“อ.ปานเทพ” แฉ “สหรัฐฯ”คือตัวการทุบราคาทองคำ เพื่อทำลายความเชื่อมั่น-สกัดการเติบโตของ“เงินหยวน”ที่มีทองคำหนุนหลัง โดยทุกครั้งที่ราคาทองคำพุ่งสูง ME Group ซึ่งเป็นผู้คุมกฎ จะสั่งปรับเกณฑ์ใหม่ในการซื้อขายทองคำล่วงหน้าใน COMEX เพิ่มภาระให้แก่ผู้ซื้อ เพื่อดึงราคาทองที่กำลังพุ่งแรงให้ชะลอตัว เกิดการผันผวน กระทั่งร่วงลงใกล้ 4,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาเป้าหมาย เชื่อ ถ้าราคาทองขึ้นสูง ก็จะถูกทุบลงอีก แนะนักลงทุนไทย เข้าซื้อเมื่อราคาลงลึกและเก็บรอยาวๆ ระวัง ! ซื้อทองคำกระดาษ อาจเบิกทองจริงไม่ได้ เหตุทองคำกระดาษมีมากกว่าทองจริงเป็นร้อยเท่า
“ราคาทองคำ”ที่ผันผวนและร่วงลงอย่างหนักในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2569 นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้นักลงทุนและคนไทยที่สะสมทองคำเป็นอย่างมาก เพราะเริ่มไม่มั่นใจว่าทองคำยังเป็นทรัพย์สินที่ถือว่าเป็น “Safe Haven” โดยเฉพาะในภาวะที่มีสงครามอยู่หรือไม่
ซึ่งนอกจากปัจจัยที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นสาเหตุให้ราคาทองคำร่วง เช่น เฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและดอลลาร์แข็งค่าจึงกดราคาทองคำให้ต่ำลง ขณะที่กองทุน HPDR (กองทุนเปิดที่จดทะเบียนซื้อขายทองคำในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก) เทขายทองคำ แล้วยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือมี“ไอ้โม่ง”ทุบราคาทองคำ
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ศาสตราภิชานสาขาการแพทย์บูรณาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ติดตามเรื่องพลังงานและราคาทองคำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นในเรื้องนี้ ชี้ว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีการต่อสู่กันระหว่าง“เงินหยวน”ของจีน ที่กำลังขึ้นมามีบทบาทในตลาดโลก กับ“เงินดอลลาร์”ของสหรัฐ โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้เร่งสะสมทองคำสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหนุนความเชื่อมั่นของเงินหยวน ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ยวนเป็นสกุลเงินทางเลือกที่ปลอดภัย อีกทั้งจีนและประเทศพันธมิตร อย่าง รัสเซีย อิหร่าน เวเนซุเอลา และซาอุดีอาระเบีย ยังใช้“ปิโตรหยวน”ในการซื้อขายพลังงานอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการที่เงินหยวนจะขึ้นมามีบทบาทแทนเงินดอลลาร์นั้นได้สร้างความไม่พอใจให้ “นายโดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นอย่างมาก
ดังนั้นสหรัฐฯจึงปฏิบัติการ 2 แนวรบ คือ
1. ทำสงครามกับประเทศที่ขายพลังงานเป็น“เงินหยวน” เพื่อทำลาย“นิเวศน์ของปิโตรหยวน” โดยเมื่อวันที่ 3 ม.ค.
