xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมการกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เลย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เรือกวาดทุ่นระเบิด ยูเอสเอส พิเวิท (USS Pivot) (MSO-463) เรือลำแรกที่ เรือตรี เลห์เนอร์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารประจำเรือ (ภาพจากวิกิพีเดีย)
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/why-sweeping-mines-in-the-strait-of-hormuz-wouldnt-be-easy/)

Why sweeping mines in the Strait of Hormuz wouldn’t be easy
by Urban C. Lehner
18/03/2026

การใช้ทุ่นระเบิด, โดรน, และขีปนาวุธ ประสานงานกันเพื่อเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อิหร่านอยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าอย่างมหาศาล และทำให้การยุติสงครามครั้งนี้โดยเร็วเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่าได้ประหลาดใจถ้าหากทางออกของสหรัฐฯสำหรับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ ก็คือ การทำให้สถานการณ์ยิ่งยกระดับบานปลายออกไปครั้งใหญ่

ถ้าหากฝ่ายอิหร่านประสบความสำเร็จในการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ผลพวงต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจโลก --ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างมากๆ กับเรื่องราคาปุ๋ยและน้ำมันดีเซลสำหรับเกษตรกรชาวสหรัฐฯด้วย— จะเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่ง สหรัฐฯจะต้องทำอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ แต่คำถามก็คือ ทำอะไรล่ะ?

จากการที่ผมได้ใช้เวลาสองสามปีในช่วงวัย 20 ปีต้นๆ ของผมไปเป็นนายทหารกวาดทุ่นระเบิด (minesweeping officer) บนเรือกวาดทุ่นระเบิดของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ผมจึงขอปวารณาตัวเองร่วมแสดงความคิดเห็นบางอย่างบางประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ผมไม่ขอเสแสร้างอ้างว่ามีความเชี่ยวชาญโดยวางตัวเป็นนักยุทธศาสตร์การทหาร แต่ประสบการณ์ของผมน่าจะอนุญาตให้ผมได้ตั้งคำถามที่ถูกต้องสมควรจะต้องถามกันขึ้นมา

โปรดอย่าได้แสดงความขอบคุณผมสำหรับการเข้าราชการทหารของผมเลยครับ ต้องขอบคุณชาวอเมริกันที่อาสาสมัครเข้าสู้รบในสงครามเวียดนามดีกว่า ตัวผมเองนั้นถูกหมายเกณฑ์ทหาร และแทนที่จะปล่อยให้มันจบลงด้วยการเป็นทหารเดินเท้าในสงครามที่ผมไม่ได้เชื่อว่าสมควรจะไปร่วมรบด้วย ผมจึงลงชื่อสมัครเข้าโรงเรียนฝึกนายทหารใหม่กองทัพเรือ (Naval Officer Candidate School)

ในความเป็นจริง ผมยังเป็นหนี้ติดค้างต้องแสดงความขอบคุณแก่กองทัพเรือสำหรับคุณูปการที่มีส่วนสำหรับการพัฒนาส่วนบุคคลของตัวผม เรือกวาดทุ่นระเบิดเป็นเรือขนาดเล็กที่มีลูกเรือจำนวนไม่มากและนายทหารอีกจำนวนหนึ่ง boot Ensign (เรือตรีไก่อ่อน) เลห์เนอร์ อายุ 23 ปี ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าของทหาร 2 แผนก –คือ ดาดฟ้าเรือ ซึ่งประกอบด้วย งานกวาดทุ่นระเบิด และงานปืนใหญ่ อีกแผนกหนึ่งคือ การดูแลเรื่องซัปพลาย ถ้าหากเป็นบนเรือพิฆาต แต่ละแผนกจะมีหัวหน้าของตัวเอง ซึ่งเป็นนายทหารยศ full lieutenant (เรือเอก) สูงกว่า Ensign 2 ระดับ
(หมายเหตุผู้แปล – ยศ Ensign ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เทียบเท่ากับ เรือตรีของกองทัพเรือไทย ขณะที่ คำว่า boot Ensign เป็นคำสะแลง หมายถึงนายทหารไก่อ่อน ด้อยประสบการณ์ ที่เพิ่งจบจากโรงเรียนฝึกนายทหาร ส่วนยศ Lieutenant ของ ทร.อเมริกัน เท่ากับ เรือเอก ของทร.ไทย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90)

ด้วยความรับผิดชอบทั้งหมดที่วางอยู่บนบ่าของผม ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องรีบเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

ในปี 1972 สหรัฐฯได้วางทุ่นระเบิดในพื้นที่ท่าเรือไฮฟอง (Haiphong) ท่าเรือแห่งหลักของเวียดนามเหนือ กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดเอาไว้ว่าผู้ที่วางทุ่นระเบิด จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการกวาดทุ่นด้วย เวลาผ่านไปยังไม่นานเลย พวกนายทหารกวาดทุ่นระเบิดในกองเรือรบที่ผมสังกัดอยู่ ก็ได้รับคำสั่งให้แต่ละคนเสนอแผนการสำหรับการถอดถอนทุ่นระเบิดออกจากไฮฟอง

