ม.รังสิตออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีเลิกจ้าง “พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์” ยันไม่ใช่เพราะเปิดโปงทุจริต ชี้ขโมยดิน 140 คันรถไม่เป็นความจริง กก.สอบสวนชุด “วิชา มหาคุณ” ระบุชัดบิดเบือนข้อมูลทำมหาวิทยาลัยเสียหาย ให้ลงโทษทางวินัย เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เผยมีรายละเอียดในผลสอบ 12 หน้า แต่เปิดเผยไม่ได้หากเจ้าตัวไม่ยินยอม
วันที่ 1 เมษายน 2569 ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่แถลงการณ์มหาวิทยาลัยรังสิต กรณีการปลด รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ดังนี้
สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการให้สัมภาษณ์ของ รองศาสตราจารย์ พันตํารวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ที่กล่าวว่าถูกลงโทษทางวินัยและพ้นสภาพบุคลากร โดยไม่ได้รับเงินชดเชย มหาวิทยาลัยรังสิตรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการให้ข้อมูลของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงสาเหตุการพ้นจากตําแหน่งบริหารว่าตนเองได้เข้าไป ปราบปรามการทุจริต เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องบนบรรทัดฐานของความจริง มหาวิทยาลัยรังสิตใคร่ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้
1. ประเด็นการพ้นตําแหน่งบริหาร
ข้อกล่าวอ้างที่ว่า "ถูกปลดจากตําแหน่งรองอธิการบดีเนื่องจากการปราบปรามทุจริต” นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารและวางยุทธศาสตร์ ใหม่ โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดํารงตําแหน่งอธิการบดี เมื่อมีการแต่งตั้ง อธิการบดีใหม่แล้ว การพ้นจากตําแหน่งของรองอธิการบดีชุดเดิมจึงเป็นไปโดยปริยาย ตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 39 ซึ่งกําหนดให้เมื่ออธิการบดีพ้นจากตําแหน่ง รองอธิการบดีทุกคนต้องพ้นจากตําแหน่งตามกฎหมาย มิใช่การถูกสั่งปลดจากความผิดส่วนบุคคลหรือผลจากการตรวจสอบทุจริตตามที่กล่าวอ้าง
2. ประเด็นการลักทรัพย์ของมหาวิทยาลัย (ขโมยดิน)
เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างแท้จริง เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ จึง ต้องมีการปรับปรุงพื้นที่และดําเนินการขนย้ายขยะ (ที่กองอยู่บนดิน) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมรูปถ่ายการเคลื่อนย้ายดังกล่าวว่า มีการขนดินออกไปด้วย
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ข้อมูลที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล นําไปสื่อสารต่อสาธารณะ ในลักษณะที่ว่ามีการขโมยดินจํานวน 140 คันรถ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง โดยมีหลักฐานยืนยันดังนี้
ในรายงานการสอบสวนภายในมหาวิทยาลัยที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานสอบสวนด้วยตนเองในขณะนั้น ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่ากระทําผิดอาญาตามข้อกล่าวหา” (ข้อหาลักทรัพย์)
อีกทั้งในชั้นต่อมา คณะกรรมการคุ้มครองการทํางานซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกและผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้พิจารณาร่วมกันและเห็นพ้องกับกรรมการในชั้นต้นว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์การลักทรัพย์ตามที่กล่าวหา
3. ประเด็นการพิจารณาโทษทางวินัย
มหาวิทยาลัยรังสิตได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน โดยกรรมการชุดนี้ได้เรียกเอกสารทั้งหมดจากผู้เกี่ยวข้องและพยานบุคคลในด้านต่าง ๆ รวมถึงเอกสารชี้แจงจาก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล
คณะกรรมการได้วินิจฉัยเสนอต่อมหาวิทยาลัยว่าการที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล นําประเด็นไปป่าวประกาศว่าเป็นการ “ปราบทุจริต” นั้น เป็นการสร้างเรื่องเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด
การกระทําดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับมหาวิทยาลัยรังสิตว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2550 เป็นการจงใจทําให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวนจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษทางวินัยสถานหนัก คือ “เลิกจ้าง” โดยให้พ้นสภาพการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้มีคําสั่งหมายเลข 325/2569 เรื่อง เลิกจ้างบุคลากร ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ส่งมอบผลการสอบสวนให้แก่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล เรียบร้อยแล้ว คําสั่งนี้มีความยาว 12 หน้า (A4) อธิบายพฤติการณ์แห่งคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่สามารถเผยแพร่คําสั่งดังกล่าวโดยปราศจากการยินยอม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เนื่องด้วยเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
มหาวิทยาลัยรังสิตถือพันธกิจสร้างสรรค์สังคมธรรมาธิปไตย ยึดถือธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมาโดยตลอด และพร้อมปกป้องเกียรติภูมิของสถาบัน มิให้บุคคลใดนําข้อมูลอันเป็นเท็จไปสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม
ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนอื่นใดที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้กล่าวอ้าง เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัยรังสิตขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุในการเลิกจ้างทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยรังสิตขอให้สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จแก่สังคมต่อไป