xs
xsm
sm
md
lg

ส่อวิกฤต! เชียงใหม่ยึดอันดับโลกค่ามลพิษอากาศเผชิญฝุ่นควันไฟเผาป่าต่อเนื่อง-Hotspot พุ่ง 651 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เชียงใหม่ - ฝุ่นควันไฟป่าเชียงใหม่วิกฤตต่อเนื่องปกคลุมหนาทึบทั้งเมือง ค่ามลพิษอากาศทะยานยึดอันดับ 1 ของโลกเหนียวแน่น เข้าขั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้คน ต้นเหตุจากการลักลอบเผาป่าทั่วพื้นที่ ดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อนพุ่งถึง 651 จุด มากที่สุดของภาคเหนือ ขณะที่ผู้ว่าฯ ถกเข้มหน่วยงานเกี่ยวข้องหาทางเร่งคลี่คลายปัญหา และปกป้องสุขภาพประชาชน


รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (29 มี.ค. 69) สถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันไฟป่าและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังมีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันนี้สภาพทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมหนาทึบด้วยฝุ่นควันจนไม่สามารถมองเห็นยอดดอยสุเทพได้จากระยะไกลเหมือนช่วงปกติติดต่อกันมาหลายวันแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นไหม้ที่ลอยโชยอยู่ในอากาศด้วย ซึ่งสภาพดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการลักลอบเผาป่าที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดของภาคเหนือ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดฝุ่นควันจากไฟที่เผาไหม้ป่าถูกกระแสลมพัดพามาสะสมตัวเป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ

โดยศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังควบคุมไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือรายงานผลการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP รอบเช้าวันนี้ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวนทั้งสิ้น 2,165 จุด โดยพบมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 664 จุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 426 จุด,จังหวัดลำปาง 255 จุด และจังหวัดตาก 157 จุด ขณะที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ รายงานผลการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รอบเช้าวันนี้ของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 651 จุด มากที่สุดที่อำเภอเชียงดาว จำนวน 99 จุด รองลงมา ได้แก่ สะเมิง 98 จุด, แม่แตง 73 จุด, พร้าว 65 จุด และแม่วาง 50 จุด


ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษสูงเกินค่ามาตรฐานและมีผลกระทบต่อสุขภาพทุกสถานี โดยผลการตรวจวัดจากสถานีในตำบลช้างเผือก, ตำบลศรีภูมิ, ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, ตำบลหางดง อำเภอฮอด, ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง ณ เวลา 13.00 น. วันนี้ อยู่ที่ 100.1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 38.6 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 70.2 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 86.2 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 126 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และ 202 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 226, 104, 187, 212, 252และ 328 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 100

ด้านเว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 184 US AQI และค่า PM 2.5 วัดค่าได้ 103 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวสูงเป็นอันดับที่ 1 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ เดลี ประเทศอินเดีย ดัชนีคุณภาพอากาศ 158 US AQI และอันดับ 3 ฮานอย ประเทศเวียดนาม ดัชนีคุณภาพอากาศ 152 US AQI


รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า วันนี้ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งวันนี้ตรวจพบจุดความร้อนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 651 จุด โดยพบมากในพื้นที่โซนเหนือของจังหวัด ได้แก่ อำเภอเชียงดาว, อำเภอสะเมิง, อำเภอแม่แตง, อำเภอพร้าว, อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นกลุ่มไฟที่ลุกลามต่อเนื่องมาหลายวันเนื่องจากมีเชื้อเพลิงสะสมอยู่ปริมาณมาก ดังนั้นเมื่อเกิดไฟลุกไหม้แล้วจึงเป็นกลุ่มไฟขนาดใหญ่ ประกอบกับอยู่ในพื้นที่สูงชัน ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงและดับไฟได้ยาก ซึ่งเบื้องต้นได้วางกำลังเจ้าหน้าที่อยู่ประจำจุดเพื่อทำแนวกันไฟและคอยสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม พร้อมทั้งมีการประสานขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์มาโปรยน้ำดับไฟ

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อสั่งการสำคัญให้อำเภอที่เกิดกลุ่มไฟขนาดใหญ่และต้องการเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนช่วยในการดับไฟ ให้เตรียมการสำรวจจุดจอดเฮลิคอปเตอร์และสำรวจแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดไฟไว้ล่วงหน้ พร้อมประสานกับกองทัพอากาศในการนำโดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับที่ควบคุมได้ในระยะไกล (ยูเอวี) ขึ้นลาดตระเวนสำรวจทางอากาศในช่วงเย็นและกลางคืน หากพบผู้ต้องสงสัยที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้ที่อาจเข้ามาก่อการลักลอบเผาและควบคุมตัวไว้ก่อน

ขณะเดียวกัน ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ในชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และควบคุมคนในหมู่บ้านไม่ให้เผา ไม่ให้เกิดไฟใหม่เพิ่มขึ้นอีก รวมถึงแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองและแนวทางการดูแลสุขภาพตามที่ได้จัดเตรียมไว้ พร้อมทั้งให้เร่งดูแลสุขภาพประชาชน โดยจัดหาหน้ากากอนามัยกันฝุ่นแจกจ่ายให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง ซึ่งประชาชนสามารถไปรับหน้ากากอนามัยได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน