xs
xsm
sm
md
lg

รวยไม่ไหวแล้ว! ค่าการกลั่น 1 เม.ย.พุ่ง 14 บาท "วีระยุทธ" จี้รัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รองหัวหน้าพรรคประชาชนเปิดตัวเลข 1 เมษาฯ ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาทต่อลิตร เทียบกับ 2 ปีก่อนอยู่ที่ลิตรละ 1.7-2.3 บาท ชี้เพิ่มหลายเท่าตัว รัฐบาลมีความชอบธรรมเก็บภาษีลาภลอย ตามอย่างอียูที่เก็บในอัตรา 33-80% ของกำไรส่วนเกิน

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนเปิดตัวเลขค่าการกลั่น วันแรกของเดือนที่ถีบตัวสูงขึ้นไปแตะ 13.9 บาท จากเมื่อสองปีก่อน (2567–2568) ที่ค่าการกลั่นอยู่เพียงระดับ 1.7–2.3 บาท หรือประมาณบาทสองบาทต่อลิตรเท่านั้น เดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็ขยับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 7.2 บาท ซึ่งแม้จะสูงมากแล้ว แต่เมื่อเริ่มเดือนใหม่เพียงวันเดียว (1 เมษายน) ค่าการกลั่นกลับพุ่งกระโดดไปอยู่ที่ 13.9 บาท

นายวีระยุทธกล่าวว่า อัตราก้าวกระโดดของค่ากลั่นที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้รัฐมีความชอบธรมในการเข้าไปประเมินการเก็บ “ภาษีลาภลอย” หรือ windfall tax แบบจริงจัง พร้อมชี้ว่าภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องผิดปกติของเศรษฐกิจทุนนิยม
.
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ที่มีการเก็บภาษีลาภลอยอัตราตั้งแต่ 33% ไปจนถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน จนทำให้ EU ได้เงินภาษีลาภลอยทั้งหมด 6,850 ล้านยูโร หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท ในปี 2565

นายวีระยุทธเสนอว่า หากประเทศไทยจะตามรอย EU มี 4 เรื่องที่ต้องตัดสินใจ คือ 1) จะเก็บอัตราภาษีลาภลอยเท่าไหร่ 2) จะเก็บจากรายได้หรือกำไร 3) จะเก็บจากธุรกิจไหนบ้าง และ 4) จะเก็บนานแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น ประเทศไอร์แลนด์เรียกเก็บจากธุรกิจขุดเจาะ สกัด และโรงกลั่น โดยเก็บที่อัตรา 75% ของกำไรส่วนเกิน (ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติ โดยละเว้นกำไรส่วนเกิน 20% แรกให้) ขณะที่สโลวีเนียก็เก็บภาษีลาภลอยสูงถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ในขณะที่สเปนเก็บที่อัตรา 1.2% แต่ไปเก็บจากรายได้ โดยเก็บจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และไฟฟ้า 

นายวีระยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยม มาตรการภาษีลาภลอยทำได้ และเคยทำมาแล้ว เพียงแต่ต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนทั้งเรื่องตัวเลข ขอบเขตธุรกิจ และระยะเวลาที่บังคับใช้