ระยะเวลา 2 ปีของการใช้งานอุปกรณ์กวาดทุ่นระเบิดในการฝึกซ้อมในพื้นที่ฝึก ทำให้ผมแน่ใจทีเดียวว่า เราไม่ควรจัดส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดเข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีทุ่นระเบิดจริง ผมคิดว่าควรทำงานนี้ โดยไม่ต้องนำเอาเรือและลูกเรือเข้าไปเสี่ยงจะดีกว่า แผนการที่ผมเสนอไปคือ อันดับแรก ส่งเรือยางขนาดเล็กที่มีคนนั่งไปด้วย นำเอาเครื่องโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดเข้าไปลากผ่านพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อกำหนดระบุจุดที่มีทุ่นระเบิดวางอยู่ จากนั้นก็ทำลายด้วยวิธียิงให้มันระเบิดจากจุดปลอดภัยที่ห่างออกมา หรือไม่ก็ส่งประดาน้ำเข้าไปทำให้มันสิ้นฤทธิ์

ดูเหมือนว่า ผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่เสนอแนะให้เรือกวาดทุ่นระเบิดปฏิบัติงานโดยอยู่นอกสนามทุ่นระเบิด ในการลงมือกวาดทุ่นระเบิดที่ท่าเรือไฮฟองในปี 1972 กองทัพเรือสหรัฐฯใช้เฮลิคอปเตอร์หลายลำทีเดียวในการกวาดลากพวกอุปกรณ์ทุ่นระเบิด เรื่องการใช้เฮลิคอปเตอร์นี้ ไม่เคยผุดขึ้นมาในหัวของผมเลย แต่ผมก็ดีใจมากที่ได้เห็นการเลือกใช้วิธีการซึ่งหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากผมหวนกลับมาใช้ชีวิตพลเรือนแล้ว เรือกวาดทุ่นระเบิดก็ถูกปลดประจำการ กองทัพเรือกระทั่งวางแผนการเป็นหลายระยะสำหรับการนำเอาพวกเรือต่อต้านทุ่นระเบิดซึ่งมีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างซับซ้อนทันสมัยยิ่งกว่าเข้าไปแทนที่ ถ้าหากสหรัฐฯตัดสินใจที่จะกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว เฮลิคอปตอร์หรือเรือที่ไม่ต้องมีคนขับ ซึ่งติดตั้งเครื่องโซนาร์ตรวจสอบระดับไฮเทค จะสามารถใช้เพื่อระบุกำหนดตำแหน่งของทุ่นระเบิดได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ใช้พวกโดรนใต้น้ำเข้าทำลาย

แต่สหรัฐฯจะเข้าไปกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซหรือ? ทุ่นระเบิดไม่ใช่อาวุธเพียงอย่างเดียวของฝ่ายอิหร่าน พวกเขายังสามารถใช้โดรนเข้าโจมตีเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังปฏิบัติภารกิจกวาดทุ่นระเบิดอยู่ ซึ่งจะเป็นเรื่องยากลำบากในการป้องกัน การกวาดทุ่นระเบิดอย่างเดียวก็เป็นงานหินเพียงพออยู่แล้ว โดยไม่ต้องกระทำเรื่องนี้ขณะที่กำลังถูกระดมยิงใส่อีก

กระทั่งในยามสันติ การกำจัดทุ่นระเบิดในฮอร์มุซก็จะต้องใช้เวลากันหลายสัปดาห์ การกวาดทุ่นระเบิดนั้นเป็นงานที่กระทำไปได้อย่างเชื่องช้า เชื่องช้าอย่างชนิดทำให้รู้สึกปวดใจกันทีเดียว การค้นหาทุ่นระเบิดในทะเล ก็เข้าทำนองคำพังเพยที่ว่าเหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร ในสมัยของผมนั้น เรือกวาดทุ่นระเบิดสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วราวๆ 4 น็อตเท่านั้นเมื่อติดตั้งพวกเครื่องมืออุปกรณ์ (1 น็อต คืออัตราความเร็ว 1 ไมล์ทะเล หรือ 1.852 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น 4 น็อต คือ 7.408 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

แต่อย่างน้อยที่สุดในสมัยนั้น เราก็ยังมีเรือกวาดทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในทุกวันนี้ เทคโนโลยีการกวาดทุ่นระเบิดก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิมมาก และสามารถกวาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทว่ากองทัพเรือกลับประสบปัญหาว่ามีเรือประเภทนี้น้อยลงกว่าเดิมเยอะ

