ปราณบุรี มีเรือประมงประมาณ 350 ลำ ขณะนี้เริ่มมีเรือทยอยจอด เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ โดยเฉพาะเรืออวนดำที่มีต้นทุนต่อรอบ (ประมาณ 20 วัน) เพิ่มจากเดิม 1.2 ล้านบาท เป็น 1.6 ล้านบาท ขณะที่ราคาสัตว์น้ำยังทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อที่หดตัว
“ตอนนี้ชาวประมงหยุดทำการไปแล้วประมาณ 30% และมีแนวโน้มว่า หลังสิ้นเดือนมีนาคม อาจจอดเรือทั้งหมด 100% หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น” นายอติชาติกล่าว
ทั้งนี้ ชาวประมงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเสนอให้ตรึงราคาน้ำมันเขียวไว้ที่ลิตรละ 25–26 บาท เพื่อให้สามารถดำเนินอาชีพต่อไปได้ ขณะที่แนวทางของภาครัฐที่เสนอให้เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซล E20 ซึ่งมีราคาประมาณ 26 บาทต่อลิตร ถือเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการประคองสถานการณ์
ล่าสุด สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้ส่งตัวแทนเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเร่งหาแนวทางแก้ไขโดยเร็ว
นอกจากนี้ ภาคประมงยังเผชิญปัญหาซ้ำเติมจากการขาดแคลนแรงงาน หลังมีนโยบายไม่ต่ออายุวีซ่าแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา ซึ่งเป็นแรงงานหลักในภาคส่วนนี้
นายกสมาคมประมงปราณบุรี ย้ำว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การเลิกอาชีพประมงอย่างถาวร โดยบางรายอาจต้องขายเรือทิ้ง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหารของประเทศในระยะยาว