นายกฯ เปิดประชุมบูรณาการเสริมสร้างธรรมาภิบาลความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก บอกน่าอับอายเหมือนถูก ปชช.ตบหน้า หลังดัชนี CPI ปี 68 ไทยรั้งท้ายอาเซียน-โลก ระบุ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ แต่เป็นความเชื่อมั่นของประเทศ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่ห้อง Sapphire อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล ทุกครั้งที่มีการทำโพลถามความความเห็น ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากเป็นอันดับต้นๆ ยังคงเป็นเรื่องคอร์รัปชันเสมอ หมายความว่า เรายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI : Corruption Perceptions Index) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อีกทั้งระบบยังเปิดช่องโหว่ให้ผู้ทุจริตเห็นว่าทำได้ ประกอบกับขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
นายกฯ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้ชิดกับประชาชน พวกเราจึงทราบดีถึงข้อร้องเรียน และผลกระทบที่เกิดจากการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิ์ และการให้บริการประชาชน ตลอดจนปัญหาการทุจริต ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้คำว่าเป็นการบั่นทอนประเทศ คือ บั่นทอนทั้งงบประมาณ ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน เราจึงต้องยอมรับความจริง และเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างตรงไปตรงมา ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานคุณธรรม และความโปร่งใส โดยการทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงระบบบริการภาครัฐให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งลดการเผชิญหน้า ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ผ่านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการทำงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้โดยสะดวก เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เมื่อระบบราชการมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โอกาสในการทุจริต และการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบก็จะลดลงตามไปด้วย
นายกฯ เน้นย้ำว่า ขอมอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ยกระดับระบบการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม โดยการกำหนดมาตรการป้องกันการเรียกรับสินบนในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิต่างๆ รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบเท่านั้น แต่ต้องเห็นผลจริงด้วยเป้าหมายสำคัญ คือ ไม่มีการทุจริต และไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น
ทั้งนี้ CPI ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก มีตัวเลขที่น่าตกใจ ผลการประเมินล่าสุด ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ของภูมิภาค และของโลก ซึ่งในฐานะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย การแก้ไขปัญหาการทุจริต และการยกระดับคะแนน CPI จะไม่สามารถบรรลุผลได้ หากปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน แต่ความร่วมมือนั้นจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ด้วยการออกระเบียบที่ไม่สิ้นสุด แต่ต้องเกิดจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริต และไม่ใช่เพียงลงโทษคนทำผิด แต่ให้การยกย่องบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์สุจริต หรือมีส่วนในการต่อต้านการทุจริตด้วย เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการ และแนวทางป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงโดยเร็ว
“ในฐานะที่พวกเราเป็นข้าราชการ และเป็นคนไทยถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอาย ผมมีโอกาสหารือเรื่องนี้กับ เลขาธิการ ป.ป.ท. และแจ้งว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ความเป็นประเทศไทยจะถูกลดความสำคัญลง ไปเจรจาการค้าหรือพูดคุยกับใครในระดับประเทศ ถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกงคุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรองหรือเจรจาอะไรที่จะทำให้เราได้เปรียบง่ายๆ ส่วนตัวไม่เชื่อว่าระบบราชการไทยจะโกงกันทุกที่ไม่เช่นนั้นคงมาถึงวันนี้ไม่ได้ ผมเคยสอบถามเลขาฯ ป.ป.ท. ว่า CPI วัดอย่างไร ได้คำตอบว่า เรื่องที่ต้องแก้คือภาพลักษณ์ ผมเชื่อว่าเราทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่าเราไม่ได้ทำอะไรขนาดนั้น แต่ระบบทำให้เราถูกมองแบบนั้น รู้สึกเช่นนั้น จึงต้องมาแก้ที่ต้นตอ ดังนั้น เลขาฯ ป.ป.ท. จะต้องยกระดับคะแนน CPI ขึ้นมาก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ข้าราชการ และภาครัฐก็ต้องทำให้เห็นว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า เวลาตนไปติดต่อภาครัฐหลายหลายท่านคงทราบว่าไม่ชอบใช้เอกสิทธิ์ แต่ชอบทำอะไรเอง เขาก็ไม่ได้รู้จักอะไรตน ยกตัวอย่างเวลาไปต่อใบขับขี่เครื่องบินก็ไปรอต่อปกติเดือนนึงกว่าเขาจะให้คิว และปฏิเสธการเร่งขั้นตอน ตนก็ดูลักษณะการพูดจา ดูพฤติกรรมมารยาท ก็เชื่อว่าคนคนนี้ไม่น่าจะขี้โกงไม่น่าจะรีดไถ ตนเชื่อว่าในห้องนี้ดูหน้ากันก็รู้แล้วว่าคนนี้เป็นอย่างไร ส่วนใหญ่เชื่อว่าข้าราชการมีความตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชน รับใช้ชาติด้วยความสุจริตเต็มที่ ดังนั้น ต้องทำให้ประชาชนเห็น ไม่ต้องมองเขาเป็นเจ้านายก็ได้ แต่มองเขาเป็นผู้รับบริการเป็นคนที่มีสิทธิ์ได้รับบริการจากภาครัฐด้วยความเป็นประชาชนของประเทศไทย ถ้าทุกท่านได้ปรับวิธีการความคิดต่างๆ เหมือนโคนันทวิสาล น้ำร้อนปลาเป็นน้ำเย็นปลาตาย เพราะ CPI คือการตอบสนองของประชาชนที่มีต่อเรา ถ้าได้ซีพีไอแบบนี้ถือว่าเขาตบหน้าเราแล้วแปลว่าเขาไม่พอใจ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าข้าราชการเป็นล้านคนในประเทศจะทำให้ประชาชนไม่พอใจทั้งหมด จึงฝากทุกท่านให้ใช้เวทีสัมมนาในวันนี้หาแนวทาง และก็ปฏิบัติให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ ให้ค่า CPI ได้สะท้อนออกมาในเชิงบวก ถ้า CPI ออกมาแบบนี้เราทำงานไม่ได้จริงๆ เพราะเราต้องไปเป็นสมาชิกโออีซีดี ต้องทำให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในเวทีโลก แต่พอมี CPI แบบนี้ เหมือนผีซ้ำด้ำพลอยทำให้เราต้องไปอธิบายกับคนอีกเยอะ ซึ่งมีผลกระทบมากมายหากเราไม่ปรับปรุงแก้ไข
นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริตมีธรรมาภิบาล และต้องไม่ใช่เพียงลงโทษคนทำผิด แต่ต้องให้การยกย่องบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือมีส่วนในการต่อต้านการทุจริต ให้เขามีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และได้เป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลานต่อไป ตนมีความคาดหวังเป็นอย่างสูงว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการ และวิธีการป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริงโดยเร็ว เราจะต้องทำงานเชิงรุกจริงๆ ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความสนุกในการปราบปรามการทุจริต เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ทำให้เดือดร้อนอับอาย รวมถึงผู้ที่จะมามีพันธกิจกับเรา เชื่อว่าเราทำได้ รัฐบาล และตน พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของท่านทุกรูปแบบ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ในประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างมาตรฐานวัฒนธรรมใหม่ให้เสร็จสิ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการ