สาวเจ้าของธุรกิจออนไลน์สุดช้ำ แฟนทหารอากาศเทงานแต่ง อ้างเหตุผลสุดพีกต้องไว้ทุกข์ให้อาม่าที่เสียไป 3 ปี ซ้ำถูกแม่สั่งเบรกจดทะเบียนกลางคันระหว่างไปอยู่ที่อำเภอ สุดท้ายรักล่มแถมเงินที่ช่วยผ่อนรถหลักแสนก็ไม่ได้คืน ด้านทนายคู่กรณีแจงยิบเป็นข้อๆ ไม่เคยบอกจะแต่งอย่างเป็นทางการ ถูกบังคับให้จดทะเบียน ขู่ฆ่าตัวตาย 7 ครั้ง บุกบ้านพักกองบินยามวิกาลหลายครั้ง แถมยืมเงินแต่ไม่คืน ขู่จะร้องสื่อ ขึ้นศาล แจ้งหน่วยงาน ด้านโฆษกกองทัพอากาศยันเป็นเรื่องส่วนตัว
กรณี “น้องมิ้น”สาวเจ้าของธุรกิจออนไลน์ ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกแฟนหนุ่มดีกรีทหารอากาศเทงานแต่ง อ้างเหตุผลสุดแปลก ต้องไว้ทุกข์ให้อาม่าที่เสียชีวิตไปแล้ว 3 ปี ชวนไปจดทะเบียนสมรส แต่แม่ฝ่ายชายโทรมาสั่งระงับกลางคัน ต้องออกจากอำเภอ สุดท้ายเลิกกันโดยที่ฝ่ายชายหายเงียบไปเลย ติดต่อไม่ได้ ก่อนหน้านั้นเคยมีการเจรจายุติสัมพันธ์ แต่จะให้ตนจ่ายเงินคืน 5 แสน ทั้งที่ตนก็ช่วยจ่ายค่ารถไฟฟ้า และช่วยจ่ายค่าบ้าน ซึ่งเป็นชื่อของฝ่ายชายทั้งหมด
รายการโหนกระแส วันที่ 1 เม.ย. ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมาย เลข 33 สัมภาษณ์ น้องมิ้น มาพร้อม ทนายปานฤดี และ ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์ ทนายคนกลาง
มิ้นอายุเท่าไหร่?
มิ้น : 28 ค่ะ
เรื่องราวเกิดอะไรขึ้น รู้จักเขาได้ยังไง?
มิ้น : รู้จักผ่านแอปฯ ทินเดอร์ค่ะ ช่วงประมาณปี 64 ตอนนั้นยังไม่ได้สานสัมพันธ์ แค่ปัดแล้วรู้จักกันเฉยๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นทหารอากาศ เพราะเขาไม่ได้ใส่ชุดลง หรือโปรไฟล์ว่าเป็นอะไร เขาไม่ได้ใช้รูปปัจจุบันใส่ จากนั้นก็ไม่ได้คุยกัน ห่างกันไป 2-3 เดือน ได้คุยกันอีกรอบช่วงปลายปี 64 ช่วงธ.ค. เนื่องจากว่าเพื่อนเราไปคบกับเพื่อนสนิทของเขา ทำให้เราได้คุยกัน
เหมือนบุพเพสันนิวาส?
มิ้น : จากนั้นก็เริ่มคุยกันมา และคุยจริงจังมากกว่ารอบแรก คุยกันเหมือนที่เขาจีบกันทั่วไป ไปมาหาสู่ พาไปเที่ยว พาไปกินข้าว จากนั้นเจอกันบ่อยขึ้น ก็คบกันเป็นแฟน อยู่กินฉันท์สามีภรรยาเลย อยู่บ้านพักข้าราชการ ทุกคนรับรู้ หน่วยงานรับรู้หมดค่ะ เขาไปหาครอบครัวหนู ไปหาลูกสาว ไปหายาย
ครอบครัวสองครอบครัวไปมาหาสู่ รู้จักกันหมด จากนั้นยังไงต่อ?
มิ้น : ก็ไม่มีอะไรนะคะ ก็อยู่กันดีเรื่อยมา วางแผนอนาคต มีบ้าน มีรถ แต่งงานหรืออะไรยังไง หนูทำธุรกิจเปิดร้านเช่าชุดออนไลน์ค่ะ
มีการไปซื้อบ้านกัน ยังไง?
มิ้น : ช่วงปี 65 ซื้อรถก่อนค่ะ ตอนแรกจะซื้อเป็นชื่อหนู แต่หนูทำงานออนไลน์ค่อนข้างกู้ยาก ก็เป็นชื่อเขา ตอนนั้นต่อให้เป็นชื่อใครก็ไม่เกี่ยง เพราะเราอยู่ด้วยกัน จะเป็นชื่อใครก็ได้ ก็กู้เป็นชื่อเขา เงินดาวน์ผู้ชาย 3 แสน เขาดาวน์เอง หนูก็ช่วยผ่อน เพราะเราไม่ได้มองว่าใครจะออกมากออกน้อย เราอยู่ร่วมกัน รถออโต้ 3 บีวายดี รถไฟฟ้า เรามีรถน้ำมันส่วนตัวกันคนละคัน แต่ช่วงนั้นรถไฟฟ้ากำลังมา เราก็อยากมีรถไฟฟ้า ซื้อก็ไม่มีอะไร หนูก็ผ่อน เดือนละ 18,410 บาท เขาก็ผ่อน เราช่วยกันผ่อน หนูโอนเข้าธนาคารโดยตรงค่ะ
คุณกระทบยอดมาแล้ว?
มิ้น : หนูจ่ายกับรถคันนี้ไป 150,000 บาทค่ะ
แต่รถเป็นชื่อเขา เงินดาวน์เป็นของเขา เวลาผ่อนคุณช่วยผ่อน ตกลงกันยังไงในการผ่อน?
มิ้น : ไม่ได้ตกลงอะไรกันเลยค่ะ คือช่วยกัน
หมายถึงเขาบอกมั้ยว่างวดนี้เธอจ่าย ฉันจ่าย?
มิ้น : ไม่มีแบบนั้น ใครสะดวกจ่ายก็ช่วยกัน สมมติถึงวันจ่าย เราจะเป็นคนแย่งกันจ่ายอยู่แล้ว ไม่มีใครเอาเปรียบใครเลยค่ะ
รถใครใช้?
มิ้น : ใช้ร่วมกันค่ะ
จากนั้นยังไงต่อ?
มิ้น : เขาไปปิดบัญชีรถทั้งหมด เพื่อไปซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ
เขาจ่ายไปเท่าไหร่?
มิ้น : ของราคารถทั้งหมดเลย 1,090,000 บาทค่ะ แต่มีเงินหนูอยู่ 150,000 ค่ะ
ไปซื้อบ้านแล้วยังไงต่อ?
มิ้น : ก็ไปซื้อบ้านเพื่ออยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรค่ะ เขาดูเหมือนจริงจังนะคะ เขาทำประกันบ้านให้เป็นชื่อหนู เราจะใช้บ้านหลังนั้นอยู่ร่วมกัน ซื้อบ้านที่สายไหม กรุงเทพฯ ในราคา 5 ล้านค่ะ
ใครดาวน์?
มิ้น : ไม่มีใครดาวน์ กู้เต็มค่ะ ช่วยกันผ่อน ชื่อบ้านเป็นของผู้ชายค่ะ แต่หนูไม่ได้ออกเยอะเท่าเขานะคะ หนูซัปพอร์ตในการดูแลบ้านอย่างอื่นมากกว่า
ถ้าเดือนไหนเขาไม่มีเราก็จ่าย?
มิ้น : ใช่ค่ะ ของภายในบ้านก็สลับกันซื้อ ช่วยกัน เราใช้เงินตัวเองซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน ค่าบ้านหนูโอนเข้าบัญชีเขาโดยตรง ไม่ได้โอนเข้าธนาคาร แต่หนูซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใหม่ เนื่องจากเราอยู่ร่วมกัน
ผ่อนบ้านเดือนเท่าไหร่?
มิ้น : น่าจะประมาณเกือบสองหมื่นค่ะ บางทีทบให้ก็โอนให้เลย ไม่ได้คิดว่าจะโอนให้เท่าไหร่ ไม่ได้ตกลงว่าควรที่จะโอนแต่ละเดือนเท่าไหร่ ถ้าหนูมีหมื่นเดียวก็โอนให้หมื่นเดียว ถ้ามีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย เป็นการซัปพอร์ตกันแบบนี้
ทำอาหารให้เขากินทุกเช้า?
มิ้น : ไม่ทุกเช้า แต่ดูแลเขาตลอด
ฝ่ายหญิงก็ยืนยันว่าญาติฝ่ายชายพยายามบอกว่าตัวเธอเองไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ บอกให้สืบประวัติเธอดูหน่อย นำเสนอแต่มุมฝ่ายหญิง ไม่ฟังมุมฝ่ายชาย คนที่พูด ไปบอกญาติคุณ ฝ่ายทหารอากาศให้โฟนอินก็ได้ ไม่ปิดโอกาส แต่ทางนี้เขาร้องมาที่ข่าวเที่ยงฯ เราก็นำเสนอให้ ถ้าคุณไม่สบายใจคุณก็มา หรือจะโฟนอินเข้ามา อยู่ที่คุณจะพูดหรือไม่พูด ฉะนั้นไม่ต้องไปพิมพ์หรอกว่านำเสนออยู่แค่ฝ่ายเดียว อยากนำเสนอสองฝ่ายเหมือนกัน เดี๋ยวติดต่อไป คุณก็ชี้แจงมาเลย ทางนี้เขามีสลิปการโอนเงินเข้าสู่บัญชีค่ารถของไฟแนนซ์จริงๆ มีเงินที่โอนเข้าบัญชีญาติฝ่ายชายด้วย คุณก็ออกมาชี้แจงว่ายังไงก็ว่ามา คุณดูแลผู้ชายคนนี้อย่างดี มีแพลนจะแต่งงานกัน?
มิ้น : ช่วงเขาขอคือปลายปี 67 แพลนแต่งงานคือช่วงปี 68 ช่วงเดือนพ.ย. 68 เอาฤกษ์สะดวกตามฝ่ายชาย เนื่องจากเขาบอกว่าต้นปี กลางปีงานเขาจะเยอะค่ะ หนูตามใจผู้ชายมากค่ะ
รักมากเลยใช่มั้ย?
มิ้น : เขาทำงานประจำไงคะ หนูไม่ได้ทำงานประจำ เขาบอกฤกษ์สะดวกปลายปี หนูก็บอกว่าปลายปีก็ได้
ยังไงต่อ?
มิ้น : เขาไปบอกที่บ้านเขาที่เขาใหญ่ เราไปกินข้าวกันที่ร้านที่เขาใหญ่ เขาบอกที่บ้านว่าเขาจะแต่งกับเราแล้วนะ ปลายปีหน้า ที่บ้านเขาก็แซวกันว่าใส่ซองเท่าไหร่ ดูปกติดี หลังจากนั้นพอผู้ชายรับรู้แล้ว เขาก็ไปบอกครอบครัวหนูว่าจะแต่งกับหนู ที่บ้านก็ไม่เอาสินสอด เพราะเรารู้ตัวว่าเราไม่ได้เท่าเขา
หมายถึงอะไร?
มิ้น : แต่เราคิดว่าเขาอุตส่าห์มาแต่งกับลูกสาวเรา ถ้าเราไปเรียกร้องเหมือนอยากได้อะไรของเขา เราไม่เคยอยากได้อะไรของเขาอยู่แล้ว เลยบอกฝ่ายชายว่าไม่ต้องเอาสินสอดมา ส่วนค่าใช้จ่ายงานแต่ง หนูจะเป็นคนจ่ายทั้งหมด เพราะหนูมองว่าหนูไม่อยากให้ใครมองว่าหนูอยากได้ของเขา อยากได้เงินฝ่ายชาย ไม่อยากให้ครอบครัวเขามองเราแบบนั้น เพียงเพราะหนูเป็นแค่ลูกชาวไร่ชาวนา หนูก็หาเงินเองได้ ก็เลยเสนอไปว่าหนูจะจัดงานเอง ขอแค่แหวนวงนึง เขาบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาแหวนแม่ให้ เราก็โอเค ไม่ต้องซื้อก็ได้ ขอแค่มีแหวนว่าเราจะแต่งงานกัน แค่นั้นค่ะ
คุยเมื่อไหร่?
มิ้น : ต.ค.67 ค่ะ
ปีนึง คุยวันนี้อีก 1 ปีแต่ง ก็คบหาอยู่กินกัน นอนด้วยกันทุกวันมั้ย?
มิ้น : ทุกวันค่ะ ต่อให้เขาไปราชการที่ไหน หนูก็ตามไปดูแลเขาทุกที่ ถ้าไปได้เขาจะพาหนูไปด้วยทุกที่
รักมาก?
มิ้น : (หัวเราะ) ค่ะ
รู้จักปลายปี 64 ปี 65 คบเต็มปี อยู่กินกัน ปี 67 ตกลงจะแต่งงาน เกือบ 4 ปีเต็มที่คบหากัน จากนั้นยังไง?
มิ้น : เราไม่ใช่ข้าวใหม่ปลามันแล้วค่ะ แต่อยู่ด้วยกันตลอด เขาก็อยากให้เราไปด้วย เราก็อยากไปกับเขา ไม่มีการทะเลาะอะไรกัน ไปเที่ยว ไปออกงานด้วยกัน
เขาเคยคุยกับผู้หญิงคนอื่นมั้ย?
มิ้น : มีค่ะ แต่เขาไม่ได้จริงจัง หนูแค่โยนหินถามทางไป เขาก็รับสารภาพมาแล้ว อย่างเช่นเมื่อคืนไปไหนมา รู้นะว่าไปไหน แต่จริงๆ หนูไม่รู้หรอก เขาบอกว่าไปจริงๆ ไปกับพีอาร์ ไปเที่ยวต่อกับพีอาร์ เหมือนไปกินกับนาย แยกย้ายกันแล้วไปต่อ
เขาเป็นนายทหารดีเด่นมั้ย?
มิ้น : นายทหารดีเด่นค่ะ
ใกล้วันแต่ง เกิดอะไรขึ้น?
มิ้น : ไม่ใกล้เลยค่ะ แค่ไปบอกที่บ้านเขา บอกที่บ้านหนู ไปถ่ายพรีเวดดิ้ง ไม่ถึง 2 เดือน เดือนธ.ค.67 ก็เรียกลูกไปคุยเรื่องงานแต่ง แต่ไม่ให้เราไปด้วย หนูก็เอ๊ะ ทำไมหนูถึงไปด้วยไม่ได้
เจอแม่เขามั้ย?
มิ้น : เจอบ่อยนะคะ
แม่เขารักคุณมั้ย?
มิ้น : ต่อหน้าก็รักนะคะ ก็ไม่รู้ว่ายังไง เขาเรียกลูกเขาไปคุย แล้วอยู่ดีๆ บอกว่าแต่งไม่ได้นะ ต้องเลื่อนไปอีก 3 ปี ต้องไว้อาลัยอาม่า อ้าว หนูก็ไว้อาลัยอาม่าคืออะไร อาม่าเสียไปตั้งนานแล้ว ทำไมอยู่ดีๆ ยกเหตุผลนี้มาอ้าง หนูถามว่า 3 ปีนี้หนูจะได้แต่งจริงเหรอ เรามีทรัพย์สินร่วมกันแล้วเป็นชื่อฝ่ายชายทั้งหมด เขาบอกว่าไม่แน่ใจนะ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นภายใน 3 ปีนี้ อาจมีใครป่วย หรือมีอะไรมาอีก ก็ทบอีกทีละ 3 ปี นี่คือธรรมเนียมบ้านเขา หนูก็บอกว่าอ้าว แล้วจะมาขอหนูทำไม มาป่าวประกาศให้คนที่บ้านรับรู้ทำไม เขาป่าวไปประกาศหมดแล้ว เขาบอกไม่รู้ เป็นธรรมเนียมบ้านเขา หนูบอกว่าอยากจะขอก็ขอ อยากจะเลื่อนก็เลื่อน อยากจะยกเลิกก็ยกเลิก พวกคุณไม่เห็นใจฝั่งเราเลย จะเอาแต่ฝั่งพวกคุณอย่างเดียวเลย คุณคิดอยากขอก็ขอ อยากยกเลิกก็ยกเลิก แล้วเพิ่งมานึกออกเหรอว่าต้องไว้อาลัย ทำไมไม่นึกออกตอนมาขอ
หลังจากนั้นมีการแก้ปัญหากันด้วย ฝ่ายชายบอกไม่เป็นไร พี่รักน้องมาก ไม่ต้องแต่งก็ได้ ไปจดทะเบียนกัน เรื่องนี้ยังไง?
มิ้น : ช่วงวันที่ 4 ม.ค.68
เขาเอ่ยหรือคุณเอ่ย?
มิ้น : เราเอ่ยร่วมกันว่าจะไปจดทะเบียนสมรส เนื่องจากก่อนไปจดทะเบียน เขายื่นข้อเสนอว่าเขาขอโทษแทนครอบครัวเขาด้วย ที่อยู่ดีๆ มาเลื่อน เขาไม่รู้ว่าเรื่องจะเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวพี่จะยกรถให้หนูแทนคำขอโทษ โอนเป็นชื่อหนู แล้วจะไปจดทะเบียนสมรสค่ะ ก็เลยไปที่อำเภอเพื่อจดทะเบียน ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีพยาน ก็ไปหาพยานมาสองคน เขาไปคุยโทรศัพท์ จากนั้นเขาบอกว่าแม่เขาบอกว่าต้องออกมาจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้ ไม่ให้จด เดี๋ยวส่งคนมารับ หนูก็มองว่าทำไมถึงต้องขนาดนี้ ตั้งแต่เรื่องงานแต่งที่ใช้ข้ออ้างที่ไม่ใช่เหตุผล อันนี้ก็แปลกสุดๆ แล้ว ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาก็ฟังแม่เขา แล้วก็เดินไปหยิบบัตรประชาชนแล้วไปเลย หนูก็ยืนเอ๋อกับเจ้าหน้าที่และพยานที่อยู่ตรงนั้นว่าผู้ชายทำอะไร ทำไมทำแบบนี้
แม่โทรมาบอกว่าไม่ให้จด ให้กลับเลย?
มิ้น : ต้องบอกว่าผู้ชายอายุ 34 นะคะ ไม่ใช่ 18 เขาเดินออกจากอำเภอ ไม่รู้เดินไปไหน หนูก็ขับรถตาม แม่เขาบอกว่าจะส่งคนมารับ สุดท้ายเขาบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะกลับกับเรา เขาก็นั่งรถมากับหนู ส่งหนูที่บ้านพัก แล้วเขาก็กลับบ้านไปคุยกับแม่เขา จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ขาดไปเลย อยู่ดีๆ ก็โทรมาระหว่างเขากลับจากคุยกับแม่เขา เขาบอกทำนองว่าพี่ต้องเอาเงินไปคืนพี่สาว 5 แสนบาท หนูถามว่าเงินอะไรเหรอ เขาบอกว่าเขาตกลงกับพี่สาวว่าจะดูแลพ่อแม่ด้วยกัน แต่เขาไม่ได้โอนเงินให้ที่บ้านเลย มีแต่พี่สาวโอนให้อยู่ฝ่ายเดียว เขาต้องเอาเงิน 5 แสนให้พี่ผู้หญิง ถ้าไม่ให้ พี่สาวจะเอารถไฟฟ้าไป หนูถามว่ารถไฟฟ้าเกี่ยวอะไร เขาบอกมันเป็นชื่อเขานะ แล้วก็หายไปเลย
คุณมีการไปเจรจากับคุณแม่เขาด้วย เขาว่าไง?
มิ้น : เขาบอกว่าหักลบกลบหนี้กับค่าโบท็อกซ์ ค่าโน่นค่านี่ ค่าจักรยานที่ซื้อให้ลูกสาว
ค่าโบท็อกซ์คืออะไร?
มิ้น : เขาจ่ายให้ 15,000 ค่ะ
แล้วหัก 4 แสนจากค่าโบท็อกซ์?
มิ้น : เขารวมหลายอย่างค่ะ ค่าโบท็อกซ์ จักรยาน อะไรต่างๆ นานา เขารวมมาหมดเลยเพื่อไม่คืนเงินเรา
ธงของคุณต้องการอะไร?
มิ้น : หนูอยากได้แค่ 150,000 บาทคืน เท่านั้นเลยค่ะ
ทนายปานฤดี : อ้าว แล้วค่าบ้านที่ผ่อนไป ที่โอนให้เขาทั้งหมดล่ะ แล้วเขาเรียกคุณมา 2 แสนกว่าล่ะ
มิ้น : ธงหนูตั้งแต่แรกไม่ได้อยากได้อะไรเลย เขาบอกว่าอยากได้ไปฟ้องเอา แล้วทวงค่าโบท็อกซ์ ค่าโน่นค่านี่ หนูออกข่าว 4 แสนเพราะขนาดเขายังกล้าทวงค่าโบท็อกซ์เลย งั้นหนูขอทวงค่าที่หนูโอนให้บัญชีผู้ชายทั้งปึก คืนบ้างได้มั้ย ยอดทั้งหมด 4 แสนบาทค่ะ โอนเข้าบัญชีผู้ชายโดยตรง แต่หนูไม่เคยทวงอันนี้เลย หนูทวงแค่ 150,000 บาทที่หนูโอนให้กับธนาคาร ไม่เคยเรียกร้องค่าเสียหายอะไรจากที่เขายกเลิกงานแต่งเลยค่ะ
ทนายพัฒน์ : ใจเรามีความเสียหายที่เยอะ แต่ถ้าตกลงกันได้ ขอแค่ยอดนี้ก็พอ
มิ้น : ใช่ค่ะ ถ้าตกลงไม่ได้ก็อาจต้องดำเนินคดีทั้งหมดค่ะ
ฝ่ายชายบอกว่าตัวคุณเองขอย้ายไปอยู่ที่บ้านพักทหารอากาศกับเขาเอง สองเขาไม่เคยสู่ขอหรือกำหนดวันแต่งงานกับคุณอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ รถยนต์คุณอยากได้เอง คุณให้เขากู้ เพราะคุณติดเรื่องเครดิต รวมถึงหนี้สินอื่นๆ คุณยืมเงินเขาหลายครั้งหลายหน และไม่มีการชำระคืนเลย ค่าต่อเติมห้องน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าจักรยาน เงินกู้ต่างๆ นาน ท้ายสุดคุณเคยมีลูก เคยมีคู่มาแล้ว แต่ไม่ได้บอกเขา เขาเลยไม่ไหวกับคุณ นี่คือข้อเท็จจริงที่เขาไปแจ้งกับต้นสังกัดเขามา ฝั่งต้นสังกัดสรุปมาให้ทั้งหมด ขอเอาเป็นเรื่องๆ อันดับแรก เขาบอกเหมือนถูกคุณปิดบังเรื่องเคยมีครอบครัวมาแล้ว จริงมั้ย?
มิ้น : ไม่จริงค่ะ เขาไปบ้านหนูตลอด ในบ้านมีลูก มีพ่อมีแม่ มีพี่ชาย เขาก็เห็นตลอด เขาก็เห็นประจำ ลูกมาบ้านใหม่เขาก็เป็นคนไปรับ
คุณมีลูกนานหรือยังก่อนเจอฝ่ายชาย?
มิ้น : นานแล้วค่ะ
ตอนเจอกันคุณบอกเขามั้ยว่าคุณมีลูกแล้ว?
มิ้น : บอกค่ะ
เขาถามคุณหรือคุณบอกเองเลย?
มิ้น : บอกเองเลยค่ะ มันปิดบังไม่ได้อยู่แล้วเรื่องนี้ ไม่ได้บอกว่าหลานนะคะ บอกว่าลูกค่ะ เขาส่งเมล์มาทวงค่าจักรยานไฟฟ้าให้ลูกสาว 1 หมื่น เขารู้อยู่แล้วค่ะ
เขารู้ทีหลังหรือเปล่า?
มิ้น : ไม่ค่ะ จะทีหลังได้ไง นี่เรื่องก่อนแต่งงานด้วยซ้ำเรื่องจักรยาน
ติดต่อฝ่ายชาย เขาไม่ขอพูด ต้นสังกัดจะพูดให้ อีกมุมเพื่อความเป็นธรรมของเขาด้วย คุณสามารถแย้งได้นะ ข้อเท็จจริงที่เขาบันทึกเอาไว้กับต้นสังกัด หนึ่งเขาบอกว่าคบหาดูใจกับคุณปี 65 ถึง ม.ค. 68 สามปีไม่มีการจดทะเบียนสมรส คบหากันในลักษณะแฟนเท่านั้น คุณมิ้นเองย้ายเข้ามาพักอาศัยในบ้านพักในเขตกองบิน ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 โดยตัวเขาเองเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด เขาพยายามยุติความสัมพันธ์หลายครั้ง เนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน แต่มีอุปสรรคและภาระหนี้สินเรื่องรถยนต์ที่ผูกพันกันอยู่ ฝ่ายหญิงมักหลีกเลี่ยงการเจรจาและตัดขาดการติดต่อ สองประเด็นการแต่งงาน ตัวเขาเองไม่เคยสู่ขอ ไม่เคยกำหนดวัน หรือตกลงแต่งงานอย่างเป็นทางการ การเตรียมงานทั้งหมด เกิดจากการดำเนินการทั้งหมดเกิดจากคุณมิ้นฝ่ายเดียว ได้แก่ การไปหาพระขอฤกษ์ขอยาม การสอบถามสถานที่จัดงาน และการโพสต์ภาพในสื่อออนไลน์ ด้วยข้อความ เยส ไอ ดู โดยกระผมไม่ได้ขอแต่งงาน การถ่ายรูปที่จังหวัดน่านเป็นเพียงการท่องเที่ยว ถ่ายภาพจากกล้องมือถือเท่านั้น ไม่ใช่การถ่ายพรีเวดดิ้ง เมื่อปลายเดือนธ.ค. 67 ครอบครัวกระผม เสนอให้จัดงานต้นปี 70 เป็นอย่างเร็ว แต่คุณมิ้นยืนยันว่าต้องแต่งปลายปี 68 หากไม่ได้ตามที่กำหนดจะขอเลิก จึงยุติความสัมพันธ์ คุณมิ้นขอเลิกต่อหน้าครอบครัวกระผมเอง สามประเด็นทรัพย์สินและหนี้สิน 3.1 รถยนต์ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.66 กระผมกู้ซื้อรถยนต์ในชื่อกระผม เพื่อช่วยเหลือคุณมิ้น ซึ่งมีปัญหาเครดิต คุณมิ้นไม่สามารถนำเงินดาวน์ได้ตามตกลง จึงขอยืมเงินออมของกระผม 3 แสน คุณมิ้นผ่อนค่างวดด้วยตัวเองประมาณ 150,000 บาท ต่อมามี.ค. 67 กระผมต้องปิดยอดรถคันนี้ ประมาณ 685,000 บาท ผมต้องยืมพี่สาว 5 แสน เพื่อให้สามารถกู้ซื้อบ้านได้ คุณมิ้นอ้างว่ามีทรัพย์สินเพียงพอ จะนำเงินมาคืนเพื่อรับโอนรถยนต์ แต่มีการผ่อนคืนแค่ 3 งวดเท่านั้น รวมทั้งหมด 45,000 บาท คุณมิ้นมีพฤติกรรมโพสต์ในสื่อออนไลน์ว่าตนเองซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการบิดเบือนจากข้อเท็จจริง 3.2 เรื่องบ้าน ฝ่ายชายบอกว่ากระผมเป็นผู้กู้ซื้อและรับภาระผ่อนชำระบ้านที่กรุงเทพฯ แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย คุณมิ้นกล่าวอ้างกับบุคคลภายนอกว่าตนเองนำเงินจากการขายที่ดินมาช่วยซื้อบ้านหลายล้านบาท และแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่เป็นความจริง ฝ่ายชายแจ้งมาแบบนี้ เพื่อความเป็นธรรมของฝ่ายชาย 3.3 หนี้สินอื่นๆ คุณมิ้นยืมเงินจากเขาเองหลายครั้ง ตลอดการคบหาไม่มีการชำระคืนใดๆ ได้แก่ ค่าต่อเติมห้องน้ำ 120,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 28,000 บาท เงินสด 18,000 บาท ค่าจักรยานไฟฟ้าให้ลูกสาว 10,000 บาท เงินให้เพื่อนกู้ 16,000 บาท ค่าหัตถการเสริมความงาม 15,000 บาท ค่าของใช้ 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 217,000 บาท 4. เหตุการณ์หลังยุติความสัมพันธ์ 4-24 ม.ค.68 คุณมิ้นใช้การขู่ทำร้ายตัวเอง เพื่อบีบบังคับให้จดทะเบียนสมรสด้วย กระผมจำยอมเดินทางไปที่ว่าการอำเภอเพื่อประคองสถานการณ์ แต่เห็นว่ามีพฤติกรรมผิดสังเกตหลายประการ มีการนัดแนะเจ้าหน้าที่อำเภอ เตรียมพยานล่วงหน้า จึงปฏิเสธการจดทะเบียน และนำบัตรประชาชนออกมา คุณมิ้นพยายามทำร้ายตัวเอง 7 ครั้ง มีการทานยา รมควัน ดื่มน้ำยาทำความสะอาด กระผมได้เข้าช่วยเหลือและนำส่งรพ.อย่างปลอดภัยทุกครั้ง ทั้งด้วยตนเองและผ่านการประสานบุคคลที่ 3นอกจากนี้คุณมิ้นยังบุกรุกบ้านพักเขตกองบิน 3 ครั้ง ข้อที่ 5. การไกล่เกลี่ยและข้อยุติ ตัวเขาได้มอบหมายให้พี่สาวเจรจาแทน ตั้งแต่ 23 ม.ค.67 ยอดหนี้รวม 1,200,000 บาท กระผมเสนอให้คุณมิ้นชำระเพียง 5 แสนบาท แลกกับการโอนรถยนต์ให้ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมา 21 ก.พ. 68 คุณมิ้นบุกรุกบ้านพักในกองบิน ขอยกหนี้ทั้งหมด กระผมจึงยินยอมให้หักลบกลบหนี้ หักค่างวดรถที่คุณมิ้นเคยผ่อน เพื่อยุติข้อพิพาท เรื่องเงินทุกรายการได้มีการเจรจาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันดังกล่าว ต่อมาต้นเดือนก.พ.69 คุณมิ้นติดต่อกลับมาอีก อ้างว่ากระผมยังติดค้างเงินอยู่ ข่มขู่จะติดต่อผ่านผู้บังคับบัญชากองทัพอากาศ ศาล และสื่อตามลำดับ กระผมได้ตอบชี้แจงข้อเท็จจริง ก.พ. 69 พร้อมสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย คุณมิ้นยื่นร้องเรียน 2 ครั้ง กระผมได้รับการสอบสวนและชี้แจงทุกประเด็น รวมถึงคุณมิ้นเองยังให้ข่าวตามสื่อต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ข้อสุดท้าย ข้อเท็จจริงที่ขอยืนยัน กระผมไม่เคยทำร้ายร่างกายคุณมิ้น คุณมิ้นเคยยืนยันด้วยตัวเองผ่านการถ่ายทอดสดบนติ๊กต๊อก สองไม่เคยนำของส่วนตัวคุณมิ้นไปทิ้ง แต่นำของตกหล่นบรรจุถุงวางไว้หน้าประตูบ้านของเพื่อน สามไม่เคยมีการเชิญผู้การเป็นประธานงานแต่ง เป็นเพียงการกล่าวในภาพรวมของภรรยาผู้การ สี่การนำส่งรพ.จิตเวช เป็นไปตามกระบวนการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์รพ.อุดรธานี ข้อที่ห้า กระผมได้เข้าช่วยเหลือคุณมิ้นทุกครั้งไม่ได้เพิกเฉยเลย ข้อที่หก กระผมไม่ได้เพิกเฉยต่อการร้องเรียน ได้ตอบชี้แจง และสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายไว้ครบถ้วน ทั้งหมดเรียนมาเพื่อโปรดทราบข้อเท็จจริง กระผมพร้อมให้ความร่วมมือยื่นหลักฐานทั้งหมดในชั้นศาล และขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของกระผมต่อไป นี่เป็นข้อมูลของฝ่ายชาย ที่มีการทำไว้กับต้นสังกัด ต้นสังกัดส่งมาให้ทางเราเพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงในมุมฝ่ายชายบ้าง ว่าเขาเจอคืออะไร จริงๆ มีเรื่องโดยสรุปด้วยนะ มันมีหลากหลาย ละเอียดเลย เป็นช่วงเวลา ที่คุณไปบุกบ้านเขา ตีสาม ตีสี่ คุณส่งข้อความตัดพ้อเขาพร้อมภาพยา ธูปจำนวนมาก เขาพยายามติดต่อและเข้าไปช่วยเหลือทันที ทั้งหมดคุณว่ายังไง?
มิ้น : เอาเรื่องไหนก่อนดีคะ
ทนายปานฤดี : เอาเรื่องที่เขาบอกว่าเราบังคับย้ายเข้าไปอยู่
มิ้น : มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ ถ้าเขาไม่อนุญาตเราก็เข้าไปไม่ได้ รูปคู่ก็ชัดเจนว่าเราใช้ชีวิตร่วมกัน เขาอายุ 34 จะบอกว่าเราจูงคุณ บังคับคุณเหรอ มันเป็นการตกลงกันอยู่แล้ว
เรื่องการแต่งงาน เขาไม่เคยสู่ขอ ไม่เคยกำหนดวันด้วย ไม่เคยตกลงแต่งงานอย่างเป็นทางการ?
ทนายปานฤดี : เรื่องการสู่ขอ ได้คุยกับครอบครัวเขามั้ย ครอบครัวเขาคัดค้านหรือเห็นด้วย
มิ้น : เขาก็เห็นด้วยค่ะ
ทนายปานฤดี : มีการบอกว่าหาคนจัด หาโรงแรม กระทั่งเตรียมช่างแต่งหน้าให้แม่ด้วย
มิ้น : มีแชตพี่สาวเขาค่ะ
เขาบอกว่าเหมือนคุณไปใช้วิธีบังคับให้เขาจำเป็นต้องแต่ง ตอนแรกเขาขอเลื่อนด้วย คุณไม่ยอม คุณข่มขู่เขา คุณจะชี้แจงยังไง?
ทนายพัฒน์ : เหมือนลักษณะไม่ใช่ตรงๆ แต่บีบทางอ้อม
มิ้น : บีบยังไงคะ
ทนายปานฤดี : ถ้าไม่ยอมจะฆ่าตัวตายแบบนี้
มิ้น : ไม่มีทางค่ะ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ทนานปานฤดี : ภาพถ่ายถูกบังคับมั้ย
มิ้น : ยิ้มแป้นทุกรูป มีเป็นพันๆ รูป ทำไมอยู่ดีๆ บอกว่าบังคับไปซะทุกอย่าง
เขาบอกภาพถ่ายไม่ได้ถ่ายพรีเวดดิ้งใช้กล้องโทรศัพท์ถ่าย?
มิ้น : เขาใส่ชุดสีขาวเพื่อเอาไปใช้ในงานค่ะ
พูดไม่เหมือนกันสองฝั่ง?
มิ้น : เขาน่าจะมีหลักฐานอะไรมาบ้าง ไม่ใช่พูดปากเปล่าอย่างเดียว ตอนถ่ายพรีเวดดิ้งไม่ได้จ้างช่างค่ะ แต่ถ่ายกันเองเพื่อเอาไปใช้ในงาน
ทนายปานฤดี : ในแชตบอกอยู่ว่าพรีเวดดิ้งจะแพง 3 แสน
มิ้น : ใช่ค่ะ พี่สาวเขาก็รู้เรื่องพรีเวดดิ้ง พี่สาวเขาบอกว่าเอาเค้กดีมั้ย เอานั่นนี่ดีมั้ย พี่สาวแท้ๆ เขาคุยกับหนู แล้วจะเอาหลักฐานอะไรอีก
ผมมาทำงาน เหนื่อยมาก ไปเล่นหนังสนุกมาก?
มิ้น : ดูรูปค่ะ แล้วมีอะไรทุกข์บ้าง
วันไหน ช่วงแรกข้าวใหม่ปลามันหรือเปล่า?
มิ้น : ช่วงกลางๆ ปี 66 ค่ะ
แต่เขาพูดช่วงหลังแล้ว ประเด็นหลักๆ อย่างรถเขาบอกว่าคุณอยากได้เอง คุณเครดิตไม่ดี ก็เลยให้เขาซื้อให้ ใส่ชื่อเขา แล้วเขาต้องเอาเงินออมเขาไปดาวน์?
ทนายปานฤดี : ตอนนั้นตัดสินใจยังไงถึงไปซื้อรถไฟฟ้า เพราะอะไร
มิ้น : จะซื้อมาใช้ร่วมกันไงคะ
ทนายพัฒน์ : ไม่ได้มีการยืมใช่มั้ย
มิ้น : ไม่มีค่ะ
ทนายปานฤดี : มีการตกลงกันมั้ยว่าจะเอามาใช้ในชีวิตด้วยกัน
มิ้น : ค่ะ ก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว รถก็อยู่บ้านเขา เป็นชื่อเขา เงินเป็นเงินเขาดาวน์ แต่หนูช่วยผ่อนจริงๆ
ทนายพัฒน์ : ตอนเซ็นสัญญา เราเซ็นด้วยมั้ย
มิ้น : อยู่ด้วยกันค่ะ
ทนายพัฒน์ : เซ็นในฐานะผู้ค้ำ หรือกู้ร่วมมั้ย
มิ้น : ไม่ค่ะ
ทนายพัฒน์ : พยานได้เซ็นมั้ย
มิ้น : ไม่แน่ใจค่ะ แต่ก็ไปด้วยกัน น่าจะได้เซ็นนะคะ
ทนายพัฒน์ถามเป็นข้อๆ ดีกว่า พี่ถ่ายหนังมาเหนื่อยอยากนั่งฟังเหมือนกัน?
ทนายพัฒน์ : เรื่องรถ ข้อเท็จจริงไม่ตรง บอกว่าออกร่วมกัน อีกฝ่ายบอกยืมเงิน แต่พฤติการณ์มีภาพถ่ายไปออกร่วม ก็น่าจะออกร่วมกันนี่แหละ ส่วนยืมกันจริงมั้ย จะคืนเมื่อไหร่ ต้องว่ากันไปตามหลักฐาน แต่มีภาพถ่ายไปออกรถร่วมกัน ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญ สเตทเมนต์ชัดเจนว่าเขามีการโอนเงินให้ไฟแนนซ์ในตอนแรก มีชื่อธนาคารชัดเจน สเตทเมนต์เขาขอมาละเอียด มีชื่อคน ชื่อบัญชีปลายทาง ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องยืมก็เอาหลักฐานมาฟ้องกันไป ก็ฟ้องได้
ทนายปานฤดี : หนี้สินว่าไง เคยยืมเงินเขามั้ย
มิ้น : ไม่เคยค่ะ
ทนายปานฤดี : ปกติใช้เงินด้วยกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมั้ย สลิปที่โอนให้ 200 300 ค่าอะไร ตั้งแต่น้อยยันมาก
มิ้น : เขาขอก็ให้ เพราะใช้ชีวิตคู่กันค่ะ ไม่ได้คิดว่าเขาต้องจ่ายมากกว่า หรือหนูจ่ายมากกว่า ก็ช่วยเหลือกัน เขาก็ให้หนู หนูก็ให้เขา
ทนายปานฤดี : ก่อนหน้ายังไม่ทะเลาะ เขาเคยทวงมั้ยว่าเธอยืมเงินฉัน
มิ้น : ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวค่ะ
ทนายพัฒน์ : หนี้สินค่าต่อเติมห้องน้ำ ต่อเติมที่ไหน
มิ้น : ที่บ้านหนูค่ะ เขาไม่ได้อยู่ด้วย แต่หนูไม่ได้ยืม เขาให้ค่ะ
ทนายปานฤดี : อีเมลเขาบอกว่าระหว่างคบหากัน ยืมเงินหลายครั้ง ไม่เคยยินยอมมอบบัตรเครดิตให้ ถามว่าบัตรเครดิตตรงนี้ คนทั่วไปไม่มีรหัส ไม่มีเซ็น เอาไปใช้ได้มั้ย
คุณเคยเซ็นหรือเปล่า เขาอนุญาตให้คุณเซ็นมั้ย?
มิ้น : เคยเซ็นแทนเพราะเขาให้บัตรค่ะ
ทนายปานฤดี : เขายื่นให้เลย การทวงเงินบัตรต้องทวงทุกสิ้นเดือน เขาเคยบอกคุณมั้ยว่าขอเงินคืน
มิ้น : ไม่ค่ะ จนเขามาขอแต่งงาน ก็ไม่ได้มีอะไร
คุณยังยืนยันว่าเขาขอแต่งงาน แต่ในนี้เขาบอกคุณไปหาฤกษ์เอง ไม่แต่งก็จะฆ่าตัวตาย?