2569 สหรัฐฯได้บุกยึดเวเนซุเอลา หลังจากที่ประกาศใช้ดิจิตอลหยวน รุ่น 2 ได้เพียง 2 วัน เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ขายปิโตรเลียมให้จีนด้วยเงินหยวน โดยสหรัฐได้บุกยึดแหล่งน้ำมันและบังคับให้เวเนซุเอลาส่งน้ำมันให้สหรัฐอเมริกาด้วยเงินดอลลาร์ เพื่อขัดขวางเงินดิจิตลหยวนและปิโตรหยวน ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นทันที
และด้วยเหตุผลเดียวกันสหรัฐฯได้ร่วมกับอิสราเอลบุกทำลายอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะอิหร่านได้ส่งออกทั้งปิโตรเลียมและแร่หายากขายให้จีนด้วยเงินหยวน
2. สหรัฐฯทุบทำลาย “ราคาทองคำจริง” ด้วย “นิเวศน์ราคาทองคำกระดาษ“ เพื่อรักษาเงินดอลลาร์ และทำลาย
ความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำที่จีนใช้หนุน“เงินหยวน”อยู่ ซึ่งตามปกติแล้วเมื่อเกิดสงครามมักจะส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นทันที เนื่องจากสงครามทำให้การใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และราคาน้ำมันคือต้นทุนโดยตรงต่อเหมืองทองคำ แต่การเติบโตของราคาทองคำได้ถูกบั่นทอนและสกัดแบบผิดธรรมชาติด้วย“นิเวศน์ใหม่ของราคาทองคำตลาด” โดย CME Group ซึ่งถือหุ้นโดยผู้บริหารตลาดทองคำล่วงหน้าและตลาดอนุพันธ์ หรือที่เรียกว่าตลาด ”COMEX” ในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ราคาทองคำกำลังเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯบุกยึดเวเนซุเอลา CME Group ซึ่งบริหารตลาดทองคำ “COMEX” ในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ถึง 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 ในขณะที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่สูงสุด CME Group ในฐานะผู้คุมกฎได้เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ในการซื้อขายทองคำในตลาด COMEX ด้วยการเปลี่ยนเงินประกันสัญญาซึ่งมีอัตราตายตัว มาเป็นคิดในอัตรา 5% ของมูลค่าสัญญา ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ซื้อทองคำมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำที่กำลังพุ่งแรงชะลอตัวและเกิดการผันผวนสูงขึ้นทันที
ครั้งที่ 2 ในขณะที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่สูงสุดเกือบ 5,500 เหรียญเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2569 CME Group ได้เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ในการซื้อขายทองคำในตลาด COMEX โดยให้ปรับ Margin (อัตราวางหลักประกัน) ของตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า สำหรับบัญชีทั่วไป เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 8% เมื่อ 31 ม.ค.2569 ซึ่งเมื่อราคาทองลดลงจะทำให้ราคาดิ่งลงเร็วขึ้น จึงส่งผลให้ราคาทองคำทิ้งตัวดิ่งเหวเหลือต่ำกว่า 4,600 เหรียญ ก่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบมีความผันผวนตลอดเวลา
ครั้งที่ 3 CME Group ได้เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ในการซื้อขายทองคำในตลาด COMEX อีกครั้ง โดยให้ปรับ Margin ของตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า สำหรับบัญชีทั่วไป เพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 9% เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ราคาเกิดการสวิงตัวในกรอบกว้างขึ้นเพราะการเติมเงินที่มากขึ้นในเวลาที่ทองคำปรับฐาน และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขาขึ้นของราคาทองคำเสียทรง เพราะนักลงทุนอาจต้องวางเงินเพิ่มถึง 33% ภายในข้ามคืน ทำให้คนที่ยืมเงินจากระบบ Leverage ในอัตราที่สูงมาซื้อทองคำ ต้องรีบขายทำกำไรหรือถูกบังคับขายออกมา
“ กลไกในการทุบตลาดทองคำโดยเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ข้างต้นมักเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำกำลังทำสถิติสูงใหม่ และทำให้ราคาทองคำร่วงแรง โดยกติกาใหม่ที่สร้างภาระหนักแก่ผู้ลงทุนมากขึ้นนั้นก็เพื่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อราคาทองคำให้มากที่สุด ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว
อาจารย์ปานเทพ กล่าวต่อว่า การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคาทองคำในประเทศไทยในช่วงวันที่ 23 ม.ค.2569 นั้นสอดคล้องกับการส่งสัญญาณของ นายแดเนียล แพฟวิลอนนิส (Daniel Pavilonis) นักยุทธศาสตร์ตลาดอาวุโสแห่ง RJO Futures (หน่วยงานนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับลูกค้ารายย่อย) ซึ่งวิเคราะห์ล่วงหน้าไว้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า “ ราคาทองคำจะร่วงลงไปได้ถึ 4,200 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะดีดขึ้น โดยให้ดูสัญญาณจากการอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่จะเริ่มลดลง และการหยุดเทขายพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ทั้งราคาทองคำและหุ้นจะกลับมาดีขึ้น ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว
ซึ่งจากข้อมูลพบว่า นายแดเนียล แพฟวิลอนนิส ทำงานให้ ROJ Futures ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งตลาด CME ดังนั้นเขาจึงเข้าถึงข้อมูลสภาพคล่องและทิศทางของเม็ดเงิน (Flow) ในตลาด COMEX ได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การวิเคราะห์มีน้ำหนักและรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายในการทุบราคาทองคำในตลาดโลกนั้นมีราคาในใจอยู่ประมาณเท่าไหร่ และเมื่อราคาทองคำดิ่งลงคนเหล่านี้ก็จะกลับเข้าไปช้อนซื้ออีกครั้ง
อาจารย์ปานเทพ ตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงวันที่ 20-22 มีนาคม 2569 CME ได้มีการปรับลด Margin (อัตราวางหลักประกัน) ของตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ลงมาจาก 9% เหลือ 7% ในช่วงที่ราคาทองคำลดลงใกล้ 4,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งการปรับลด Margin ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นสัญญาณผ่อนปรนต่อการทุบราคาทองคำ จึงเป็นไปได้ว่า 4,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์น่าจะเป็นจังหวะราคาทองคำต่ำสุด
“ โอกาสที่สหรัฐฯจะทุบราคาทองคำลงอีกก็ยังมีอยู่ คือถ้าหลังจากครบกำหนด 5 วัน ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพื่อเจรจา แต่สุดท้ายสหรัฐฯตัดสินใจบุก แล้วราคาทองคำพุ่งขึ้น ทาง CME Group ก็อาจจะปรับเกณฑ์ COMEX ใหม่ก็ได้ ที่ผ่านมาพอราคาทองคำสูงมาก เขาก็จะทุบราคาทองลงเพื่อไม่ให้เงินหยวนมีความมั่นคงมากเกินไป ซึ่งลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นคนที่ลงทุนในทองคำก็ต้องตระหนักว่าถ้าราคาขึ้นสูงไม่ควรไล่ซื้อ แต่ควรซื้อเมื่อราคาลงลึกและเก็บรอยาวๆเลย ” อาจารย์ปานเทพ ระบุ
ส่วนกรณีที่ทองคำกระดาษซึ่งบางคนมองว่าไม่มีความมั่นคงเนื่องจากผู้ซื้อไม่ได้รับทองคำจริง แต่ปริมาณทองคำกระดาษในตลาดซื้อขายกลับมีมากกว่าทองคำจริงหลายเท่านั้น “อาจารย์ปานเทพ” มองว่า เป็นการฝืนธรรมชาติเพราะคนที่ซื้อทองคำที่มีอยู่จริงราคากลับร่วงลง คำถามคือถ้าราคาดิ่งลงมากๆหรือราคาต่ำเกินไป คนที่ทองคำที่มีอยู่จริงจะขายไหม ? คือสังเกตได้เลยว่าถ้าราคาทองตกมากๆ ร้านทองบางร้านก็ไม่ขายเพราะราคาต่ำเกินไป ขายแล้วขาดทุน สำหรับคนที่ซื้อทองออนไลน์ซึ่งเป็นการถือทองคำกระดาษ(เนื่องจากทองคำจริงยังอยู่กับร้านค้า)ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้ทองคำจริงกลับมา
“ คนที่ถือทองคำกระดาษมีแค่สัญญาและส่วนต่างกำไรเท่านั้น ถือว่าอันตรายนะเพราะปริมาณทองคำกระดาษมีมากกว่าทองคำจริงถึง 250 เท่า ส่วนทองคำจริงมีนิดเดียวเท่านั้น ถ้าคนที่ซื้อทองออนไลน์ไม่ได้เอาสัญญาซื้อขายทองไปขึ้นทองคำจริงพร้อมๆกันก็ไม่คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไปเบิกทองพร้อมกันหมดก็อาจจะเบิกไม่ได้ คือคนที่ซื้อขายทองคำกระดาษบางส่วนเขาสนใจตัวเลขมากกว่าตัวทองคำจริงๆ ส่วนผู้เล่นที่ซื้อทองคำจริงไปเก็บก็คือจีน ซึ่ง 16 เดือนที่ผ่านมาจีนซื้อทองคำแท่งเก็บมาตลอด อย่างไรก็ดีคนที่ถือทองคำกระดาษก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยกเว้นว่าอินเทอร์เน็ตล่มแล้วเงินเขาหายไปหมดทันที ” อาจารย์ปานเทพ กล่าว