แทนที่จะเน้นที่การกวาด สหรัฐฯอาจจะกำลังพยายามป้องกันไม่ให้มีการวางทุ่นระเบิดตั้งแต่ตอนแรกเลย ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าสหรัฐฯกำลังโจมตีพวกเรือเล็กบรรทุกทุ่นระเบิดซึ่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) ส่งออกมาปฏิบัติภารกิจ

พวกผู้เชี่ยวชาญพูดกัน [1] ว่า IRGC ใช้ระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาทีเดียวในการเตรียมตัวเพื่อปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็มีทุ่นระเบิดประเภทใช้งานในทะเลจำนวนมากถึง 5,000 ลูก และเรือดำน้ำขนาดจิ๋วอีกเป็นร้อยๆ ลำ ตลอดจนเรือวางทุ่นระเบิดขนาดเล็กแบบอื่นๆ อีก

บางที วิธีการอันแน่นอนวางใจได้มากที่สุดในการป้องกันรักษาไม่ให้มีการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ อาจจะได้แก่การเข้ายึดครองแนวชายฝั่งที่อยู่ติดกับช่องแคบ แต่การจัดส่งกองทหารภาคพื้นดินเข้าไปปฏิบัติภารกิจนี้ ย่อมเท่ากับการยกระดับบานปลายครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้สงครามครั้งนี้ยิ่งไม่เป็นที่นิยมชมชื่นของผู้ออกเสียงในอเมริกาเข้าไปอีก กระนั้นก็ตาม ยังคงมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯกำลังส่งนาวิกโยธิน 2,500 คนและเรือโจมตียกพลขึ้นบก (amphibious assault ship) เดินทางไปยังแนวหน้าแล้ว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อิหร่านนั้นตั้งใจที่จะขนส่งน้ำมันของตนเองผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมีทุ่นระเบิดหรือไม่มีก็ตามที ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 10 มีนาคมของวอลล์สตรีทเจอร์นัล [2] อิหร่านกำลังส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าช่วงก่อนสงครามด้วยซ้ำไป

เพื่อให้สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายอิหร่านย่อมจำเป็นต้องเปิดช่องทางเดินเรือผ่านดงทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัยเอาไว้ สหรัฐฯย่อมสามารถใช้พวกกล้องติดตั้งบนดาวเทียมต่างๆ ในการตรวจจับให้ทราบชัดเจนว่าช่องทางที่ว่านี้อยู่ตรงไหน ดังนั้นพวกคุณจึงอาจจะสงสัยข้องใจด้วยซ้ำว่า แล้วทำไมพวกเรือบรรทุกน้ำมันของชาติที่เป็นมิตรกับอเมริกาจึงยังคงไม่สามารถใช่ช่องทางเดียวกันนี้ได้

ผมยังไม่เห็นว่ามีใครออกมาไขข้อข้องใจข้อนี้ แต่วคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากก็คือ เรือบรรทุกน้ำมันของชาติเพื่อนมิตรและเรือพิฆาตสหรัฐฯที่เข้าร่วมสมทบกับเรือเหล่านี้ จะกลายเป็นเป้านิ่งให้ทางอิหร่านจัดการได้ตามใจชอบ เป็นต้นว่า เตหะรานอาจจะส่งโดรนเข้าเล่นงานเรือเหล่านี้ พวกเขาอาจจะกระทั่งมีอาวุธประเภทขีปนาวุธต่อสู้เรือซึ่งได้มาจากจีนหรือรัสเซียเพื่อใช้สำหรับภารกิจเช่นนี้ด้วยซ้ำไป

การใช้ทุ่นระเบิด, โดรน, และขีปนาวุธ ประสานงานกันเพื่อเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อิหร่านอยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าอย่างมหาศาล และทำให้การยุติสงครามครั้งนี้โดยเร็วเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่าได้ประหลาดใจถ้าหากทางออกของสหรัฐฯสำหรับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ ก็คือ การทำให้สถานการณ์ยิ่งยกระดับบานปลายออกไปครั้งใหญ่

เออร์บัน เลห์เนอร์ อดีตผู้สื่อข่าวประจำเอเชีย ตลอดจนอดีตบรรณาธิการคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการกิตติมศักดิ์ของนิตยสาร DTN/The Progressive Farmer ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคมโดย DTN/The Progressive Farmer

เชิงอรรถ
[1] https://www.foreignaffairs.com/iran/hormuz-minefield
[2] https://www.wsj.com/world/middle-east/irans-control-of-hormuz-means-its-exporting-more-oil-today-than-before-the-war-ede3cd91?gaa_at=eafs&gaa_n=AWEtsqe_INj51GqhfQ0A6PU_uDIRJD9gUDOvKx4mKqfExpF42y1Bdk8pdv0sUwCiYhg%3D&gaa_ts=69b5a79f&gaa_sig=5u-RC57OxKUD_HQ6mYS56Q1HczQVlCTLGmWdXtCgqawmwcq9bkfjOzFqVx0fqbpMPbxqOEOFjbl9JszWBpHXnA%3D%3D