ความพยายามของอิหร่านที่จะโจมตี “ดีเอโก การ์เซีย” ฐานทัพร่วมของสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร ที่อยู่ห่างไกลจากชายฝั่งของอิหร่านเป็นระยะทางมากกว่า 2,000 ไมล์ (มากกว่า 3,000 กิโลเมตร) กำลังก่อให้เกิดคำถามใหม่ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง เกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารของเตหะราน และในเรื่องที่ว่าขีปนาวุธของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้สามารถยิงไปได้ไกลแค่ไหนกันแน่
เมื่อตอนเช้าวันศุกร์ (22 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยปานกลาง (intermediate-range ballistic missiles) จำนวน 2 ลูกไปที่ ฐานทัพร่วมของสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนึ่งบอกกับทางโทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็น โดยกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ทั้งสองลูกไม่มีลูกไหนเลยที่โจมตีใส่ฐานทัพ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความพยายามซึ่งเป็นที่ทราบกันครั้งแรกของฝ่ายอิหร่าน ในเรื่องที่ดูเหมือนเป็นการเล็งเป้ามุ่งเล่นงานฐานทัพแห่งนี้ ซึ่งเป็นฐานทัพที่จงใจไปสร้างไว้ในสถานที่ห่างไกลเกินกว่าที่พวกศัตรูจำนวนมากจะตามเล่นงานถึง
ขณะที่การโจมตีครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันยังคงแสดงให้เห็นว่าอิหร่านตอนนี้ไม่น่าจะยึดมั่นปฏิบัติตามข้อจำกัดที่ตนวางเอาไว้เองซึ่งระบุว่าขีปนาวุธของฝ่ายตนจะมีพิสัยทำการไม่เกิน 2,000 กิโลเมตร ดังนั้นจึงกำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาว่า ใช่หรือไม่ที่เตหะรานสามารถโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯและของยุโรป ในระยะไกลกว่าที่เคยคิดกันไว้ก่อนหน้านี้
เจฟฟรีย์ ลิวอิส (Jeffrey Lewis) นักวิชาการด้านความมั่นคงระดับโลก ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก โดยในปัจจุบันประจำอยู่ที่วิทยาลัยมิดเดิลบิวรี (Middlebury College) ให้ความเห็นกับซีเอ็นเอ็นว่า ตอนที่ผู้นำสูงสุดในตอนนั้น คือ อาลี ฮอสไซนี คอเมเนอี “ประกาศข้อจำกัดด้านพิสัยทำการไม่ให้เกิน 2,000 กิโลเมตร” ขึ้นมาในปี 2017 ขณะนั้นอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัวระดับข้ามทวีป (intercontinental ballistic missile) กันแล้ว เมื่อเจอคำสั่งนี้ ขีปนาวุธดังกล่าวจึง“ได้ถูกปรับทิศทางใหม่ให้ใช้เป็นจรวดยิงขึ้นสู่อวกาศ”
“พวกเขากำลังเฝ้ารอให้ คอเมเนอี เปลี่ยนความคิด หรือไม่เช่นนั้นก็คือ ตายไป” ลิวอิสกล่าว “ตอนนี้ เขาก็ตายแล้ว”
ทางด้าน ตริตา ปาร์ซี (Trita Parsi) ผู้ร่วมก่อตั้งองค์การคลังสมอง “สถาบันควินซีเพื่อการบริหารรัฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ” (the Quincy Institute for Responsible Statecraft) เชื่อว่ามาตุภูมิสหรัฐฯ ยังคงปลอดภัยไม่ถูกฝ่ายอิหร่านโจมตี แต่เขาบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า ความพยายามในการเข้าโจมตีครั้งนี้ “บ่งชี้ให้เห็นว่าพวกฐานทัพแห่งอื่นๆ ซึ่งสหรัฐฯเคยคิดว่าอยู่นอกพิสัยทำการของอิหร่านนั้น แท้จริงแล้วอาจจะอยู่ภายในพิสัยของพวกเขา” เช่นเดียวกับพวกเรืออเมริกัน “ซึ่งจะต้องคอยรักษาให้อยู่ห่างไกลออกไป 3,000 กิโลเมตร”
ปาร์ซี ยังสงสัยว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นเหตุให้พวกประเทศยุโรปบางรายที่กำลังอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพของตนนั้น ต้องกลับมาพิจารณาทบทวนกันใหม่หรือไม่
ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้เอง สหราชอาณาจักรเพิ่งอนุญาตตามคำขอของสหรัฐฯ ในการเปิดทางให้กองทหารอเมริกันสามารถเข้าใช้พวกฐานทัพของสหราชอาณาจักร สำหรับการปฏิบัติการเล่นงานพวกที่ตั้งทางขีปนาวุธของอิหร่านได้ ขณะเดียวกัน โรมาเนีย ก็เพิ่งอนุญาตให้เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศของสหรัฐฯ ตลอดจนให้นำเอาอุปกรณ์เพื่อการสอดแนมและทางด้านดาวเทียมของสหรัฐฯ เข้าไปในฐานทัพต่างๆ ของโรมาเนียได้ ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์
“มันเป็นการทำให้พวกฐานทัพยุโรปหลายๆ แห่ง ตกอยู่ภายในพิสัยทำการของพวกเขา” ปาร์ซี บอก และกล่าวต่อไปว่า “ผมก็ไม่ทราบว่านี่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการขบคิดทบทวนกันใหม่ในทางฝ่ายยุโรปกันเลยหรือไม่ แต่มันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่พวกเขาอย่างแน่นอนชัดเจน”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมทั้งในการแสดงความเห็นครั้งแรกๆ หลังจากสหรัฐฯโจมตีอิหร่านช่วงวันสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าเตหะรานกำลังสร้างขีปนาวุธที่ “อีกไม่นานก็จะยิงถึงมาตุภูมิอเมริกา”