มิ้น : เขามีหลักฐานมั้ยคะ หนูมีหลักฐานคุยกับครอบครัวเขาทุกอย่าง
ทนายพัฒน์ : ค่าต่อเติมห้องน้ำบ้านคุณเอง คุณบอกว่าเขาให้ ค่าโทรศัพท์ 28,000 บาท
มิ้น : เขาซื้อให้ วันเกิดวันพิเศษเขาก็ซื้อให้ ให้เนื่องในวันเกิด
ทนายพัฒน์ : เงินสด 18,000 บาท
มิ้น : งั้นถ้าหนูบอกว่าเขาก็ยืมเงินสดหนูล้านนึงได้มั้ยล่ะ ถ้าจะพูดปากเปล่าแบบนี้
ทนายพัฒน์ : ค่าจักรยานไฟฟ้า เขาซื้อให้มั้ย
มิ้น : เขาซื้อให้
ทนายพัฒน์ : เงินให้เพื่อนกู้ 16,000 บาท
มิ้น : เพื่อนคนไหน
ทนายพัฒน์ : หัตถการ 15,000
มิ้น : เขาจ่ายให้ เราไม่ได้ขอค่ะ เขาก็ไม่ได้ฉีดค่ะ
ทนายพัฒน์ : ค่าของใช้หมื่นนึง รวม 217,000 บาท
มิ้น : สรุปคือรวมทุกเม็ด พอเลิกกันแล้วก็เป็นหนี้
เป็นกลางทั้งสองฝั่งนะ พอเราจะอ้างว่าเลิกแล้วทวงทุกเม็ด มันก็ย้อนกลับไปเหมือนกันว่าเราก็ทวงเงินเขาเหมือนกันนะ?
มิ้น : แต่หนูทวงแค่สิ่งที่หนูจ่ายกับธนาคารโดยตรง
ต้องการทวงค่ารถ 150,000 บาท อันอื่นไม่ได้ทวง?
มิ้น : ใช่ค่ะ
สามารถหักลบกลบหนี้ยอดอื่นๆ ได้มั้ย?
มิ้น : หนูก็โอนให้เขาเหมือนกัน เขาก็โอนให้หนู
วันนี้เขากลับมาดีกับคุณ คุณดีมั้ย?
มิ้น : ไม่ดีค่ะ
แค้นมั้ย?
มิ้น : ไม่แค้นค่ะ อยากให้ออกมาพูดคุยกันบ้าง ทำไมถึงทำแบบนี้ ตอนอยู่ด้วยกันก็ดีไปหมดทุกอย่าง ตอนเลิกกันอะไรหนักหนา เดี๋ยวก็ยืมเงินนั่นนี่ ตอนอยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยทวงอะไร ไม่มีแม้หลักฐาน ไม่มีแม้แต่แชต
เก็บแชตที่คุยทั้งหมดอยู่มั้ย?
มิ้น : ไม่ได้เก็บค่ะ ถ้าเขามีก็เอาออกมาเลย ซึ่งเขาไม่มีอยู่แล้วเพราะเขาไม่เคยทวง เราก็ไม่เคยเป็นหนี้ เราให้เขา เขาให้เรา เราก็ไม่เคยทวงเขาคืนเหมือนกัน
ทนายพัฒน์ : เข้าใจบริบทการอยู่เป็นสามีภรรยา เราให้เขาบ้าง เขาให้เราบ้าง มันเป็นการเอื้อเฟื้อกัน แต่พอเลิกกันก็เป็นแบบนี้แหละครับ แบบนี้อาจเป็นเรื่องการให้โดยเสน่หามากกว่า ถ้าเป็นเรื่องการกู้ยืมก็ต้องมีหลักฐาน ต้องชัดเจน
ทนายปานฤดี : ส่วนที่เขาบอกว่าเราขู่ทำร้ายร่างกาย เกิดตอนคบกันมั้ย หรือเกิดตอนเขาปฏิเสธงานแต่ง
ทนายพัฒน์ : ใช้การข่มขู่ทำร้ายตัวเองเพื่อบีบให้เขาจดทะเบียนสมรส เขาไปเพื่อประคองสถานการณ์
มิ้น : ทำไมเขาประคองบ่อยจังเลย ทำไมไม่ปล่อยเราเลยค่ะ
เขาบอกขอเลิกคุณหลายครั้ง แต่คุณไม่เลิก พอเลิกคุณจะทำร้ายตัวเอง จริงมั้ย?
มิ้น : ไม่จริง
เขาไปช่วยคุณสามครั้งนะ?
มิ้น : ช่วงที่หนูเป็นซึมเศร้า
เขาบอกว่าพอหลังเลิกรากันไป คุณขอเลิกเขาเองด้วยซ้ำ?
มิ้น : ใช่ค่ะ ในเมื่อเขาใช้ข้ออ้างว่าไว้อาลัยอาม่า 3 ปี แล้วจะให้หนูจ่ายทรัพย์สินที่เป็นของเขาต่อไปเหรอคะ นี่เป็นข้ออ้าง ไม่ใช่เหตุผล
คุณขอเลิกปลายปี 67 ทำไม 7 ม.ค.68 คุณตามไปหาเขาที่บ้านพักยามวิกาล ตอนตี 4 วันที่ 9 ม.ค.68 คุณบุกไปบ้านพักเขาตอนตี 4 วันที่ 10 ม.ค. 68 คุณตัดพ้อพร้อมยากับธูปจำนวนมากส่งไปให้เขาดู เขาพยายามติดต่อคุณทันที หาพิกัดจนเจอและไปช่วยคุณด้วย 14 ม.ค. คุณพยายามคิดสั้นอีก เขาให้กำลังใจและห้ามไว้ได้ทัน 16 ม.ค.68 สามทุ่มสี่สิบแปดนาที เพื่อนแจ้งว่าคุณหายตัวไป เขาออกตามหาทันที จนเจอคุณที่บิ๊กซี ไปช่วยคุณเอายาจากปากได้ทัน และพากลับบ้านพักอย่างปลอดภัย 17 ม.ค.68 คุณหนีออกจากที่พัก และพยายามรมควัน เพื่อนช่วยเหลือได้ทัน ส่งตัวไปรพ. 19 ม.ค. คุณส่งภาพยากับธูปให้เขาอีกครั้ง 20 ม.ค. คุณส่งน้ำยาทำความสะอาดให้เขา 21 ม.ค.คุณส่งน้ำยาทำความสะอาดให้เขาอีกแล้ว 23 ม.ค. คุณติดต่อหาพี่สาวเขา ไกล่เกลี่ยเรื่องรถ 24 ม.ค. คุณขู่จะทำร้ายตัวเองอีกแล้วพร้อมแมวอีกสองตัว มีการส่งภาพ ยากำจัดหนู เพื่อกดดันแลกกับการโอนรถระหว่างเจรจากัน 29 ม.ค.มีการเจรจาหนี้ ยอดคงเหลือ 1,200,000 บาท เขายินยอมให้ชำระ 5 แสน และโอนรถให้ แต่วันนัดชำระ คุณขอจ่าย 2.5 แสน วันที่ 19 ก.พ. พี่สาวสอบถามความคืบหน้า คุณบอกว่าได้ซื้อรถคันใหม่แล้ว จึงได้ให้หักลบกลบหนี้ทั้งหมด รวมถึงค่างวดที่เคยผ่อนไปแล้ว 1.5 แสนเพื่อความเป็นธรรม 21 ก.พ. คุณบุกไปบ้านพักกองบินอีกแล้วจะให้ยกหนี้ให้ เขาถึงยินยอมให้หักหนี้กับค่างวดหนี้ที่ได้ผ่อนไปแล้ว ทั้งที่ยอดหนี้สูงกว่ามาก เพื่อยุติปัญหาให้มิ้นออกจากที่พักส่วนตัวไปซะ ส่งผลให้เรื่องเงินสิ้นสุดตั้งแต่วันดังกล่าว ช่วงต้นก.พ. 69 คุณมิ้นพยายามติดต่อเจรจาอีกครั้ง อ้างว่าเขาติดหนี้คงค้างอีก ข่มขู่จะดำเนินการผ่านผู้บังคับบัญชา ศาล และสื่อ?
มิ้น : เขามีหลักฐานมั้ยล่ะคะ
ทนายพัฒน์ : ตามเอกสารคุณขู่ทำร้ายร่างกาย 7 ครั้ง อันนี้เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มั้ย
มิ้น : ใช่ค่ะ หนูทำร้ายตัวเองจริงๆ เนื่องจากตัวผู้ชายเขาหายไงคะ เขาหาย ไม่มาคุยเรื่องทรัพย์สิน มันทำให้หนูเครียด
เรื่องทรัพย์สินหรือคุณอยากกลับไปคบ?
มิ้น : เรื่องทรัพย์สินค่ะ ไม่กลับไปคบแน่นอน หนูไม่กลับไปเพื่อผ่อนบ้านผ่อนรถให้เป็นชื่อผู้ชายหรอกค่ะ หนูแค่อยากให้เขามาเคลียร์ทรัพย์สินกับเรื่องงานแต่งที่เขาอ้าง แค่นั้น อยากให้เขามาขอโทษที่บ้าน ในเมื่อเขาหายไป ปล่อยหนูทิ้งไว้กลางทาง ให้หนูออกจากบ้าน ทั้งที่หนูไม่มีที่อยู่เลย หนูอยู่กับเขามาตลอด เขาให้หนูออก หนูแค่อยากติดต่อเขาเพื่อมาคุย มาเคลียร์กัน แต่เขาเลือกหายเงียบ บล็อกทุกช่องทาง มันทำให้หนูเครียด และกินยาโอเวอร์โดส ซึ่งเขาเป็นคนซื้อให้ ยาคลายเครียดตัวนั้น เขาซื้อให้เพราะเขารู้ว่าหนูเครียดทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องงานแต่ง หนูเครียดมาตลอด
ทนายพัฒน์ : เรื่องที่เขาอ้างว่ามีการบุกรุกบ้านที่กองบิน 3 ครั้ง บุกมั้ย หรือเข้าไปทำอะไร
มิ้น : บุกรุกยังไงคะ เราอยู่ด้วยกัน ของหนูก็อยู่ในนั้น
วันนี้ธงของน้องคืออะไร?
มิ้น : หนูต้องการเงินแค่ 1.5 แสนบาที่ผ่อน แล้วจบเลย
เขาผ่อนจ่ายได้มั้ย?
มิ้น : ถ้าไม่มีก็ผ่อนได้ค่ะ ขอแค่ติดต่อมาคุย
เขาไม่คุยแล้ว เขาอยากจ่ายผ่อนผ่านผู้บังคับการของเขาได้มั้ย แต่คุณไม่ต้องคุยกัน?
มิ้น : ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่หนีหายเงียบอย่างนี้
อยู่ในสายกับ “พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวินัย” โฆษกกองทัพอากาศ พี่สบายดีนะครับ?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : ช่วงนี้สบายดีครับ แต่สแตนบายสถานการณ์ความขัดแย้งอยู่ตลอด ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชาทุกอย่างครับ
ข้อเท็จจริงทั้งหมด ฝ่ายชายบอกต้นสังกัด?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : เบื้องต้นขอเรียนว่ากรณีที่กำลังออกรายการอยู่ เป็นเรื่องความสัมพันธ์บุคคลของคนสองคนครับ เพียงแต่ว่าฝ่ายชายเป็นข้าราชการสังกัดกองทัพอากาศ ถ้ามองแนวนี้มันเกิดขึ้นนอกเหนือการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยหลักการแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ เอกสารที่พี่หนุ่มได้รับ กองทัพอากาศไม่ได้เป็นคนส่งครับ ทนายของฝ่ายชายส่งมาให้ และได้นำส่งต่อให้กับทางรายการ เราไม่ได้เป็นคนจัดทำครับ ขออนุญาตเรียนอีกครั้งกองทัพอากาศไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ในการชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นส่วนบุคคลแบบนี้ครับ
งั้นขออนุญาตชี้แจงใหม่ ข้อมูลที่ได้มาเป็นในมุมฝ่ายชาย?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : ขออนุญาตเรียนว่าเรามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนครับ แต่ข้อมูลในการสอบสวนเราไม่เผยแพร่ครับ ตามพรบ.ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราเผยแพร่ไม่ได้อยู่แล้วครับ แต่ข้อมูลที่เราส่งให้พี่หนุ่มเป็นข้อมูลจากฝั่งทนายฝ่ายชายเพื่อเตรียมการไว้เพื่อใช้ในชั้นศาล หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องใช้ในชั้นศาล ผมได้สอบถามทนายฝ่ายชายแล้ว เขาบอกว่าอนุญาตให้ส่งข้อมูลตรงนี้ให้รายการได้ครับ ยืนยันว่ากองทัพอากาศไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องครับ ในการพิจารณาสอบสวนของทอ. หลักฐานเรามีแต่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นตอนกองทัพอากาศได้รับทราบข้อมูล เราเห็นว่าจบไปตั้งแต่ปี 68 แล้ว แต่มีการร้องเรียนอีกครั้งในปี 69 เราก็ดำเนินการสอบสวนให้นะครับ แม้ว่าเหตุการณ์อย่างที่เห็นตามข้อเท็จจริง มีการจบกันไปตั้งแต่ก.พ.ปี 68 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นประเด็นอีกครั้งในสื่อ เดือนม.ค.69 ทางกองบินเองก็ตั้งกรรมการสอบสวน เป็นไปตามระเบียบกองทัพอากาศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียนครับ
ทางกองทัพอากาศจะดำเนินการยังไงต่อไป?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : ยืนยันอีกครั้งครับ ผมว่าเรื่องที่พูดคุยเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เรื่องหนี้สินสามารถแก้ไขปัญหาทางกฎหมายได้ครับ การโอนเงิน มีบันทึกอยู่ในบัญชีอยู่แล้ว สองฝั่งสามารถเจรจาไกล่เกลี่ย หรือให้กฎหมายเป็นผู้ชี้ชัดก็ได้ครับ ขออนุญาตเน้นย้ำว่ากองทัพอากาศให้ความสำคัญเรื่องวินัยและจริยธรรมของกำลังพลทุกนายเป็นอย่างมากครับ หากเราพบว่ามีการกระทำใดๆ ที่เข้าข่ายผิดระเบียบ หรือส่งผลต่อภาพลักษณ์กองทัพอากาศเรามีการตรวจสอบอย่างชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ครั้งนี้ถ้าผิดจริง เรายืนยันจะดำเนินการทางวินัยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ปกป้องใครทั้งสิ้นครับ ซึ่งเป็นแบบนี้มาโดยตลอด
ตอนนี้น้องต้องการเงิน 1.5 แสนคืน ทางท่านพอนัดเจรจาได้มั้ย มันจะได้จบๆ กันไป จะผ่อนก็ได้ แต่ถ้าทางนั้นบอกเต็มกลืนแล้ว ทางนี้ต่างหากเป็นหนี้เขา ก็ว่ากันอีกที?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : การนัดเจรจาขึ้นอยู่กับสองฝ่ายครับ กองทัพอากาศพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคลครับ เราเป็นกลางให้นัดเจรจาได้ ถ้าสองฝ่ายยินยอม แต่ความจริงแล้วทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้ครับ ทนายทั้งสองฝ่ายมีครับ ให้ทนายสองฝ่ายพูดคุยกันก็ได้ จะได้มีการไกล่เกลี่ย เท่าที่รับทราบข้อมูล มีการไกล่เกลี่ยผ่านพี่สาวอยู่แล้ว มาโดยตลอด เมื่อเดือนก.พ.ปีที่แล้ว ก็มีการเจรจายินยอม ยุติทั้งสองฝ่ายไปแล้ว แต่เรื่องเกิดอีกครั้งปี 69 กองทัพอากาศก็ตั้งกรรมการสอบสวนอีกครั้งเพื่อไล่เรียงเรื่องที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการหรือไม่อย่างไร ซึ่งถ้ากระทบกับระเบียบวินัยก็จะดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้ครับ
ทนายพัฒน์ : ถ้าทางนี้เขาอ้างเป็นผู้เสียหาย ใครไปร้องในกองทัพ กองทัพสามารถจัดชุดเจรจาให้ได้ ถูกต้องมั้ยครับ
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : จริงๆ เราไม่อยากจัดชุดเจรจานะครับ ในระเบียบของการร้องทุกข์ เรามีผู้ร้องทุกข์ครับ กองทัพอากาศรับเรื่องมาแล้วตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ก็พิจารณาในเรื่องระเบียบวินัยของกองทัพอากาศต่อไป การลงโทษขั้นร้ายแรงที่สุดคือปลดออกจากราชการ งดบำเหน็จ งดสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง นี่คือข้อความผิดที่ร้ายแรงที่สุดครับ แต่กราบเรียนว่าหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ย ผู้บังคับบัญชากองบิน ทำหน้าที่แบบนั้นอยู่แล้ว ยุติปัญหาเพื่อไม่ให้เข้ากระบวนการศาล เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่เหมาะควร แต่ถ้าสองฝ่ายไม่ตกลงตามไกล่เกลี่ย คิดว่ามีความจำเป็นต้องตัดสินด้วยกฎหมายเพิ่มเติม ก็เป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย เรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์ของบุคคลสองคนครับ เพียงแต่หนึ่งในนั้น ฝ่ายชายเป็นข้าราชการกองทัพอากาศครับ
ทนายปานฤดี : เรื่องที่เจรจากับพี่สาวเขา เราคุยกันตอนนั้น กลายเป็นว่าฝ่ายหญิงต้องใช้หนี้ถึง 5 แสนนะคะ ทางฝ่ายหญิงเสียเปรียบ เลยรับไม่ได้ในส่วนนั้นค่ะ
จริงๆ ทางนี้เขาอยากเจรจากับตัวฝ่ายชายเองเลยได้มั้ย ถ้าคุยผ่านไปผ่านมากับทางพี่สาวมันไม่จบ มีทางคุยได้มั้ย?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : ผมยืนยันว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคลครับ ตอนนี้สองฝ่ายสามารถโอนอ่อนผ่อนตาม แก้ไขปัญหาโดยละมุนละม่อมได้ แต่ถ้าไม่สามารถยุติกันได้ ก็ใช้กระบวนการยุติธรรม จากสเตทเมนต์ที่ทนายส่งมา เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าเขาพร้อมยื่นหลักฐานทั้งหมดในชั้นศาล ขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งตรงนี้กองทัพอากาศไม่ได้เขียน เป็นทนายฝ่ายชายเป็นผู้เขียนครับ
ขอบคุณมากครับ?
