xs
xsm
sm
md
lg

ตอบโต้กันมันหยด! หัวหน้าใหญ่สายลับอเมริกัน ถูกซักไซ้ไล่ต้อนเรื่องที่ทรัมป์อ้างว่า การคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นภัยที่ ‘กำลังจะเกิดขึ้นรอมร่อแล้ว’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


บรรยายกาศในห้องประชุมของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ขณะที่ ทูลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (ที่3 จากขวา) นำคณะของประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ ไปให้ปากคำสาธารณะแก่ คณะกรรมาธิการวิสามัญการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐฯ ทั้งนี้ คณะของเธอประกอบด้วย (จากซ้าย) แคช พาเทล ผู้อำนวยการเอฟบีไอ, เจมส์ แอดัมส์ ที่ 3 ผู้อำนวยการองค์การข่าวกรองกลาโหม (ดีไอเอ), แก็บบาร์ด, วิลเลียม ฮาร์ตแมน รักษาการผู้บัญชาการของกองบัญชาการไซเบอร์สหรัฐฯ, และ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/iran-war-to-spike-us-grocery-costs-threaten-global-food-crisis/)

Spy chief grilled on Trump claim Iran nuke threat was ‘imminent’
by Brad Reed
19/03/2026


ทูลซี แก็บบาร์ด นายใหญ่ของหน่วยงานสปายสายลับทั้งหลายของสหรัฐฯ พยายามขณะให้ปากคำต่อวุฒิสภา โต้แย้งว่า “มันไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของประชาคมข่าวกรองที่จะวินิจฉัยตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นรอมร่อแล้ว และอะไรไม่ใช่ภัยคุกคามเช่นนั้น” ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจการวินิจฉัยตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯแต่เพียงผู้เดียว เธอจึงถูก ส.ว.จอน ออสซอฟฟ์ ซัดเข้าให้ว่า เธออยู่ในฐานะเป็นผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองสหรัฐฯ “มันเป็นความรับผิดชอบของคุณอย่างแน่นอนชัดเจนที่จะต้องวินิจฉัยตัดสินว่า อะไรบ้างที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ”

เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) ซักไซ้ไล่ต้อน ทูลซี แก็บบาร์ด (Tulsi Gabbard) ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) ซึ่งก็คือหัวหน้าใหญ่หน่วยงานสปายสายลับทั้งหลายทั้งปวงของอเมริกา เกี่ยวกับการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า เขาเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ก็เพราะอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามที่จะสร้างอันตรายอยู่รอมร่อแล้วต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ระหว่างการให้ปากคำสาธารณะเมื่อวันพุธ แก่คณะกรรมาธิการวิสามัญการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐฯ (Senate Select Intelligence Committee) ออสซอฟฟ์ (สังกัดพรรคเดโมแครต จากรัฐจอร์เจีย) ได้ตั้งคำถามเอากับแก็บบาร์ด ว่า ถ้าหากพิจารณาจากการแถลงที่ผ่านๆ มาของคณะบริหารชุดนี้ เกี่ยวกับสถานะของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้ว ภัยคุกคามที่อ้างว่ามาจากอิหร่านนั้น มีอะไรบ้างซึ่งสามารถถือได้ว่า เป็นภัยคุกคามชนิดที่ “กำลังจะเกิดขึ้นอยู่รอมร่อแล้ว” (“imminent”)

ออสซอฟฟ์ เริ่มต้นด้วยการไล่เรียงว่า ในคำแถลงเปิดการให้ปากคำของแก็บบาร์ดคราวนี้ ซึ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและได้จัดส่งให้ทางคณะกรรมาธิการล่วงหน้า 1 คืน ก่อนการประชุมนั้น มีการระบุว่า “โครงการเพิ่มสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ถูกกำจัดไปแล้ว” โดยเป็นผลลัพธ์ของการโจมตีทางอากาศซึ่งกระทำโดยสหรัฐฯในปีที่แล้ว

“ดังนั้น การประเมินของประชาคมข่าวกรอง (intelligence community) จึงออกมาว่า โครงการเสริมสมรรถนะนิเวคลียร์ของอิหร่าน ได้ถูกกำจัดไปแล้วจากการโจมตีทางอากาศเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วใช่หรือไม่? เขาตั้งคำถาม
(หมายเหตุผู้แปล - ฤดูร้อนในสหรัฐฯ ถือกันว่าคือช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม สหรัฐฯได้เข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน ที่เรียกกันว่า สงคราม 12 วัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 จึงถือว่าเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน)

“ใช่ค่ะ” เป็นคำตอบของแก็บบาร์ด ผู้ซึ่งก่อนหน้าเข้ามาร่วมงานกับคณะบริหารทรัมป์คราวนี้ เคยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน [1] ในเรื่องการแสดงความคิดเห็นคัดค้านการเปิดสงครามเพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน

“คำแถลงเปิดการให้ปากคำของคุณ ที่ได้ยื่นต่อประชาคมข่าวกรองเมื่อคืนนี้ ยังเน้นย้ำเอาไว้ว่า ‘(อิหร่าน) นับตั้งแต่นั้นมา ไม่ได้มีความพยายามใดๆ เลย ที่จะสร้างขีดความสามารถด้านการเสริมสมรรถนะของตนขึ้นมาใหม่ ถูกต้องหรือไม่ครับ?” ออสซอฟฟ์ ซักต่อ

“ถูกต้องค่ะ” แก็บบาร์ด ตอบ

“ทำเนียบขาวได้แถลงเมื่อวันที่ 4 มีนาคมของปีนี้ว่า สงครามครั้งนี้ ... คือ ‘การรณรงค์ทางทหารเพื่อกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้วจากระบอบปกครองอิหร่าน’” ออสซอฟฟ์ กล่าว “นี่คือคำแถลงจากทำเนียบขาวครับ ระบุว่า ‘ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้วจากระบอบปกครองอิหร่าน’ มันคือการประเมินของประชาคมข่าวกรองหรือครับว่า มีภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้วจากระบอบปกครองอิหร่าน?”

แก็บบาร์ดหยุดชะงักช่วงสั้นๆ จากนั้นก็ตอบว่า “ประชาคมข่าวกรองประเมินว่า อิหร่านธำรงรักษาเจตนารมณ์ที่จะสร้างขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของตนขึ้นมาใหม่ และที่จะขยายขีดความสามารถนี้ของตนอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก”

ตรงจุดนี้ ออสซอฟฟ์ ได้พูดสอดขึ้นมา

“เป็นการประเมินของประชาคมข่าวกรองใช่หรือไม่ ที่ว่ามี ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้วจากระบอบปกครองอิหร่าน ใช่หรือไม่ใช่ครับ?” เขาคาดคั้น

“ท่านวุฒิสมาชิกคะ บุคคลคนเดียวที่สามารถวินิจฉัยตัดสินได้ว่า อะไรคือภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้ว คือท่านประธานาธิบดีค่ะ” แก็บบาร์ด บอก

“ผิดครับ” ออสซอฟฟ์ โต้กลับ “การประชุมครั้งนี้คือ การรับฟังปากคำเกี่ยวกับภัยคุกคามต่างๆ ในระดับทั่วโลก ซึ่งคุณนำเสนอต่อทางฝ่ายข่าวกรองแห่งชาติของรัฐสภา ... คุณเพิ่งเน้นย้ำในวันนี้ว่า การประเมินของประชาคมข่าวกรองก็คือ โครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ ของอิหร่านได้ “ถูกกำจัดไปแล้ว” และบอกว่า ‘นับตั้งแต่นั้นมา ไม่ได้มีความพยายามใดๆ เลย ที่จะสร้างขีดความสามารถด้านการเสริมสมรรถนะของตนขึ้นมาใหม่’”

จากนั้น ออสซอฟฟ์ ถาม แก็บบาร์ด ว่า ประชาคมข่าวกรองเชื่อหรือว่าอิหร่านกำลังเป็น “ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมารอมร่อแล้ว” ทั้งๆ ที่ “มีการกำจัด” โครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาดังกล่าวนี้ไปก่อนแล้ว

“มันไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของประชาคมข่าวกรองที่จะวินิจฉัยตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นรอมร่อแล้ว และอะไรไม่ใช่ภัยคุกคามเช่นนั้นค่ะ” แก็บบาร์ด กล่าว

“มันเป็นความรับผิดชอบของคุณอย่างแน่นอนชัดเจนที่จะต้องวินิจฉัยตัดสินว่า อะไรบ้างที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ” ออสซอฟฟ์ ตอบโต้ พร้อมกับย้ำว่า “การประชุมนี้คือการรับฟังปากคำเกี่ยวกับภัยคุกคามต่างๆ ในระดับทั่วโลก”

สงครามทำให้ราคาของกินของใช้ในสหรัฐฯพุ่งพรวด

เวลาเดียวกัน มันก็ดูชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นการโจมตีที่เขาเป็นคนเปิดไฟเขียว สงครามเล่นงานอิหร่านของทรัมป์ก็กำลังทำให้ราคาน้ำมันที่พวกคนขับรถในสหรัฐฯต้องจ่าย ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งในไม่ช้าจะทำให้ราคาอาหารทั้งในสหรัฐฯและตลอดทั่วโลกไต่สูงขึ้นเช่นกัน

สื่อ เอ็นบีซีนิวส์ รายงาน [2] ในวันอังคาร (17 มี.ค.) ว่า ราคาของน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯเวลานี้กระโจนขึ้นไปเหนือระดับแกลลอนละ 5 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 เป็นต้นมา รายงานข่าวนี้อธิบายว่า ถ้าราคาดีเซลยังคงสูง ก็จะส่งผลไปเพิ่มราคาของสินค้าทุกอย่างตลอดทั่วทั้งสหรัฐฯที่จัดส่งโดยรถบรรทุก รวมทั้งพวกอาหารด้วย

พอล ดีทริช (Paul Dietrich) หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์ เวดบุช ซีเคียวริตีส์ (Wedbush Securities) บอกกับ เอ็นบีซีนิวส์ว่า ราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผล “กระทบโดยตรงต่อราคาผู้บริโภค” ถ้ามันยังคงขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจาก “ของกินของใช้จะต้องมีราคาแพงขึ้น, ค่าจัดส่งก็ขยับสูง, และงบใช้จ่ายของครัวเรือนต่างๆ ก็ตึงตัวยิ่งขึ้น”

“ดีเซลคือสิ่งที่ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจแท้จริง” ดีทริช อธิบาย “มันเป็นตัวฉุดลากนำเอา อาหาร, บรรจุภัณฑ์ต่างๆ, ซัปพลายต่างๆ ทางด้านเกี่ยวกับอาคาร, และข้าวของซึ่งอยู่ในคลังสินค้า ให้ไปนั่งอยู่ตามชั้นวางในร้านค้าทั้งหลาย”
ต้นทุนของดีเซลไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงเท่านั้น เนื่องจากสงครามอิหร่านยังกำลังก่อให้เกิดความเครียดเค้นขึ้นกับปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องใช้สำหรับการปลูกพืชผลต่างๆ อีกด้วย

สื่อ อัลจาซีรา รายงาน [3] เอาไว้ในวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า มีความวิตกกังวลกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ราคาของปุ๋ยที่ขยับสูงขึ้นไม่หยุด ซึ่งมีสาเหตุจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจนำไปสู่วิกฤตทางด้านอาหารทั่วโลก

อย่างที่ อัลจาซีรา อธิบายเอาไว้ ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยสามัญธรรมดาที่สุดที่เราใช้กัน ซัปพลายของปุ๋ยชนิดนี้เกือบครึ่งหนึ่งของโลกทีเดียวถูกขนส่งมาจากพวกชาติตะวันออกกลางผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

จากการที่ช่องแคบแห่งนี้ถูกอิหร่านปิด เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านถูกสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตี อัลจาซีรา เขียนเอาไว้ว่า “ราคาส่งออกยูเรียจากตะวันออกกลางกำลังวิ่งพรวดขึ้นมาประมาณ 40% โดยสูงขึ้นจากแค่เมตริกตันละไม่ถึง 500 ดอลลาร์ ไปเป็นกว่า 700 ดอลลาร์เล็กน้อยในวันศุกร์ที่แล้ว (13 มี.ค.)”

อัล จาซีรา ยังอ้างอิงการประมาณการของ เคพเลอร์ (Kpler) กิจการด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ ที่คาดการณ์เอาไว้ว่า การค้าปุ๋ยของโลกถึงราวๆ หนึ่งในสามทีเดียวอาจเผชิญการสะดุดติดขัด ถ้าหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดต่อไปอย่างยืดเยื้อ

ทางด้าน คาร์ล สเคา (Carl Skau) รองผู้อำนวยการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ โครงการอาหารโลก (World Food Program หรือ WEP) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของสหประชาชาติ กล่าวเตือนเมื่อวันอังคาร (17 มี.ค.) ว่าสงครามอิหร่านอาจผลักดันผู้คนจำนวนเป็นล้านๆ ให้เข้าสู่ความอดอยากอย่างสุดๆ ถ้าหากมันลากยาวออกไป

“ถ้าหากการสู้รบขัดแย้งนี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้วมันจะส่งคลื่นช็อกแผ่ลามออกมาทั่วโลก และครอบครัวต่างๆ ซึ่งก็ไม่สามารถหามื้ออาหารมื้อต่อไปของตนเองได้อยู่แล้ว จะเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักหน่วงที่สุด” สเคา บอก [4] “หากปราศจากการตอบสนองทางด้านมนุษยธรรมที่ได้รับเงินทุนอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว มันก็อาจหมายถึงความหายนะสำหรับผู้คนเรือนล้านซึ่งอยู่ตรงบริเวณชายขอบอยู่แล้ว”

WEP กล่าวย้ำว่า การสะดุดติดขัดในตลาดปุ๋ย เป็นการเสนอ “ข้อพิสูจน์ล่าสุดของข้อเท็จจริงที่ว่า การสู้รบขัดแย้งกันคือพลังผลักดันหมายเลขหนึ่งของภาวะอดอยากหิวโหย”

“การสู้รบขัดแย้งกันบีบบังคับให้ผู้คนต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนของตนเอง, ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน, ก่อมให้เกิดภาวะราคาเฟ้อของเชื้อเพลิงต่างๆ, และทำลายตำแหน่งงานจำนวนมากให้สูญสิ้นไป” องค์กรแห่งนี้แจกแจง “ทั้งหมดเหล่านี้ทำให้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผู้คนจำนวนมาก ที่จะสามารถเสาะหาอาหารหรือมีอาหารอย่างเพียงพอแก่การอยู่รอด และเด็กๆ ก็เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักที่สุดเสมอมา เด็กที่มีชีวิตอยู่ในประเทศซึ่งถูกทำลายล้างผลาญจากการสู้รบขัดแย้งกัน มีโอกาสมากขึ้นเป็นสองเท่าตัวที่จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่ได้เข้าโรงเรียน เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ของพวกตนซึ่งอยู่ในสถานที่ที่มีสันติภาพ”

คำเตือนเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามที่มีต่อราคาอาหารนี้ ปรากฏขึ้นขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯก็กำลังแสดงให้เห็นถึงสัญญาณหลายประการของภาวะเงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัวรุนแรงขึ้น

ดังรายงานของสื่อ ซีเอ็นบีซี [5] เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ที่ระบุว่า ราคาขายส่งในสหรัฐฯเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 0.7% ซึ่งมากกว่าสองเท่าตัวที่พวกนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการกันเอาไว้อย่างเป็นฉันทามติว่าน่าจะอยู่ที่ 0.3%”

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงระยะเวลาของปีก่อนหน้านี้ ราคาขายส่งไต่ขึ้นไป 3.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ –อันเป็นอัตราเพิ่มสูงที่สุดในรอบ 1 ปี

การพุ่งพรวดของราคาขายส่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนเงินทองที่กิจการต่างๆ ต้องจ่ายสำหรับการซื้อหาอินพุตต่างๆ มาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ของพวกตน ปกติแล้วยังเป็นตัวนำไปสู่ราคาผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามมาอีกด้วย เนื่องจากบริษัทต่างๆ จะพากันส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้นของพวกตนไปยังผู้บริโภค

“รายงานนี้บ่งบอกให้เห็นว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่จะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปอีกนั้น ยังคงมีพลังแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ เป็นการเพิ่มความลำบากยุ่งยากให้แก่เส้นทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่หน่วยงานแห่งนี้อยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่ายังจะต้องคอยระมัดระวังรักษาอัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับสูงแล้วนี้ ไปอีกนานเท่าใด” ซีเอ็นบีซี ชี้

ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/news/jon-ossoff-tulsi-gabbard)

เชิงอรรถ
[1]https://www.commondreams.org/news/2019/01/12/hawaii-congresswoman-tulsi-gabbard-running-president-focus-war-and-peace
[2] https://www.nbcnews.com/business/consumer/diesel-prices-iran-war-farmers-trump-rcna263902
[3] https://www.aljazeera.com/economy/2026/3/18/not-just-energy-how-the-iran-war-could-trigger-a-global-food-crisis
[4] https://wfpusa.org/news/effects-of-the-middle-east-conflict-fuel-prices-civilians-and-hunger/
[5] https://www.cnbc.com/2026/03/18/ppi-inflation-february-2026.html