อย่างไรก็ตาม รายงานการประเมินสถานการณ์จากสำนักงานข่าวกรองกลาโหม (Defense Intelligence Agency หรือ DIA) ฉบับที่ไม่ถูกจัดชั้นความลับ ในปี 2025 ได้กล่าวเอาไว้ว่า อิหร่านอาจสามารถพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีป “ที่ใช้งานได้ในทางการทหาร” ภายในปี 2035 “ถ้าหากเตหะรานตัดสินใจที่เดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถนี้”
แหล่งข่าวหลายรายยังบอกกับซีเอ็นเอ็นในตอนช่วงปลายเดือนที่แล้วว่า ไม่มีข่าวกรองใดๆ ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังดำเนินโครงการขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีป ซึ่งตอนนี้สามารถโจมตีไปถึงสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ปาร์ซี กล่าวว่า การโจมตีดีเอโก การ์เซีย แม้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ยังคงทำให้ต้องใส่ “เครื่องหมายคำถามสำหรับเรื่องที่ว่า อิหร่านอาจจะมีอาวุธประเภทอื่นๆ อีกที่เราไม่เคยเชื่อกันว่าพวกเขามีอยู่ โดยที่พวกเขาอาจจะนำเอาใช้อีกด้วย”
อิหร่านนั้นมีขีปนาวุธหลายแบบ ซึ่งมีพิสัยทำการระดับ 2,000 กิโลเมตร โดยรวมถึงอาวุธอย่าง เซจจิล (Sejjil) และ โคร์รัมชาห์ร (Khorramshahr) ตลอดจนขีปนาวุธร่อนที่มีพิสัยทำการไกล อย่าง ซูมาร์ (Soumar) โดยอาจจะยิงไปได้ไกล 3,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ตามข้อมูลของ ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (the Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS)
แซม แลร์ (Sam Lair) นักวิจัยผู้ช่วย ที่ศูนย์เจมส์มาร์ตินเพื่อการศึกษาการไม่แพร่กระจายอาวุธ (James Martin Center for Nonproliferation Studies) บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า พวกจรวดส่งขึ้นสู่อวกาศของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง กาเอม-100 (Ghaem-100) ที่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง (เป็นจรวดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) มีความชัดเจนว่าสามารถยิงไปได้ไกลกว่าพิสัยทำการของพวกกองกำลังขีปนาวุธภูมิภาคของพวกเขา ถ้าหากพวกเขานำมาใช้แบบขีปนาวุธทิ้งตัว แทนที่จะใช้เป็นจรวดปล่อยยานสู่อวกาศ”
“บ่อยครั้งที่ใครๆ มักหลงลืมไปว่าจรวดที่ยิงขึ้นสู่อวกาศ โดยพื้นฐานแล้วเป็นเทคโนโลยีอย่างเดียวกับพวกขีปนาวุธทิ้งตัว” เขากล่าวต่อ
แลร์กล่าวด้วยว่า บางทีทางอิหร่านยังอาจจะขยายพิสัยทำการของขีปนาวุธ ด้วยการใช้วัตถุระเบิดน้ำหนักเบาลงมา
“อาจจะเป็น โคร์รัมชาห์ร ลูกหนึ่ง ที่ใส่น้ำหนักบรรทุกเข้าไปน้อยนิดเดียว น่าจะน้อยจนเกินกว่าจะทำอะไรได้” แลร์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ทางด้าน ปาร์ซี ตั้งคำถามสำคัญในอีกแง่มุมหนึ่งว่า อิหร่านนั้นมี “ข่าวกรองสำหรับการกำหนดติดตามเป้าหมาย” ตลอดจนความแม่นยำของขีปนาวุธในระดับมากเพียงพอแล้วหรือ สำหรับการโจมตีพวกเป้าหมายไกลๆ ออกไปให้ประสบความสำเร็จ
“มีพื้นที่ใหญ่ๆ หลายส่วนของบริเวณนั้น ไม่ใช่ตัว ดีเอโก การ์เซีย เองนะครับ ซึ่งทางฝ่ายอิหร่านยังไม่มีความสามารถที่จะสร้างข่าวกรองสำหรับการติดตามเป้าหมายของตัวเองขึ้นมาได้ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มี “ตา” อยู่ตรงนั้น ซึ่งโดยสาระสำคัญแล้วก็คือผ่านพวกดาวเทียมของพวกเขาเอง เป็นต้น” ปาร์ซี บอก “ดังนั้น ข่าวกรองจึงเป็นไปได้มากที่สุดว่ามาจากทางรัสเซียและทางจีน และนี่คือส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งในบรรดาส่วนประกอบต่างๆ ที่ดูเหมือนทำให้คณะบริหารทรัมป์รู้สึกแปลกใจเมื่อได้เจอะเจอ”
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ ซีเอ็นเอ็นเคยรายงานข่าวว่า รัสเซียกำลังจัดหาจัดส่งข่าวกรองเกี่ยวกับสถานที่ตั้งและความเคลื่อนไหวของพวกกองทหาร, เรือ, และเครื่องบินอเมริกัน ให้แก่ทางอิหร่าน ทั้งนี้ตามคำบอกเล่าของผู้คนหลายรายซึ่งคุ้นเคยกับแวดวงข่าวกรองสหรัฐฯ
(ที่มา: ซีเอ็นเอ็น เก็บความจากเรื่อง Iran launched missiles at US-UK military base in the Indian Ocean. Here’s what that says about its capabilities Story by Kaanita Iyer, Gianluca Mezzofiore, CNN 22/03/2026)