ทัคเกอร์ คาร์ลสัน อดีตพิธีกรคนดังและนักวิเคราะห์การเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมชาวสหรัฐฯ ส่งเสียงป่าวประกาศอย่างน่าตกตะลึงต่อสถานะทางอำนาจของอเมริกา ชี้ว่าจักรวรรดิอเมริกาในระดับโลกและระเบียบโลกขั้วเดียวเท่ากับถึงจุดจบแล้ว พร้อมให้คำนิยามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง แต่กำลังกลายเป็นสิ่งที่แทบจำไม่ได้อีกต่อไป
คาร์ลสัน ให้คำจำกัดความการเสื่อมถอยว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มันมีต้นตอจากสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นผลจากการไร้ความซื่อสัตย์ขั้นพื้นฐาน อันเป็นแก่นแท้ของระบบปัจจุบัน เขาชี้ว่าด้วยการโกหกซ้ำๆ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นผลให้ระบบนี้อ่อนแอ นำไปสู่การล่มสลาย เนื่องจากความเท็จจะถูกเปิดโปงในที่สุด มุมมองนี้วาดภาพอันมืดมนของมหาอำนาจที่กำลังสูญเสียอิทธิพลในระดับโลก เรื่องเล่าที่พูดกันมานาน ท่ามกลางความตึงเตรียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและปัญหาภายในต่างๆนานาที่อเมริกากำลังเผชิญ
นอกเหนือจากแง่มุมทางภูมิรัฐศาสตร์ คาร์ลสัน ยังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปสู่มิติทางวัฒนธรรมและศาสนาที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของอเมริกา เขาชี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ในอเมริกา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นขุมพลังสำคัญในการสร้างความดีในประวัติศาสตร์โลก แต่มันกลายเป็นสิ่งที่แทบจำไม่ได้เลยนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภาวะเสื่อมถอยคู่ขนานนี้ ทั้งในแง่การเมืองและจิตวิญญาณ คือแก่นสำคัญในข้อโต้แย้งของคาร์ลสันที่ว่า รากฐานความแข็งแกร่งของชาติกำลังเสื่อมถอยลง
ความหมายโดยนัยในความเห็นของคาร์ลสัน ส่งผลกระทบไปทั่วแวดวงการเมืองและการเงิน บรรดานักสังเกตการณ์พากันชั่งน้ำหนักผลลัพธ์เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯที่ลดน้อยลงไปในเวทีโลก นโยบายในด้านเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้า และพันธมิตรทางทหาร อาจต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ หากการประเมินของเขาได้รับการยอมรับในวงกว้างจากผู้กำหนดนโยบายหรือสาธารณชน
คำพูดของคาร์ลสัน มีขึ้นในช่วงเวลาที่อเมริกากำลังเผชิญการแข่งขันที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆจากมหาอำนาจต่างๆที่โผล่ขึ้นมา รวมถึงประเด็นโต้เถียงภายในประเทศเกี่ยวกับพันธสัญญาของอเมริกาที่เคยให้ไว้กับทั่วโลก
คำกล่าวของคาร์ลสัน สอดคล้องกับความรู้สึกที่เพิ่มมากขึ้นในบรรดานักวิเคราะห์บางส่วน ซึ่งกล่าวอ้างตัวชี้วัดต่างๆนานา บ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยของอเมริกา อาทิสัดส่วนของสหรัฐฯในจีดีพีโลก ที่ลดลงจากระดับ 40% ในช่วงทศวรรษ 1960 เหลือแค่ราว 24% ในปี 2025 การเปลี่ยนแปลงที่วัดได้นี้ตอกย้ำถึงความท้าทายที่จับต้องได้ ที่มีต่อความเป็นเจ้าโลกของอเมริกา ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่อนาคตที่มีหลายขั้วอำนาจ
(ที่มา:เอเจนซี/ทัคเกอร์ คาร์ลสัน)