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ : กราบขอบพระคุณพี่หนุ่มครับ หวังว่าจะไม่เจอกันอีกในเรื่องแบบนี้ครับ เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาพลักษณ์กองทัพอากาศครับ ขอบคุณที่ช่วยดูแลเรื่องนี้ครับ
ทนายพัฒน์ : ฟังท่านก็ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องในครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวกับชู้สาว เกี่ยวกับภาพลักษณ์ทหาร เพียงแต่ว่าอาชีพนิดนึง เป็นเรื่องส่วนตัวเรื่องหนี้สินทรัพย์สิน ซึ่งท่านก็พูดถูก มีหน่วยงานคือศาลยุติธรรม ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องต้องไปที่กองทัพ ต้องดูด้วยว่าข้อกฎหมายสามารถทำในหน่วยงานเขาได้มั้ย บางสิ่งบางอย่างไม่เกี่ยวข้องเลย จะให้หน่วยงานเขามาทำ ก็เป็นการก้าวล่วงอำนาจหน่วยงาน ซึ่งเขามีหน้าที่โดยเฉพาะอยู่แล้ว ผมก็มองเหมือนท่านถ้าเรื่องนี้
เอาไงต่อ?
ทนายปานฤดี : คงต้องดำเนินการต่อไป มันใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นกรรมสิทธิ์รวมก็คงต้องดำเนินการที่ศาลยุติธรรม ก็ว่ากันไปค่ะ
เอาไง?
มิ้น : พ้อยท์ของหนูที่ออกมา คืออยากคุยกับฝ่ายชาย ทุกอย่างเรารู้กันแค่สองคน ไม่ว่าพี่สาว แม่เขา แม่หนู เขาได้ยินจากพวกเราอีกที ทำไมเราสองคนที่สร้างปัญหาขึ้นมา ทำไมไม่มาเคลียร์กัน ตอนสุขก็สุขร่วมกัน ตอนมีก็มีร่วมกัน ทำไมตอนนี้ถึงหายไป แม้คุณจะมีหลักฐานอะไร คุณก็แค่เอาเอกสารมาคุยกับเรา มันแค่นั้นเลย เรายังเอามาเลยเอกสาร ทำไมคุณยังหาย ยังเงียบอยู่ ถ้าคุณมีเอกสารคุณแค่เอาออกมา มันก็จบแล้ว ไม่ต้องส่งใครมาคุยแทนทั้งนั้น เพราะเราเองใช้ชีวิตร่วมกัน เรารู้กันดีว่าอะไรคืออะไร
ท่านบอกไม่ต้องคุยกันเรื่องนี้อีกนะ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว?
มิ้น : ถ้าตัวผู้ชายมาคุยเรื่องคงไม่มาถึงตรงนี้ ที่เรื่องมาถึงตรงนี้ เพราะตัวผู้ชายหายเงียบหนีไงคะ บล็อกค่ะ หนูทำตั้งแต่ส่งเมลไปบอกเขา พยายามแชตไปหาเขา หนูทำทุกทางแล้ว เรื่องมันถึงมาถึงตรงนี้ ถ้าเขาเลือกที่จะคุย ไม่หาย ไม่หนี ก็คงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ กองทัพก็คงไม่โดนแบบนี้ ถ้าฝ่ายชายมาคุย
กองทัพอากาศบอกว่าสุดท้ายเป็นเรื่องส่วนตัว?
ทนายพัฒน์ : ท่านก็รับเรื่องนั่นแหละ แต่โดยหลักแล้วเป็นเรื่องส่วนตัวให้ไปหน่วยงานที่เหมาะสมมากกว่า เรื่องนี้มันไม่ได้ชัดเจนว่ามันผิดเกี่ยวกับหน้าที่ราชการ
ถ้าเรื่องนี้ มีประเด็นทหารอากาศเขาแต่งงานจดทะเบียนแล้วมีเมียน้อย อันนั้นอีกเรื่อง เป็นเรืองจริยธรรมข้าราชการ แต่ถ้าอันนี้ก็ตอบท่านไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านบอกว่าเป็นเรื่องของคุณเองที่ทะเบียนสมรสก็ไม่ได้มี เป็นแค่แฟนกัน เรื่องหนี้สินกองทัพตัดสินให้ไม่ได้ ถ้าผิดจริยธรรมก็อีกเรื่องเลย คุณไม่ได้จดทะเบียน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับกองทัพ ถ้าคุณจะไปฟ้องกองทัพ คุณจะไปร้องเรื่องอะไร ฐานะทางกฎหมายยังไม่ได้เกิดขึ้น ตร.ทหารมีการยืมเงินกันเยอะแยะเรื่องปกติ มันเป็นเรื่องที่คุณและทหารอากาศต้องพยายามเจรจากันเองให้ได้?
มิ้น : เขาควรมาคุย แค่นั้นเลยจริงๆ แค่เอาหลักฐานมาคุยกัน เรารู้กันอยู่สองคน นอนคุยกัน ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเราสองคนแล้ว คุณเลือกหายไปอย่างนี้ได้ไง
ทนายปานฤดี : ผัวเมียละเหี่ยใจ (หัวเราะ)
ถ้าวันนี้เรื่องจะจบ คุณมิ้นขอ 1.5 แสน ผ่อนจ่ายได้มั้ย?
มิ้น : เราคุยกันได้หมด ไม่ใช่หาย
เขาก็ไม่ได้อยากจะหาย แต่ในมุมเขาเอง เขามองว่าคุณเป็นหนี้เขาด้วยซ้ำ?
มิ้น : มีแต่พูด ไม่ได้มีหลักฐาน ก็มาคุยกันแล้วเอาหลักฐานมาดู ซึ่งมันไม่มีอยู่แล้ว
ในนี้บอกว่าเคยคุยไปแล้ว?
มิ้น : เขาเสนอให้หนูเป็นหนี้เขา ซึ่งหนูไม่ได้เป็น แล้วหนูจะยอมรับได้ไง เขามีแต่พูด แต่ไม่มีหลักฐานมา จะบอกให้หนูยอมรับ ทั้งที่หนูมีเอกสาร
ทนายพัฒน์ : เท่าที่ดูภาพรวม ฝ่ายหญิงติดใจว่าถ้าเอาเอกสารมากางกันดู ก็จบ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับเขาได้ มันเป็นสิทธิส่วนตัวเขาจะมาหรือไม่มาก็ได้ ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ไปจบที่ศาล ซึ่งเอาพยานหลักฐานมาชี้แจง คุณอาจฟ้องเขา เขาอาจฟ้องแย้งกลับมาให้คุณจ่ายเขาก็ได้ สุดท้ายอยู่ที่พยานหลักฐานเลย
วันนี้ถึงเขาไม่มา แต่ดีนะที่ทนายเขาทำเอกสารมาให้ อย่างน้อยจะได้รู้ว่าเขาคิดแบบนี้ ไม่ได้นำเสนอแค่มุมเดียวของคุณ คนต้องฟังสองมุม?
มิ้น : แต่มุมของเขา เขาไม่ได้มีหลักฐานนะคะ